รูปแบบการกระทำของฝ่ายปกครอง
- เงื่อนไขการกระทำต้องกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย
- ผลของการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
การกระทำของฝ่ายปกครอง กระทำการได้ทั้งสองรูปแบบ ทั้งใช้อำนาจทางปกครอง หรือ ทำสัญญาในรูปแบบเอกชน ส่งผลถึงอำนาจศาล ว่าการกระทำดังกล่าวอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครองหากใช้อำนาจปกครองย่อมอยู่ในอำนาจศาลปกครอง แต่หากเป็นการกระทำทางแพ่งย่อมอยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม(ข้อสอบเนติบัณฑิตมักจะออกสอบในประเด็นดังกล่าว)
สัญญาเช่าอาคารของหน่วยงานของรัฐ เป็นสัญญาทางแพ่ง จึงอยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม
สัญญาที่หน่วยงานของรัฐซื้อขาย หากเป็นเรื่องเอกชนซื้อขายเป็นปกติย่อมเป็นสัญญาทางแพ่ง(ความเห็นอาจารย์วรเจตน์)
การกระทำทางปกครองแบ่งเป็น กล่าวคือ การกระทำในข้อเท็จจริงและการกระทำที่มุ่งต่อผลทางกฎหมาย
การกระทำที่มุ่งต่อผลทางกฎหมายเป็นการกระทำที่มุ่งก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่ในทางปกครอง ศาลมีอำนาจสั่งเพิกถอนหรือระงับ
การกระทำในข้อเท็จจริง เป็นการแสดงในทางกายภาพที่ไม่ได้มุ่งต่อผลทางกฎหมาย เช่น ทหารทำการซ้อมรบ เป็นต้นศาลไม่มีอำนาจสั่งเพิกถอนหรือระงับ
พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง มาตรา 9
ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้
(1)คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ว่าจะเป็นการออกกฎคำสั่งหรือการกระทำอื่นใดเนื่องจากกระทำโดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอนหรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้นหรือโดยไม่สุจริต หรือมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมหรือมีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็นหรือสร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควร หรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ
(2)คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร
(3)คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎคำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่นหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร
(4)คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง
(5)คดีที่มีกฎหมายกำหนดให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐฟ้องคดีต่อศาลเพื่อบังคับให้บุคคลต้องกระทำหรือละเว้นกระทำอย่างหนึ่งอย่างใด
(6)คดีพิพาทเกี่ยวกับเรื่องที่มีกฎหมายกำหนดให้อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครอง
เรื่องดังต่อไปนี้ไม่อยู่ในอำนาจศาลปกครอง
(1) การดำเนินการเกี่ยวกับวินัยทหาร
(2) การดำเนินการของคณะกรรมการตุลาการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ
(3) คดีที่อยู่ในอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัว ศาลแรงงาน ศาลภาษีอากรศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ศาลล้มละลายหรือศาลชำนัญพิเศษอื่น
การกระทำที่มุ่งต่อผลทางกฎหมายแบ่งเป็น 4 ประเภท กล่าวคือ กฎ คำสั่งทางปกครองทั่วไป คำสั่งทางปกครอง (สามกรณีข้างต้นเป็นการกระทำฝ่ายเดียวของฝ่ายปกครอง) และสัญญาทางปกครอง (เฉพาะสัญญาทางปกครองเป็นการกระทำสองฝ่าย)
กฎ ใช้บังคับเป็นการทั่วไป มิได้บัญญัติบุคคลโดยเฉพาะ เช่น กฎกระทรวงตามประมวลรัษฎากร (บังคับกับบุคคลทั่วไป)ข้อบังคับของเนติบัณฑิตยสภา เช่น กำหนดระเบียบการแต่งกาย เป็นต้นการฟ้องเพิกถอนกฎฟ้องยังศาลปกครองได้ ไม่ต้องอุทธรณ์ก่อนฟ้องคดี
คำสั่งทางปกครอง จะใช้บังคับเฉพาะบุคคล
คำสั่งปกครองทั่วไป ใช้บังคับแก่บุคคลทั่วไปแต่กฎเกณฑ์เป็นรูปธรรม เช่น กรณีเกิดเพลิงไหม้ โดยหน่วยงานของรัฐมีคำสั่งห้ามมิให้บุคคลใดเข้าไปในอาคารที่ถูกเพลิงไหม้ เป็นต้น
พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 เป็นกฎหมายกลางของเจ้าหน้าที่ในการออกคำสั่งทางปกครอง
มาตรา 5ในพระราชบัญญัตินี้
“วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง” หมายความว่า การเตรียมการและการดำเนินการของเจ้าหน้าที่เพื่อจัดให้มีคำสั่งทางปกครองหรือกฎ และรวมถึงการดำเนินการใด ๆ ในทางปกครองตามพระราชบัญญัตินี้
พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 บัญญัติถึงคำสั่งทางปกครอง ไม่รวมถึงกฎและสัญญาทางปกครอง
นิติกรรมทางปกครอง มีอยู่ 3 ความเห็น กล่าวคือ
ความเห็นที่หนึ่ง นิติกรรมทางปกครอง หมายถึงการแสดงเจตนาโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง
ความเห็นที่สองนิติกรรมทางปกครอง หมายถึงกฎ คำสั่งทางปกครอง สัญญาทางปกครอง
ความเห็นที่สามนิติกรรมทางปกครองเป็นการสั่งการฝ่ายเดียว กล่าวคือ กฎกับคำสั่งทางปกครอง
การออกคำสั่งทางปกครองให้ใช้กฎหมายเฉพาะ และพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 แต่หากกฎหมายใดมีมาตรฐานสูงกว่าให้ใช้กฎหมายนั้น
คำสั่งทางปกครอง เมื่อไม่เห็นด้วย ต้องอุทธรณ์ไปยังเจ้าหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติ หากไม่เห็นด้วยกับเจ้าหน้าที่ ต้องไปฟ้องร้องต่อศาลปกครอง(หากกฎหมายเฉพาะไม่ได้บัญญัติไว้ในเรื่องระยะเวลา ต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539บัญญัติระยะเวลาในการอุทธรณ์ คือ15 วัน เฉพาะเรื่องระยะเวลาไม่นำหลักเรื่องมาตรฐานใดสูงกว่ามาบังคับใช้)
คำสั่งทางปกครองของเจ้าหน้าที่สรรพากร เป็นคำสั่งทางปกครอง จึงต้องปฏิบัติตามประมวลรัษฎากรและตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 เมื่อคำสั่งดังกล่าวไม่ทำตามขั้นตอนตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539คำสั่งดังกล่าวย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย
แต่คำสั่งทางปกครองไม่ใช้บังคับแก่กรณีดังนี้ เป็นไปตามบทบัญญัติ มาตรา 4
มาตรา 4พระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่
(1) รัฐสภาและคณะรัฐมนตรี
(2) องค์กรที่ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะ
(3) การพิจารณาของนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีในงานทางนโยบายโดยตรง
(4) การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลและการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการพิจารณาคดี การบังคับคดี และการวางทรัพย์
(5) การพิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์และการสั่งการตามกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการกฤษฎีกา
(6) การดำเนินงานเกี่ยวกับนโยบายการต่างประเทศ
(7) การดำเนินงานเกี่ยวกับราชการทหารหรือเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ทางยุทธการร่วมกับทหารในการป้องกันและรักษาความมั่นคงของราชอาณาจักรจากภัยคุกคามทั้งภายนอกและภายในประเทศ
(8) การดำเนินงานตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา
(9) การดำเนินกิจการขององค์การทางศาสนา
การยกเว้นไม่ให้นำบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้มาใช้บังคับแก่การดำเนินกิจการใดหรือกับหน่วยงานใดนอกจากที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่ง ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกาตามข้อเสนอของคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
คำสั่งศาลปกครองสูงสุด795/2551พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539บัญญัติไม่ให้ใช้กับ ครม. มติครม.จึงไม่จำเป็นต้องให้เหตุผลประกอบคำสั่ง
มาตรา 4 (2) องค์กรที่ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะกล่าวได้ว่า ต้องพิจารณาว่าองค์กรดังกล่าวใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ หรือ ตามพระราชบัญญัติ
เรียบเรียงโดย ทีมงาน LawDD
|