หัวข้อ : สรุปกฎหมายลักษณะตั๋วเงิน ครั้งที 16 เนติบัณฑิตสมัยที 65
หมวดหมู่ : กฎหมายที่น่าสนใจ
รายละเอียด : รวมข้อมูล เกี่ยวกับประเด็นกฎหมายที่น่าสนใจ อื่นๆ



ตั๋วเงินแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน เช็ค โดยตั๋วทั้ง 3 ประเภทก็จะแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ตั๋วชนิดระบุชื่อผู้รับเงินซึ้งจะมีในตั๋วเงินทั้ง 3 ประเภท กับตั๋วชนิดผู้ถือ จะมีเฉพาะในตั๋วแลกเงินกับเช็ค
ตั๋วเงินเป็นตราสารเปลี ยนมือ ถ้าเป็นตั๋วชนิดระบุชื่อผู้รับเงินการโอนตั๋วก็จะทาโดยสลักหลังและส่งมอบ ตามมาตรา 917 วรรค 1 ซึ่งการสลักหลังแบ่งออกเป็น 2 วิธี ตามมาตรา 919 คือ การสลักหลังเฉพาะและการสลักหลังลอย
สลักหลังเฉพาะ คือ การสลักหลังโดยระบุชื่อผู้รับประโยชน์หรือผู้รับโอนตั๋วเงินไว้ แต่ถ้าเป็นการสลักหลังลอยเป็นการที่ผู้สลักหลังเพียงแต่ลงลายมือชื่อของตนที่ด้านหลัง โดยไม่ได้ระบุชื่อผู้รับผลประโยชน์ไว้ด้วย แต่ไม่ว่าจะโอนตั๋วเงินแบบใดผลก็เหมือนกัน ผู้ที่รับโอนตั๋วเงินก็เป็นผู้ทรงทั้ง 2 กรณีเหมือนกัน ตามมาตรา 905 วรรค 1
แต่ถ้าเป็นตั๋วชนิดผู้ถือ การโอนก็จะทาโดยการส่งมอบตามมาตรา 918 ไม่ต้องสลักหลัง แต่ในความเป็นจริงผู้รับโอนมักจะให้ผู้โอนสลักหลังให้ด้วย ผลก็จะเป็นไปตามมาตรา 921 คือเป็นการอาวัลผู้สั่งจ่าย
ตั๋วเงินจะโอนต่อไปได้ มีอยู่วิธีเดียว คือ ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่ผู้สั่งจ่ายปฏิบัติตาม 917 วรรค 2 เขียนลงที่ด้านหน้าของตั๋วเงินว่าเปลี่ยนมือไม่ได้หรือเขียนคาอื่นอันได้ความเหมือนกัน การโอนจะต้องโอนแบบการโอนสิทธิเรียกร้อง ตามมาตรา 306
ตัวอย่าง เช็คขีดคร่อมจะโอนต่อๆไปได้หรือไม่
-เช็คสามารถโอนไปได้ตามปกติ ถ้าเป็นเช็คชนิดผู้ถือก็โอนได้ด้วยการส่งมอบ แต่ถ้าเป็นเช็คชนิดระบุชื่อผู้รับเงินที่มีการขีดคร่อมไว้ก็โอนด้วยการสลักหลังและส่งมอบ ประเด็นเรื่องการขีดคร่อมเช็คและการโอนเช็คนั้นต่างกัน คือการขีดคร่อมจะมีผลแค่เพียงธนาคารจะใช้เงินตามเช็คเป็นเงินสดไม่ได้เท่านั้นเอง ส่วนที่มีบางกรณีที่เช็คขีดคร่อมโอนไม่ได้นั้น จะมีคาว่า ห้ามเปลี่ยนมือไว้ด้วย
ตั๋วเงินจะมีคู่สัญญา 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายลูกหนี้ตามมาตรา 900 วรรค 1 คือผู้ที่ลงลายมือชื่อในตั๋วเงิน ผู้ที่ลงลายมือชื่อในตั๋วเงินก็คือลูกหนี้ ผู้ที่มีลายมือชื่อในตั๋วเงินล้วนเป็นลูกหนี้ ส่วนจะเป็นลูกหนี้ในฐานะใดก็จะมีตัวบทกฎหมายบัญญัติไว้อีกชั้น
มาตรา 909 อันตั๋วแลกเงินนั้น ต้องมีรายการดั่งกล่าวต่อไปนี้ คือ
(8) ลายมือชื่อผู้สั่งจ่าย
ถ้าเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินใช้มาตรา 983 ตั๋วสัญญาใช้เงินนั้น ต้องมีรายการดั่งจะกล่าวต่อไปนี้ คือ
- ๒ -
(7) ลายมือชื่อผู้ออกตั๋ว
ถ้าเป็นเช็คใช้มาตรา 988 อันเช็คนั้น ต้องมีรายการดั่งกล่าวต่อไปนี้ คือ
(7) ลายมือชื่อผู้สั่งจ่าย
บุคคลดังกล่าวคือลูกหนี้ในตั๋วเงินชั้นแรก ต่อมาหากมีการสลักโอนต่อไปก็จะเกิดความรับผิดของผู้สลักหลังเกิดขึ้น
มาตรา 919 คาสลักหลังนั้นต้องเขียนลงในตั๋วแลกเงินหรือใบประจาต่อ และต้องลงลายมือชื่อผู้สลักหลัง
ผู้ที่ลงลายมือชื่อในที่นี้จะเป็นผู้สลักหลัง
มาตรา 931 การรับรองนั้นพึงกระทาด้วยเขียนลงไว้ในด้านหน้า แห่งตั๋วแลกเงินเป็นถ้อยคาสานวนว่า “รับรองแล้ว” หรือความอย่าง อื่นทานองเช่นเดียวกันนั้น และลงลายมือชื่อของผู้จ่าย อนึ่งแต่เพียง ลายมือชื่อของผู้จ่ายลงไว้ในด้านหน้าแห่งตั๋วแลกเงิน ท่านก็จัดว่าเป็น คารับรองแล้ว
ผู้ที่ทาการรับรองตั๋วก็ต้องลงลายมือชื่อ
มาตรา 993 ถ้าธนาคารเขียนข้อความลงลายมือชื่อบนเช็ค เช่นคาว่า “ใช้ได้” หรือ “ใช้เงินได้” หรือคาใด ๆ อันแสดงผลอย่างเดียวกัน ท่านว่าธนาคารต้องผูกพันในฐานเป็นลูกหนี้ชั้นต้นในอันจะต้องใช้เงิน แก่ผู้ทรงตามเช็คนั้น
ในกรณีดังกล่าวก็เป็นการลงลายมือชื่อ บุคคลดังกล่าวล้วนเป็นลูกหนี้ ลงลายมือชื่อฐานะใดก็รับผิดฐานะนั้น
แต่ถ้าเป็นฝ่ายเจ้าหนี้หรือ ผู้ทรง นั้น ผู้ทรงจะต้องตั๋วเงินไว้ในความครอบครองตามมาตรา 904 และ 905 โดยเฉพาะมาตรา 905 ในฐานะที่เป็นผู้ทรงในฐานะผู้สลักหลัง จะเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น ต้องมีการพิสูจน์ว่ามีการสลักหลังโดยขาดสายหรือไม่
กฎหมายตั๋วเงินมีลักษณะพิเศษ 3 ประการ
1.ตามมาตรา 899 ข้อความอันใดซึ่งมิได้มีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมาย ลักษณะนี้ ถ้าเขียนลงในตั๋วเงิน ท่านว่าข้อความอันนั้นหาเป็นผลอย่างหนึ่งอย่างใดแก่ตั๋วเงินนั้นไม่
2.ผู้รับโอนตั๋วเงินมาโดยสุจริต ย่อมมีสิทธิดีกว่าผู้โอน ตามมาตรา 905 วรรค 2 และ วรรค 3
มาตรา 916 บุคคลทั้งหลายผู้ถูกฟ้องในมูลตั๋วแลกเงินหาอาจจะ ต่อสู้ผู้ทรงด้วยข้อต่อสู้อันอาศัยความเกี่ยวพันกัน เฉพาะบุคคลระหว่าง ตนกับผู้สั่งจ่ายหรือกับผู้ทรงคนก่อน ๆ นั้นได้ไม่ เว้นแต่การโอนจะ ได้มีขึ้นด้วยคบคิดกันฉ้อฉล
หมายความว่าถ้าผู้รับโอน ได้รับโอนมาโดยสุจริต กฎหมายก็จะคุ้มครอง 2 เรื่อง คือตาม 905 วรรค 2 และ วรรค 3 คือสิทธิที่จะไม่สละตั๋วเงินให้กับผู้ใด และประการที่ 2 สามารถเป็นโจทก์ฟ้องลูกหนี้ในตั๋วเงินได้ทุกคน และ ลักษณะที่ 3 คือเกี่ยวกับเรื่องการลงลายมือชื่อในตั๋วเงินซึ่งเป็นได้ 2 ประการคือ
1.การลงลายมือชื่อในตั๋วเงินต้องเป็นการลงลายมือชื่อที่แท้จริงเท่านั้น
- ๓ -
2. เจ้าของลายมือชื่ออาจมอบอานาจให้ผู้อื่นลงลายมือชื่อในตั๋วเงินได้
กรณีที ธนาคารได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายลักษณะตั๋วเงิน ซึ้งจะแบ่งธนาคารออกเป็น 2 ฝ่าย
1.ธนาคารผู้ใช้เงินตามเช็ค
2.ธนาคารผู้รับเงินตามเช็ค
ประเด็นแรก กรณีที่ธนาคารใช้เงินตามเช็ค กฎหมายคุ้มครองตามมาตรา 997 วรรค 3 แต่หากเช็คใดเขานายื่นเพื่อให้ใช้เงิน และเมื่อยื่นไม่ปรากฏว่าเป็นเช็ค ขีดคร่อมก็ดี หรือไม่ปรากฏว่ามีรอยขีดคร่อมอันได้ลบล้างหรือแก้ไข เปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมเป็นประการอื่นนอกจากที่อนุญาตไว้โดยกฎหมาย ก็ดี เช็คเช่นนี้ถ้าธนาคารใดใช้เงินไปโดยสุจริตและปราศจากประมาท เลินเล่อ ท่านว่าธนาคารนั้นไม่ต้องรับผิดหรือต้องมีหน้าที่รับใช้เงิน อย่างใด ๆ
หลักธนาคารจะใช้เงินตามเช็คเป็นเงินสดให้แก่ผู้ทรงไม่ได้ จะใช้เงินตามเช็คนั้นได้ให้แก่ธนาคารเท่านั้นตามมาตรา 994 ถ้าในเช็คมีเส้นขนานคู่ขีดขวางไว้ข้างด้านหน้า กับมี หรือไม่มีคาว่า “และบริษัท” หรือคาย่ออย่างใด ๆ แห่งของความนี้อยู่ ในระหว่างเส้นทั้งสองนั้นไซร้ เช็คนั้นชื่อว่าเป็นเช็คขีดคร่อมทั่วไป และจะใช้เงินตามเช็คนั้นได้แต่เฉพาะให้แก่ธนาคารเท่านั้น
มาตรา 997 วรรค 2 ธนาคารใดซึ่งเขานาเช็คเบิกขืนใช้เงินไปตามเช็คที่ขีดคร่อมอย่างว่ามา นั้นก็ดี ใช้เงินตามเช็คอันเขาขีดคร่อมทั่วไปเป็นประการอื่นนอกจากใช้ให้ แก่ธนาคารอันใดอันหนึ่งก็ดี ใช้เงินตามเช็คอันเขาขีดคร่อมเฉพาะเป็น ประการอื่นนอกจากใช้ให้แก่ธนาคาร ซึ่งเขาเจาะจงขีดคร่อมให้โดย เฉพาะหรือแก่ธนาคารตัวแทนเรียกเก็บเงินของธนาคารนั้นก็ดี ท่านว่า ธนาคารซึ่งใช้เงินไปดั่งกล่าวนี้จะต้องรับผิดต่อผู้เป็นเจ้าของอันแท้จริง แห่งเช็คนั้นในการที่เขาต้องเสียหายอย่างใด ๆ เพราะการที่ตนใช้เงินไป ตามเช็คดั่งนั้น
ตัวอย่าง ก. เป็นผู้ทรงเช็คผู้ถือ เป็นเช็คขีดคร่อม ก. ทาเช็คหาย ข.เก็บได้และทาเช็คไปขึ้นเงินกับธนาคาร ธนาคารจ่ายเงินตามเช็คให้ ข. เป็นเงินสดไปซึ้งเป็นการจ่ายเงินโดยไม่ชอบ ซึ้งตามปรกติธนาคารจะจ่ายเงินไม่ได้ หากธนาคารจ่ายเงินก็ต้องรับผิดกับ ก. ผู้เป็นเจ้าของ แต่หากเป็นกรณีที่ผู้ทรงเช็คลบรอยขีดคร่อมออกจนไม่มีรอยขีดคร่อม ธนาคารได้ใช้เงินตามเช็คเป็นเงินสดไป เช่นนี้กฎหมายคุ้มครอง ธนาคารหักเงินตามเช็คได้และไม่ต้องรับผิดกับเจ้าของที่แท้จริง
ข้อสังเกต เมื่อยื่นไม่ปรากฏว่าเป็นเช็ค ขีดคร่อมก็ดี หรือไม่ปรากฏว่ามีรอยขีดคร่อมอันได้ลบล้างหรือแก้ไข เปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมเป็นประการอื่นเป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงโดยไม่ประจักษ์
ปกติตามมาตรา 996 การขีดคร่อมเช็คท่านว่าเป็นส่วนสาคัญของเช็ค ใครจะลบล้างย่อมจะเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ถ้าการลบล้างนั้นจะทาได้โดยแนบเนียน เช่นนี้กฎหมายย่อมคุ้มครอง
สรุป กรณีที่ธนาคารได้รับความคุ้มครองกรณีแรก เป็นกรณีที่ธนาคารใช้เงินตามเช็คไปโดยสุจริตและปราศจากประมาทเลินเล่อ โดยในขณะใช้เงินได้ปราศจากรอยขีดคร่อมและความประมาทเลินเล่อหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลง
- ๔ -
กรณีที 2 ที กฎมายคุ้มครองธนาคารคือมาตรา 1009
มาตรา 1009 ถ้ามีผู้นาตั๋วเงินชนิดจะพึงใช้เงินตามเขาสั่งเมื่อทวงถาม มาเบิกต่อธนาคารใด และธนาคารนั้นได้ใช้เงินให้ไปตามทางค้าปกติโดย สุจริตและปราศจากประมาทเลินเล่อไซร้ ท่านว่าธนาคารไม่มีหน้าที่จะ ต้องนาสืบว่าการสลักหลังของผู้รับเงิน หรือการสลักหลังในภายหลังราย ใด ๆ ได้ทาไปด้วยอาศัยรับมอบอานาจแต่บุคคลซึ่งอ้างเอาเป็นเจ้าของ คาสลักหลังนั้นและถึงแม้ว่ารายการสลักหลังนั้นจะเป็นสลักหลังปลอม หรือปราศจากอานาจก็ตาม ท่านให้ถือว่าธนาคารได้ใช้เงินไปถูกระเบียบ
สิ่งที่ธนาคารจะต้องตรวจสอบคือ ลายมือชื่อของลูกค้า ซึ้งลายมือชื่อก็จะมีตามที่ลูกค้าได้ให้ไว้กับธนาคาร เมื่อมีการเบิกจ่ายเงินธนาคารจะดูที่ ลายมือชื่อและเงินในบัญชี โดยหลักๆ ส่วนรายการอื่นๆก็จะดูประกอบว่ามีการสลักหลังหรือไม่ ลายมือชื่อจะจริงหรือไม่นั้นกฎหมายจึงคุ้มครองไว้ หากธนาได้ใช้เงินไปโดยสุจริต(ไม่รู้) ธนาคารไม่มีหน้าที่จะ ต้องนาสืบว่าการสลักหลังของผู้รับเงิน หรือการสลักหลังในภายหลังราย ใด ๆ ได้ทาไปด้วยอาศัยรับมอบอานาจแต่บุคคลซึ่งอ้างเอาเป็นเจ้าของ คาสลักหลังนั้นและถึงแม้ว่ารายการสลักหลังนั้นจะเป็นสลักหลังปลอม หรือปราศจากอานาจก็ตาม ท่านให้ถือว่าธนาคารได้ใช้เงินไปถูกระเบียบ เช่นนี้กฎหมายจะคุ้มครองธนาคาร ธนาคารย่อมมีสิทธิหักเงินจากบัญชีผู้สั่งจ่าย
กรณีต่อมา ตามคาวินิจฉัยของศาลฎีกา เป็นกรณีที่ธนาคารใช้เงินตามเช็คที่มีการแก้ไขจานวนเงิน ถ้าการแก้ไขเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ประจักษ์ หากการแก้ไขนั้นไม่ประจักษ์เช่นนี้หากธนาคารใช้เงินตามเช็คไป ศาลฎีกานามาตรา 1007 มาปรับใช้เทียบเคียง โดยถือหลักว่า การแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความนั้นไม่ประจักษ์ ผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายสามารถถือเอาประโยชน์ในตั๋วเงินนั้นได้ เสมอว่าไม่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง สามารถนาไปฟ้องร้องได้
ฉะนั้นเมื่อกฎหมายให้สิทธิแก้ผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายในกรณีที่ การแก้ไขเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ประจักษ์ อนุโลมให้สิทธิแก่ธนาคารเช่นเดียวกับผู้ทรง สามารถบังคับการใช้เงินตามเนื้อความเดิมและหักเงินจากบัญชีผู้สั่งจ่ายได้ตามที่จ่ายจริง
กรณีต่อมา กรณีที่ธนาคารใช้เงินตามเช็คในกรณีที่ลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายปลอม ปรกติกฏหมายไม่คุ้มครอง คือจะไปหักเงินในบัญชีผู้สั่งจ่ายไม่ได้ ยกเว้น ผู้สั่งจ่ายเช็คจะอยู่ในฐานที่เป็นผู้ต้องจานนมิให้ยกเรื่องลายมือชื่อปลอมเป็นข้อต่อสู้ กล่าวคือตัวผู้สั่งจ่ายเช็คถูกกฎหมายปิดปากห้ามยกเรื่องลายมือชื่อปลอมขึ้นต่อสู้เมื่อถูกฟ้อง ซึ้งจะเกิดกับกรณีที่ผู้สั่งจ่ายเช็คเกี่ยวข้องหรือมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับลายมือชื่อปลอม
แนวค่าพิพากษาฎีกา1385/2554 แม้เช็คพิพาทแต่ละฉบับจะถึงกาหนดใช้เงินแล้ว แต่การที่จาเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ออกเช็คพิพาทแก้ไขวันที่เดือนปีในเช็คพิพาทโดยโจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงเช็คพิพาทยินยอม เช็คพิพาทจึงยังคงใช้ได้ต่อจาเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ทาการแก้ไขตาม ป.พ.พ. มาตรา 1007 วรรค
- ๕ -
หนึ่ง โดยถือว่าเช็คพิพาทมีกาหนดใช้เงินตามวันที่เดือนปีที่แก้ไขนั้น กรณีหาใช่เป็นการขยายอายุความออกไปอันขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 193/11 ดังที่จาเลยที่ 1 ฎีกาไม่
มาตรา 917 อันตั๋วแลกเงินทุกฉบับ ถึงแม้ว่าจะมิใช่สั่งจ่ายให้แก่ บุคคลเพื่อเขาสั่งก็ตาม ท่านว่าย่อมโอนให้กันได้ด้วยสลักหลังและส่งมอบ
หรือกรณีเช็คผู้ถือใช้มาตรา 918
มาตรา 918 ตั๋วแลกเงินอันสั่งให้ใช้เงินแก่ผู้ถือนั้น ท่านว่าย่อม โอนไปเพียงด้วยส่งมอบให้กัน
การวินิฉัยคาว่าผู้ทรงหรือผู้ถือก็จะมามาตราเดียวคือ 904
มาตรา 904 อันผู้ทรงนั้น หมายความว่า บุคคลผู้มีตั๋วเงินไว้ใน ครอบครองโดยฐานเป็นผู้รับเงิน หรือเป็นผู้รับสลักหลัง ถ้าและเป็น ตั๋วเงินสั่งจ่ายให้แก่ผู้ถือ ๆ ก็นับว่าเป็นผู้ทรงเหมือนกัน
เพราะถ้าเป็น 905 จะเป็นการพิสูจน์ เรื่องผู้ทรงจะมีมาตราเดียวคือ 904
หลัก การแก้ไข วันเดือนปี ในเช็คสิ่งที่ต้องวินิฉัยคือ เป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงในส่วนที่เป็นสาระสาคัญในเช็คหรือไม่ ถ้าเป็นการแก้ไขในข้อที่ไม่สาคัญก็จะไม่มีอย่างใด ตามมาตรา 1007 วรรค 3 ที่ถือว่าเป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงในข้อที่สาคัญ คือการแก้ไขเปลี่ยนแปลง วันเดือนปี โดยจาเลยที่ 1 ในฐานะผู้สั่งจ่ายและลงลายมือชื่อไว้ด้วย โดยโจทก์ผู้ทรงยินยอม เป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลที่ประจักษ์หรือไม่ จะเห็นได้ว่าประจักษ์ ตามาตรา 1007 ถือว่าเป็นตั๋วเงินเสีย เว้นแต่เป็นอันใช้ได้แต่เฉพาะคู่สัญญานั้น สามารถใช้บังคับกับผู้แก้ไขเปลี่ยนแปลงและยินยอมได้
ตัวอย่าง เช็คขาดอายุความ ผู้สั่งจ่ายผู้ทรงตกลงกันแก้ไขวันที่ได้หรือไม่ หลักแล้วสามารถแก้ได้ เพราะมาตรา 1007 ให้อานาจไว้ กรณีนี้มิได้เป็นการขยายอายุความ อายุความยังคงเดิม
ถ้าเป็นเรื่องเช็คถึงแม้จะขาดอายุความไปแล้ว ก็ไม่มีกฎหมายห้ามไว้ว่าแก้ไม่ได้ สามารถแก้ได้ถ้าคู้สัญญายินยอมรับผิดกันตามที่แก้ไขใหม่
ตามมาตรา 916 กรณีที่ผู้สั่งจ่ายเช็คอ้างว่าเช็คไม่มีมูลหนี้ ระหว่างผู้สั่งจ่ายและบุคคลผู้รับเงินตามเช็คแล้ว เช่นนี้เป็นการอ้างข้อต่อสู้อันมีความเกี่ยวพันธ์เฉพาะบุคคล ระหว่างผู้สั่งจ่ายจาเลยที่ 1 กับ ผู้ทรงคนก่อนจาเลยที่ 2 ต้องห้ามมิให้ยกขึ้นต่อสู้โจทก์ จาเลยที่1 ต่อสู้ผิด ต้องต่อสู้ว่า โจทก์รับโอนเช็คจากจาเลยที่2 มา โดยรู้อยู่แล้วว่าไม่มีมูลหนี้ คือต้องต่อสู้ว่าเป็นการคบคิดกันกับจาเลยที่ 2 มาตรา 916 จึงปิดปากในเรื่องจะยกเป็นข้อต่อสู้ผู้ทรงผู้เป็นโจทก์ฟ้องไม่ได้
ประเด็นที่วินิฉัยว่าการโอนเป็นการคบคิดกันหรือไม่ จะวิเคราะห์ในตอนที่โอนว่ารู้หรือไม่ หากไม่รู้ แต่ต่อมารู้ว่ามูลหนี้ไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นนี้กฎหมายยังคงคุ้มครอง เพราะจะวิเคราะห์ในขณะที่โอนว่ารู้หรือไม่ สุจริตหรือไม่
ค่าพิพากษาฎีกาที 6795/2552 ตามฎีกาเป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงปีที่ลงในเช็ค แต่เป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงที่ไม่ประจักษ์ซึ้งจะถือเอาประโยชน์ได้ตามาตรา 1007 ต้องบังคับตามเนื้อความเดิมเอาแก้คู่ความ แต่ไม่ใช่ว่าจะเป็นทุกกรณีที่คู่ความก่อนมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงจะต้องรับผิด กฎหมายเพียงให้บังคับตามเนื้อความเดิม
- ๖ -
ประเด็น มาตรา 1007 วรรค 2 บุคคลที่จะมีสิทธิบังคับตามเนื้อความเดิมแห่งตั๋วคือใคร กฎหมายบัญญัติว่า และตกอยู่ในมือผู้ทรงที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เช่นผู้ทรงที่มีส่วนรู้เห็นในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงเนื้อความในตั๋วนั้น หรือสมคบคิด เช่นนี้บุคคลดังกล่าวจะไม่มีสิทธิบังคับตามเนื้อความเดิม เพราะถ้าไม่เป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมายจะถือเอาประโยชน์มิได้เลย
เรียบเรียงโดยทีมงาน LawDD



สรุปกฎหมายลักษณะตั๋วเงิน ครั้งที 16 เนติบัณฑิตสมัยที 65 | สาระความรู้ บทความกฎหมาย ที่น่าสนใจ ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม


จำนวนผู้ชม : 4825 ครั้ง
ลงวันที่ 23/05/2013 20:34:10


ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน