หลักกฎหมายเรื่องนิติกรรมสัญญา ที่ออกข้อสอบบ่อย ก็คือ เหตุสุดวิสัยกับการพ้นวิสัย ความหมายของเหตุสุดวิสัยเป็นอย่างไรตามมาตรา 8 การพ้นวิสัยที่จะเป็นโมฆะตามมาตรา 150 มีออกข้อสอบแทบทุกสมัย
เหตุสุดวิสัย ก็คือ เหตุที่ไม่สามารถป้องกันได้เช่นปกติ แต่ถ้า พ้นวิสัย ก็คือ ทำไม่ได้เลย ป้องกันไม่ได้เลยอย่างนี้เป็นต้น เวลาออกข้อสอบมาถ้าไม่แม่นไม่เข้าใจแล้วจะตอบผิด ในการที่จะทำความเข้าใจในหลักกฎหมายนิติกรรมสัญญานี้ ต้องทำความเข้าใจในประมวลแพ่ง มาตรา 4 ด้วยเกี่ยวกับการใช้หลักกฎหมายเรื่องเหตุสุดวิสัยก็ต้องด้วยมาตรา 8 พ้นวิสัยตามมาตรา 150และตามมาตรา 205 เป็นต้น
ความหมายของนิติกรรมตามมาตรา 149 ปัญหาที่เป็นคดีกันและขึ้นสู่ศาลฎีกาก็คือ กรณีใดที่เป็นการทำนิติกรรมกับกรณีใดการกระทำซึ่งไม่ถือว่าเป็นการทำนิติกรรม ความหมายของนิติกรรมตามมาตรา 149 นั้นต้องจำให้ขึ้นใจนิติกรรมหมายถึงการใด ๆอันชอบด้วยกฎหมายและด้วยใจสมัครมุ่งโดยตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล เพื่อจะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน และระงับซึ่งสิทธิ เมื่อมีคำถามเกี่ยวกับนิติกรรม การใด ๆอันทำเป็นนิติกรรมหรือไม่ เราจะได้ทำความเข้าใจได้ถูกต้อง นิติกรรมและรวมทั้งสัญญานั้นมีบทบาทมากในด้านการดำรงชีวิตการทำธุรกิจหรือแม้กระทั่งการดำเนินงานของรัฐ เป็นต้น
กรณีใดซึ่งกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้วางหลักนิติกรรมและสัญญานี้ถ้าหากคู่กรณีไม่ปฏิบัติตามนิติกรรมที่ทำขึ้นหรือสัญญาที่ทำขึ้นโดยไม่สุจริตแล้ว ผลของนิติกรรมหรือสัญญานั้นจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างยิ่ง อย่างที่ปรากฎและเห็นชัด ๆ ที่รัฐทำกับเอกชน จะเห็นชัดเลยว่ากรณีสัญญาระหว่างรัฐบาล คือ การรถไฟแห่งประเทศไทย กับ บริษัทโฮปเวย์ เป็นการทำนิติกรรมสัญญาซึ่งผิดพลาดอย่างมาก ทำให้บริษัทโฮปเวย์เค้าไม่ปฏิบัติตามสัญญา ทางรถไฟยกระดับขึ้นสู่หัวลำโพง ก็ค้างอยู่อย่างนั้น เป็นที่ประจานทั้งประเทศเราและชาวต่างประเทศด้วยว่า รัฐบาลไม่นำพานิติกรรมสัญญาที่ได้ทำขึ้นลักษณะนิติกรรม ตามมาตรา 149 ที่สำคัญที่จะต้องทำความเข้าใจคือ ลักษณะใดเป็นนิติกรรม ลักษณะใดไม่เป็นนิติกรรม เรื่องนี้เราดูลักษณะซึ่งไม่ถือว่าการกระทำเป็นการกระทำนิติกรรม มีแนวคำพิพากษาฎีกาชี้ให้เห็นว่า ลักษณะเช่นนี้ไม่ใช่การทำนิติกรรมของคู่กรณี
ตัวอย่างเช่นในคำพิพากษาฎีกาที่ 6379/44
จำเลยนำแบบฟอร์มหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์เพียงลงลายมือชื่อไว้ ไปกรอกข้อความว่า โจทก์มอบอำนาจให้จำเลยเป็นผู้มีอำนาจจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทของโจทก์ให้แก่จำเลย โดยโจทก์มิได้รู้เห็นยินยอมด้วย หนังสือมอบอำนาจจึงเป็นเอกสารปลอม นิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทมิได้เกิดจากการแสดงเจตนาของโจทก์ที่ประสงค์จะทำนิติกรรมนั้น นิติกรรมการจดทะเบียนโอนขายที่ดินดังกล่าวจึงไม่ผูกพันโจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องเพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาท เฉพาะส่วนของโจทก์มาเป็นของโจทก์ดังกล่าวได้ ถือว่าโจทก์มิได้แสดงเจตนาจะทำนิติกรรมนั่นเอง จึงฟ้องร้องให้เพิกถอนได้ คือคดีนี้ไปนำเอกสารซึ่งโจทก์ลงชื่อไว้แล้ว แต่มิได้ลงชื่อไว้โดยมีเจตนาขายหนังสือมอบอำนาจนั้น ปรากฏว่าจำเลยไปทำนิติกรรมเป็นการซื้อขายกันขึ้น โอนกรรมสิทธิ์ให้แก่จำเลย โจทก์มารู้ทีหลัง หลังจากทำนิติกรรมเรียบร้อยแล้วพร้อมกับพนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่าเอกสารถูกต้องแล้วก็ทำให้ กรณีนี้ถือว่าโจทก์มิได้มีเจตนาทำนิติกรรมด้วยเลย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเพิกถอนการซื้อขายนี้ได้ กรณีเช่นนี้ ถ้าหากเป็นทนายความต้องดูเอกสารให้ชัดและต้องไปสอบประโยชน์ตัวโจทก์ให้ชัดเจน ที่สำคัญก็คือ อย่าให้มีแต่ลายมือผู้มอบอำนาจกรณีซึ่งเป็นโฉนดที่ดิน ดีที่สุดก็คือ ต้องให้ผู้ขายเขียนข้อความด้วยตนเองในการทำนิติกรรมหรือทำสัญญาจะซื้อจะขายนั้น แล้วลงชื่อไว้จนเสร็จเลยในใบมอบอำนาจนั้น จึงจะมีน้ำหนัก
ในเบื้องต้นคดีนี้ โจทก์ชนะ เพราะเค้าไม่ได้มีเจตนาจะทำนิติกรรมเลย แต่ได้กรอกแสดงเจตนาของเค้า แต่ลงชื่อไว้เพื่อมีวัตถุประสงค์อย่างอื่นเป็นต้น
อย่างไรก็ตาม อาจจะมีคำพิพากษาฎีกาที่มากลับหรือหักล้างฎีกานี้ด้วยเหตุผลอื่น
การที่ได้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจหรือในนิติกรรมใดนั้น อย่ากระทำด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ถ้าหากกระทำไปโดยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงแล้ว ก็จะอ้างไม่ได้ว่าคุณไม่ได้ทำนิติกรรม คุณจะอ้างว่าคุณไม่ได้ใช้สิทธินั้นโดยไม่สุจริตไม่ได้ ต้องรับผิดชอบ ซึ่งมีมากอยู่เหมือนกัน
เพราะฉะนั้น กรณีซึ่งไม่ถือว่าเป็นการทำนิติกรรมก็อย่างเช่น ในคำพิพากษาฎีกาที่ 1568/2497 เป็นฎีกาอธิบายหลัก คือ ในมอบฉันทะซึ่งทำขึ้นในขณะผู้มอบป่วย มีสติไม่ปกติพูดจาไม่รู้เรื่อง ผู้อื่นต้องจับมือแตะลายพิมพ์นิ้วมือ และจับมือให้เซนต์ชื่อนั้น ย่อมไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย ไม่ถือว่าเป็นการทำนิติกรรม
กรณีผู้ป่วยต้องการทำนิติกรรม หากจะทำนิติกรรมจริง ๆ ก็สามารถให้หมอที่มีความสุจริตตรวจให้ชัดว่ามีสติสัมปชัญญะ รู้นิติกรรมที่ทำนั้นทั้งหมด ถ้าหากไม่เน้นในเรื่องนี้แล้ว ถือว่าผู้กระทำไม่มีเจตนาทำนิติกรรม จะทำให้คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้ประโยชน์
มีคำพิพากษาฎีกาที่ชี้ให้เห็นว่ากรณีซึ่งการกระทำไม่เป็นนิติกรรม คือ ฎีกาที่ 5188/2545 โจทก์นำแบบพิมพ์สัญญาซึ่งยังไม่ได้กรอกข้อความมาให้จำเลยลงลายมือชื่อโดยอ้างว่าเป็นใบสมัครงาน จำเลยหลงเชื่อจึงลงลายมือชื่อในเอกสารไปโดยจำเลยยังไม่ได้ตกลงกับโจทก์ตามข้อความที่ปรากฏในสัญญา การที่โจทก์นำสัญญาไปกรอกข้อความในภายหลัง แม้จะมีชื่อลายมือชื่อจำเลยเป็นคู่สัญญา ก็จะถือว่าจำเลยได้แสดงเจตนาเข้าทำสัญญากับโจทก์ตามข้อความที่ปรากฏในสัญญายังไม่ได้ จึงยังไม่มีผลผูกพันจำเลย โจทก์จะนำสัญญามาฟ้องบังคับจำเลยให้ปฏิบัติตามหรือเรียกค่าเสียหายจากจำเลยฐานผิดสัญญาหาได้ไม่ กรณีนี้เป็นการสำคัญผิดในลักษณะซึ่งทำนิติกรรมกันนั้น เป็นใบมอบอำนาจเพื่อให้ลงว่าจะไปสมัครงานแต่กลับมากรอกข้อความเป็นการทำนิติกรรมกัน กรณีนี้ก็ถือว่า ไม่มีเจตนาทำนิติกรรม ถือว่าไม่เป็นนิติกรรม
อย่างไรก็ตาม การทำนิติกรรมนี้ต้องให้ครบองค์ประกอบ ก็คือ การกระทำนั้น การแสดงเจตนานั้นต้องชอบด้วยกฎหมาย ด้วยใจสมัครและมุ่งให้มีผลผูกพันตามกฎหมายด้วย องค์ประกอบนี้ต้องประกอบกันสำคัญมากที่สุด
เรียบเรียงโดย ทีมงาน LawDD
|