มาตราที่สำคัญในส่วนของกฎหมายอาญามาตรา 1 -58 , 107- 208
ส่วนแรกบทนิยามมาตรา 1
มาตรา 1 เป็นมาตราสำคัญ “โดยทุจริต”(1) “โดยอาวุธ”(5) และ”การใช้กำลังประทุษร้าย”(6) ส่วนในเรื่องเอกสาร (7),(8),(9),(10) ไม่ใช่เป็นเรื่องโดยตรงของส่วนแรก คำถามที่ผ่านมาแล้วในการสอบจะถามว่าอะไรคือเอกสาร อะไรคือเอกสารราชการ อะไรคือเอกสารสิทธิ์ ไม่ต้องลงไปวินิจฉัยตรงนั้นอีก เพราะว่าเป็นส่วนของ อ.ท่านอื่นโดยตรง ส่วนของวิชานี้จะมีมาตรา 161,162 ที่เกี่ยวข้องในเรื่องเอกสารซึ่งจะเป็นข้อสอบในสมัยที่แล้ว
”เวลากลางคืน” ก็ต้องทราบไว้ เรื่องคุมขังในส่วนนี้ก็ต้องทราบถ้าไม่รู้เรื่องคุมขังตามมาตรา1(12)จะไม่สามารถตอบในเรื่องหลบหนีจากที่คุมขังได้ แล้วไม่สามารถรู้ว่าการคุมขังเป็นยังไง กักขังแทนค่าปรับเป็นยังไง การจำคุกเริ่มตั้งแต่เมื่อไร การคุมตัวก็ไปจนถึงการต่อสู้เจ้าพนักงานในหมวดนั้นไม่สามารถจะตอบถูกต้องได้เลยถ้าไม่รู้
ส่วนบัตรอิเล็กทรอนิกส์เมื่อคราวที่แล้วพึ่งออกคำถามไป คำถามข้อหนึ่งเป็นเรื่องบัตรอิเล็กทรอนิกส์ คำถามอีกเรื่องหนึ่งเป็นข้อสอบของสมัยที่ 64 อีกเรื่องหนึ่งแล้วข้อสอบก็ได้รับเลือกเป็นข้อที่ 1 และข้อที่ 2 แต่เรื่องบัตรอิเล็กทรอนิกส์ได้เป็นข้อที่ 2 ได้ข้อรอง ข้อแรกจะเป็นข้อ 2 ส่วนเรื่องบัตรอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้อธิบายไปได้ออกเป็นข้อสอบของอัยการ ซึ่งเดิมเป็นข้อสอบของเนติฯแต่ไปปรับให้อยากขึ้นจาก 6 มาตราเป็น 10 มาตรา เขาก็เลือกไปเป็น (14) ถึงแม้(14)จะไม่ได้ออกในข้อ 1 แต่ก็ไปออกในข้ออื่นในเรื่องปลอมบัตรอิเล็กทรอนิกส์
ครั้งที่แล้วในส่วนแรกออกข้อสอบไป 2 ข้อ ในเรื่องปลอมบัตรอิเล็กทรอนิกส์ การใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ปลอม แล้วส่วนของวิชานี้ก็ไปออกในข้ออื่น ถ้าครั้งที่แล้วคนที่ดูในส่วนแรกจะได้ข้อสอบ 2 ข้อ ข้อสอบของวิชานี้จะเห็นว่ากฎหมายอาญามาตรา 1-58,107-208 มีประมาณ 160 มาตราขึ้น เพราะมีอนุมาตรา เช่น มาตรา 8 ก็มีอนุมาตรากว่าอีก 10 อนุมาตรา นักศึกษาจะเห็นได้ว่าในข้อสอบข้อ 3 จะมีมาตรา 59-106 แค่ 48 มาตราออก 2 ข้อ ในมาตรา 209-287 ,367-398 ก็หนึ่งข้อ มาตรา 288-366 ข้อ 5,6 อีก 2 ข้อก็ 70 มาตรา นักศึกษามักจะเลือกทิ้งข้อ 1 แล้วก็ไปทำข้อ 2-10 ปรากฏว่าทิ้งข้อ 1 ก็เท่ากับทิ้งข้ออื่นด้วยกลายเป็นทิ้ง 2 ข้อ ส่วนมากจะออกมาซ้อนกันหรือถ้าเต็มๆก็ข้อหนึ่ง ส่วนมากนักศึกษาจะตัดกฎหมายพิเศษ ถ้านักศึกษาทิ้งมาตรา 1-58,107-208มันก็มีปัญหาในการสอบอัยการ ผู้พิพากษา ดังนั้นข้อ 1 เราทิ้งไม่ได้
ส่วนมาตรา 1(5) หนังสือเดินทางเป็นเรื่องความผิดเกี่ยวกับเอกสารในส่วนของวิชานี้ไม่มีส่วนใดเข้าไปคาบเกี่ยวเลย ส่วนมาตรา2เป็นหลักของกฎหมายอาญา เป็นหลักของกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่ไม่เคยเห็นว่าได้รับเลือกเป็นคำถาม มาตรา 2,3 เป็นหลักแต่ไม่สามารถออกเป็นข้อสอบได้เพราะว่าต้องอ้างอิงกฎหมายอื่นหรือ พ.ร.บ.อื่น แต่ถ้าออกเป็นคำถามจะออกเป็นแบบคำถามความจำ เรื่องการตีความมาตรา 2,3 เป็นหลัก ถ้าจะเอาแต่ฎีกาเลยก็ไม่ได้ คำถามฎีกามีไม่มากแต่ไม่ใช่ว่าฎีกาไม่สำคัญ
มาตรา 4,5 สำคัญ ถ้าตอบมาตรา 4 มันตอบทุกอย่างทำผิดในราชอาณาจักร มาตรา 5 กับ 6 ปกติจะไปด้วยกัน มาตรา 5,6 จะเกิดข้อถกเถียงเพราะไม่มีฎีกาเลย
มาตรา 7 ออกสอบบ่อย เดิมมีเฉพาะผู้ใดกระทำความผิดนอกราชอาณาจักรต้องรับโทษในราชอาณาจักร แต่ใน (1) (2) (3) เป็นเรื่องดั้งเดิมเกี่ยวกับความมั่นคง เกี่ยวกับปลอมแปลงเงินตราทั้งหลายตามมาตรา 240-249 ,254,256,257,266(3)(4) แล้วก็เรื่องเดียวกับการชิงทรัพย์ การปล้นทรัพย์ ความผิดเกี่ยวกับเพศก็เลยแก้เป็น(2ทวิ) ความผิดเกี่ยวกับเพศที่บัญญัติไว้ในมาตรา 282,283 พอแก้ใหม่ก็นำไปออกข้อสอบ (1)เกี่ยวกับความมั่นคง (2)ก็เกี่ยวกับการปลอมแปลง มาตรา240,249,254 ไม่เกี่ยวกับวิชานี้ ต่อมามีการแก้มาตรา (1/1) เกี่ยวกับก่อการร้าย ความผิดเกี่ยวกับก่อการร้ายบัญญัติไว้ในมาตรา 135/1,/2,/3,/4เกี่ยวกับการก่อการร้ายไม่เคยออกสอบ ดังนั้นเรื่องที่เกี่ยวกับการเมือง การชี้นำการกระทำความผิดในปัจจุบันจะไม่ออกเป็นคำถาม
การอ่านหนังสือให้คิดคำถามแยกเป็นกลุ่มมาตรา แต่ละกลุ่มจุดไหนยังไม่เคยออกเป็นคำถาม และคำถามไหนที่ทันสมัยไม่เป็นการชี้นำ มีตรงไหนที่เป็นช่องว่างอยู่บ้างและฎีกาไหนที่เป็นช่องว่าง ส่วนบทบัญญัติทั่วไปก็จะเอามาตรา 7,8,9, ในส่วนของความผิดเหล่านั้นเข้ามาโยงเกี่ยวกับความผิดเจ้าพนักงานหรือว่าโยงเกี่ยวกับความผิดเรื่องริบทรัพย์ เช่น มีตำรวจกับผู้ร้ายยิงกันแล้วก็มีการต่อสู้ขัดขวางมีมอเตอร์ไซร์วิ่งไล่ชนก็โยงกับเรื่องริบมาตรา 32,34 แล้วถ้ามีการตายเกิดขึ้น โทษเป็นอันระงับตามมาตรา 38 ผลมันจะเปลี่ยนไปหมดเลย ซึ่งฎีกาไม่มีแต่ใช้กันในชั้นจับกุมทั้งหลาย เมื่อนักศึกษาดูฎีกาแล้วต้องกลับมาดูว่ามันมีช่องว่างตรงไหนบ้างที่จะออกเป็นคำถามได้ มาตรา 7(1) (1/1) ยังไม่เคยออกสอบ (2) (2ทวิ) (3) ออกสอบไปแล้ว
มาตรา 8 ออกสอบเป็นประจำ เพราะอะไรก็ตามเมื่อมีการกระทำความผิดนอกราชอาณาจักร แล้วมีผู้กระทำความผิดเป็นคนไทย หรือผู้กระทำผิดเป็นคนต่างด้าวและมีคนไทยเป็นผู้เสียหาย แล้วจะโยงไปอีก 13 อนุมาตรา
ส่วนมาตรา 9 เป็นเรื่องของเจ้าพนักงานของรัฐบาลไทย มาตรา 8 อะไรที่เกี่ยวกับคนไทยใช้มาตรา 8 อะไรที่เกี่ยวกับเจ้าพนักงานของรัฐบาลไทยให้ดูว่ามันเข้ามาตรา 147-166 หรือไม่ มาตรา 200-205 หรือไม่ ความผิดนอกราชอาณาจักรต้องรับโทษในราชอาณาจักร
มาตรา 10,11 เป็นเรื่องผลของคำพิพากษา จะเห็นได้ว่าการที่จะเอาผลคำพิพากษาของศาลต่างประเทศมามีผลในคำพิพากษาของศาลไทยมันจะต้องใช้ในมาตรา 10,11
ขอบเขตการใช้กฎหมายอาญาในมาตรา 4-9 ผลของคำพิพากษาอยู่ในมาตรา 10,11ส่วนเรื่องโทษอยู่ในมาตรา 18 เมื่อเราเข้าใจเรื่องโทษก็จะตอบเกี่ยวกับความผิดเจ้าพนักงานได้ ส่วนนี้ก็นำไปออกข้อสอบหลายครั้ง เรื่องกักขังมาตรา 24-27การชำระค่าปรับมาตรา 29,30 เรื่องริบจะออกโยงว่าทรัพย์ที่ใช้กระทำความผิดเป็นทรัพย์ที่ใช้หรือไม่ เป็นของกลางหรือไม่ จะคืนให้กับใครส่วนนี้เป็นของวิอาญา ในมาตรา 32,34 ริบโดยเด็ดขาด มาตรา 33 ริบโดยใช้ดุลพินิจ การขอคืนทรัพย์สินที่ริบอันนี้ถือว่าเป็นเรื่องทั่วไปเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติในมาตรา 37ส่วนมาตรา 35,36,37 เป็นวิธีปฏิบัติ มาตรา 38 โทษทางอาญาระงับ
ส่วนการรอการลงโทษมาตรา 56-58ก็ถือว่าสำคัญ ก็มีคำถามออกมาเรื่อยๆการรอการลงโทษ รอการกำหนดโทษอยู่ในมาตรา 56 ผลของการปฏิบัติตามเงื่อนไขคุมประพฤติที่ศาลกำหนดไว้ในมาตรา 56 และ 57 วิธีการรอการลงโทษ รอการกำหนดโทษมาตรา 58
ส่วนวิธีการใช้กฎหมายอาญาเกี่ยวกับวิธีการเพื่อความปลอดภัยในมาตรา 12-16 แล้วก็มาตรา 39-50 คำพิพากษาของศาลฎีกาไม่ใช่ที่มาของกฎหมาย กฎหมายก็คือกฎหมาย เมื่อเปลี่ยนยุคเปลี่ยนสมัยคำพิพากษาก็จะเปลี่ยนแนวไป
ในเรื่องการใช้กฎหมาย การใช้บทบัญญัติในภาค1 ก็ต้องใช้มาตรา 17 ภาค 1 ให้ดู แบ่งเป็นกลุ่มไป
กลุ่มที่ 1 ในมาตรา 112,133 ส่วนนี้ก็ให้ความสำคัญในเรื่องดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ดูหมิ่นศาล มาตรา 136 ออกสอบเป็นประจำเป็นความผิดที่ประกอบความผิดอื่น
กลุ่มที่ 2 มาตรา 173 แจ้งความเท็จ ออกสอบประจำ มาตรา 172,174 แจ้งความเท็จเกี่ยวกับอาญา ส่วนเรื่องฟ้องเท็จมาตรา 175,176 ถ้าออกจะโยงกับวิ.อาญา เบิกความเท็จออกเป็นประจำมาตรา 137,172,174,179 มาตรา 180 นำสืบพยานหลักฐานเท็จ ส่วนเรื่องการปลอมเอกสารพึ่งออกไป
กลุ่มที่ 3 มาตรา 143 เป็นคนกลางเรียกรับสินบน ,มาตรา 144 ให้สินบนเจ้าพนักงาน ,มาตรา167 ให้สินบนเจ้าพนักงานในการยุติธรรม เพราะเมื่อออกคำถามเค้าจะให้เปรียบเทียบกัน แสดงตนเป็นเจ้าพนักงาน เจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ก็พึ่งออกไป มาตรา 148 ก็ออกไปแล้วเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ มาตรา 149เจ้าพนักงานเรียกรับสินบน มาตรา 201 เจ้าพนักงานการยุติธรรมเรียกรับสินบน มาตรา150 เรียกรับทรัพย์สินก่อนได้รับตำแหน่ง มาตรา 202 ก็เช่นเดียวกับมาตรา 150 มาตรา 151 , 152 อ.เห็นว่าสำคัญเพราะว่าพวกเจ้าหน้าที่เทศบาลเอารถของเทศบาลไปใช้รับจ้างทำงานส่วนตัวแล้วก็เรียกเงินกัน เจ้าหน้าที่เทศบาลมีหน้าที่รักษาทรัพย์ ส่วนมาตรา 157 จะออกสอบเป็นประจำ มาตรา 138 ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน มาตรา 139 ข่มขืนใจเจ้าพนักงานไม่ออกสอบนานแล้ว
มาตรา 165,166 ไม่ได้ออกข้อสอบ มาตรา 168 ถามประกอบกับวิ.อาญา มาตรา 171 ไม่เคยออกคำถามถ้าออกก็ต้องถามประกอบ มาตราที่นักศึกษาต้องกลับไปดูให้ได้ทั้งหมดคือมาตรา 138,139 ให้ได้ เรื่องการทำลาย ซ่อนเร้น เอาไปเสียทำให้ไร้ประโยชน์มาตราสำคัญก็มีมาตรา11,142, 158 ,159,163(2),184,186,187,188,199,125,358ในหมวดนี้เคยเป็นคำถามคือมาตรา 142มาตรา 199 พึ่งออกข้อสอบ ส่วนมาตรา 188 ออกสอบบ่อย มาตรา 125 คำถามเรื่องนี้จะไปเป็นคำถามประกอบกับเรื่องอื่น
กลุ่มที่ 4 เรื่องหลบหนีมาตรา 189,191,192,204,205 จะเชื่อมโยงเป็นกระบวนการกัน เมื่อถูกคุมขังก็จะโยงมาตรา 1(12) แล้วก็โยงมาตรา 190 กลายเป็นหลบหนีที่คุมขัง หรืออาจโยงกับเจ้าพนักงานได้ในมาตรา 190 หรือ 191
กลุ่มที่ 5 เรื่องเกี่ยวกับศาสนามาตรา 207,208,209
กลุ่มที่ 6 ความผิดเกี่ยวกับก่อการร้าย มาตรา 135/1-135/4
สถิติข้อสอบสมัยที่ 63 จะออกมาตรา 148,162,151,157 สมัยที่ 62 ออกมาตรา 142,184,4 สมัยที่ 61 ออกมาตรา 1(12) ,138,190 โยงเรื่องโทษระงับแล้วเรื่องริบ สมัยที่ 64 ออกมาตรา 147,335(11),8,161,157,265 จะซ้ำกันที่มาตรา 157
ตัวอย่างคำถามข้อสอบเนติฯ ชัยคนไทยเป็นลูกจ้างมีหน้าที่ขับรถของสถานทูตในประเทศปานากัว นายเด่นเป็นข้าราชการประจำสถานฑูต มีหน้าที่รับเรื่องเกี่ยวกับซ่อมยานพาหนะและกรอกข้อความลงในใบสั่งซ่อมรถยนต์ เพื่อเสนอนายเก่งอุปทูตลงลายมือชื่อในใบสั่งซ่อม นายเด่นใช้ให้นายชัยขับรถของสถานฑูตไปส่งของส่วนตัวที่สนามบิน นายชัยขับรถด้วยความคึกคะนองรถเสียหลักเชี่ยวชนต้นไม้ข้างทาง โคมไฟหน้ารถหลุดจึงเก็บลักไว้เป็นของตน นายชัยได้ขับรถกลับมาสถานทูตขอออกใบสั่งซ่อมรถยนต์ นายเด่นกลัวว่าผู้บังคับบัญชาจะรู้ว่าตนใช้ให้นายชัยนำรถราชการไปใช้ส่วนตัวจนได้รับความเสียหาย นายเด่นนำใบสั่งซ่อมรถยนต์ที่ตนรับผิดชอบมากรอกข้อความว่ารถเกิดอุบัติเหตุระหว่างปฏิบัติหน้าที่ราชการ แล้วลงชื่อนายเก่งปลอมในใบสั่งซ่อมนั้นเสียเอง แต่ยังไม่ทันมอบให้นายชัย นายเก่งทราบเรื่องทั้งหมดเสียก่อน ต่อมานายชัย นายเด่น ถูกส่งตัวกลับมาประเทศไทย แล้วนายเก่งเดินทางกลับมาประเทศไทยแจ้งความให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีกับนายชัยและนายเด่น ให้วินิจฉัยว่านายชัย นายเด่นมีความผิดฐานใด และต้องรับโทษในราชอาณาจักรหรือไม่
การที่จะวิเคราะห์ก็ต้องดูว่าการกระทำนี้เป็นความผิดฐานเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อทำจัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเปล่า ตามมาตรา 147 หรือไม่ แล้วเป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือไม่
มาตรา 147 เป็นความผิดเกี่ยวกับเจ้าพนักงาน ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน นายชัยเป็นลูกจ้างไม่ใช่เจ้าพนักงาน การกระทำของนายชัยจึงไม่เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่รักษาทรัพย์เบียดบังเอาทรัพย์เป็นของตนโดยทุจริตตามมาตรา 147 ส่วนลักทรัพย์ต้องบอกว่าผู้ใดลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้างหรือที่อยู่ในความครอบครองของนายจ้างตามมาตรา 335 (11) การที่นายชัยลักโคมไฟหน้ารถไปเป็นของตนนั้นเป็นการลักเอาไปโดยเจตนาทุจริตเพื่อแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 1(1) เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ เมื่อทรัพย์ดังกล่าวเป็นของสถานฑูตการกระทำของนายชัยจึงเป็นความผิดลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง ซึ่งอยู่ในความครอบครองของนายจ้างตามมาตรา 335(11) แล้วการรับโทษก็ดูมาตรา 8 ผู้ใดกระทำนอกราชอาณาจักรและ(ก)ผู้กระทำนั้นเป็นคนไทยหรือและผู้เสียหายได้ร้องขอให้ลงโทษ และตามวรรค สอง ถ้าความผิดนั้นได้ระบุไว้ให้ต้องรับโทษภายในราชอาณาจักร ก็เป็น (8)
การที่นายเด่นข้าราชการประจำสถานฑูตมีหน้าที่รับเรื่องการซ่อมยานพาหนะและกรอกข้อความลงไปในใบสั่งซ่อมรถยนต์และลงลายมือชื่อต้องตอบมาตรา 161 นายเด่นเป็นข้าราชการสถานทูตไทย เป็นเจ้าพนักงานของรัฐบาลไทยมีหน้าที่ทำเอกสารกรอกข้อความลงในใบสั่งซ่อม การที่นายเด่นกรอกข้อความในใบสั่งซ่อมอันเป็นเท็จแล้วปลอมลายมือชื่อนายเก่งอุปฑูตเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ลงนามในใบสั่งซ่อมรถยนต์ จึงเป็นการปลอมตนเป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจลงนาม การกระทำของนายเด่นจึงเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสารกรอกข้อความในเอกสาร ทำเอกสารปลอมโดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่
ในประเด็นต่อไปต้องตอบมาตรา 157 เพราะว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมีเจตนาทุจริต การกระทำของนายเด่นเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ การที่นายเด่นเป็นเจ้าพนักงานของรัฐบาลไทยทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสาร กรอกข้อความลงในเอกสาร ทำเอกสารโดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่ตามมาตรา 161 และเป็นความผิดตามมาตรา 157 ดั่งที่ระบุไว้ในมาตรา 9
ส่วนการกระทำของนายเด่นเป็นความผิดเกี่ยวกับเอกสารต้องรับโทษในราชอาณาจักรหรือไม่ จะเห็นว่าเป็นความผิดตามมาตรา 265 แล้ว เมื่อเด่นกระทำการปลอมเอกสารราชการตามมาตรา 265 จึงเป็นความผิดที่ระบุไว้ในมาตรา 8 วรรคสอง นอกราชอาณาจักรแล้วนายเก่งอุปทูตผู้เสียหายได้ร้องขอแล้ว นายเด่นจึงต้องรับโทษฐานปลอมเอกสารราชการตามมาตรา 265
เรียบเรียงโดย ทีมงาน LawDD
|