หัวข้อ : สรุปกฎหมายอาญา มาตรา 1-58,107-208 ครั้งที่2 เนติบัณฑิตสมัยที่65
หมวดหมู่ : กฎหมายที่น่าสนใจ
รายละเอียด : รวมข้อมูล เกี่ยวกับประเด็นกฎหมายที่น่าสนใจ อื่นๆ



โครงสร้างของกฎหมายอาญามีสาระสำคัญ คือ กฎหมายจะกำหนดความผิดและกำหนดโทษไว้ ถ้าไม่ได้กำหนดโทษไว้ก็ไม่ต้องรับโทษทางอาญา หลักกฎหมายต้องมีองค์ประกอบของกฎหมาย หรือที่เรียกว่า “สาระสำคัญของกฎหมาย”
         การกระทำนั้นอาจเป็นเจตนาหรือไม่เจตนา หรืออาจเป็นประมาทก็ได้ คำพิพากษาฎีกานั้นมีสภาพใช้บังคับกับคู่ความคำพิพากษาออกโดยอำนาจของศาล ถ้ากฎหมายไม่ได้บัญญัติไว้หรือไม่ได้มีการกำหนดโทษไว้จะถือว่ามีการกระทำความผิดไม่ได้ เช่นวิธีการเพื่อความปลอดภัยในมาตรา 12 – 16 ไม่มีโทษทางอาญา กักขังแทนค่าปรับตามมาตรา 29,30 ไม่ใช่โทษทางอาญา
         การที่กฎหมายบัญญัติถึงการกระทำไว้แต่มิได้กำหนดโทษแล้วอนุโลมให้ลงโทษตามกฎหมายอื่น การตีความในกฎหมายอาญาที่เป็นโทษต้องตีความอย่างเคร่งครัด เพราะเป็นเรื่องที่กระทบสิทธิของประชาชนตามหลักนิติรัฐตามรัฐธรรมนูญมาตรา 39 บุคคลไม่ต้องรับโทษทางอาญา เว้นแต่จะได้กระทำความผิดตามที่กฎหมายในขณะนั้นบัญญัติให้เป็นความผิดและกำหนดโทษไว้
         โดยไม่มีสิทธิมิได้บัญญัติโทษไว้ในมาตราใดมาตราหนึ่ง และให้อนุโลมให้ใช้กฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล การนำบทกำหนดโทษผู้ที่กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.เลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลไม่สามารถนำบทเฉพาะในกาการอนุโลมโทษ ถ้าโจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำการฝ่าฝืนการใช้สิทธิเลือกตั้งกรรมการสุขาภิบาลกำหนดโทษมาบังคับใช่ไม่ได้ ฉะนั้นเมื่อจำเลยไปใช้สิทธิเลือกตั้งกรรมการสุขาภิบาลโดยไม่มีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้ง ถือว่าขณะที่จำเลยไปใช้สิทธิเลือกตั้งนั้นไม่มีกฎหมายบัญญัติให้เป็นความผิดและกำหนดโทษ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยไม่ได้ตามมาตรา 2 วรรคแรก
         ฎีกาที่ 452/2540ตามพระราชบัญญัติสุขาภิบาลพ.ศ.2495ที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำการฝ่าฝืนด้วยการไปใช้สิทธิเลือกตั้งกรรมการสุขาภิบาลพระสมุทรเจดีย์โดยไม่มีสิทธิมิได้บัญญัติบทกำหนดโทษไว้ในมาตราหนึ่งมาตราใดและตามพระราชบัญญัติสุขาภิบาล(ฉบับที่3)พ.ศ.2528มาตรา3ซึ่งให้ยกเลิกความในมาตรา7แห่งพระราชบัญญัติสุขาภิบาลพ.ศ.2495และให้ใช้ความใหม่แทนได้บัญญัติไว้ในวรรคสุดท้ายของมาตรา7ว่าการเลือกตั้งกรรมการสุขาภิบาลตามความใน(4)ให้ใช้วิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลโดยอนุโลมนั่นก็คือให้ใช้วิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลโดยอนุโลมซึ่งต้องตีความโดยเคร่งครัดว่าพระราชบัญญัติสุขาภิบาล(ฉบับที่3)พ.ศ.2528มาตรา3มีเจตนารมณ์เพียงว่าในการเลือกตั้งกรรมการสุขาภิบาลตามมาตรา7(4)ให้นำแต่เฉพาะวิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลมาใช้บังคับโดยอนุโลมเท่านั้นมิได้หมายความว่าให้นำบทบัญญัติของพระราชบัญญัติว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลมาใช้บังคับทั้งหมดดังนั้นจะนำเอาบทกำหนดโทษผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลพ.ศ.2482 มาตรา 72 ซึ่งอยู่ในหมวด9อันเป็นเรื่องบทกำหนดโทษโดยเฉพาะมาใช้บังคับโดยอนุโลมหาได้ไม่ฉะนั้นเมื่อจำเลยไปใช้สิทธิเลือกตั้งกรรมการสุขาภิบาลพระสมุทรเจดีย์ในวันเกิดเหตุโดยไม่มีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้งถือว่าการกระทำของจำเลยในขณะนั้นไม่มีกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้โจทก์ฟ้องและขอให้ลงโทษจำเลยไม่ได้ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 2 วรรคแรก
         ฎีกาที่ 608/2540 ตาม พ.ร.บ.สุขาภิบาล พ.ศ.2495 ที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำผิดนั้น ไม่มีมาตราใดบัญญัติกำหนดโทษผู้กระทำผิดไว้ และแม้ว่าตาม พ.ร.บ.สุขาภิบาล (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2528 มาตรา 3 ได้ให้ยกเลิกความในมาตรา 7แห่ง พ.ร.บ.สุขาภิบาล พ.ศ.2495 และให้ใช้ข้อความใหม่แทนได้บัญญัติไว้ในวรรคสุดท้ายของมาตรา 7 ว่า “การเลือกตั้งกรรมการสุขาภิบาลตามความใน(4) ให้ใช้วิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลโดยอนุโลม” ก็ตาม แต่ก็มีเจตนารมณ์เพียงว่า ในการเลือกตั้งกรรมการสุขาภิบาลตามมาตรา 7 (4) นั้น ให้นำแต่เฉพาะวิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลมาใช้บังคับโดยอนุโลมเท่านั้น ทั้งนี้เพราะตาม พ.ร.บ.สุขาภิบาลไม่ได้บัญญัติเกี่ยวกับวิธีการเลือกตั้งกรรมการสุขาภิบาลไว้ มิได้หมายความว่าให้นำบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลมาใช้ทั้งหมด การอนุโลมต้องแปลความโดยเคร่งครัด ดังนั้น จะนำเอาบทกำหนดโทษผู้กระทำผิดตามพ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พ.ศ.2482 มาตรา 72 ซึ่งอยู่ในหมวด 9 อันเป็นเรื่องบทกำหนดโทษมาใช้บังคับโดยอนุโลมด้วยหาไม่ได้
         แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ตามที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำผิดวิธีการเลือกตั้งกรรมการสุขาภิบาล ก็ลงโทษจำเลยไม่ได้ เพราะไม่มีกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ กรณีเช่นนี้ต้องด้วย ป.อ.มาตรา 2 วรรคแรก
          ถ้าเป็นการอนุโลมโทษในกฎหมายฉบับเดียวกันต้องมีกฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้ง เช่น พ.ร.บ. อาวุธปืนฯ มาตรา 75 อนุโลมให้นำโทษตามมาตรา 41 ของ พ.ร.บ. อาวุธปืนฯ มาบังคับใช้ได้ กฎหมายภาพยนตร์วีดีทัศน์มาตรา 52 ให้นำมาตรา 47 และมาตรา 51 รวมทั้งบทกำหนดโทษมาใช้บังคับโดยอนุโลม
          การกระทำที่เป็นความผิดแตกต่างกันเพราะเจตนาของการกระทำ เช่นฆ่าผู้อื่นเป็นเจตนาฆ่าตามมาตรา 288 มิไดมีเจตนาฆ่าแต่ทำร้ายผู้อื่นถึงแก่ความตายตามมาตรา 290 โทษทั้ง 2 ความผิดนี้ต่างกัน เมื่อมีการตายเกิดขึ้นเนื่องจากการกระทำที่ประมาทไม่มีเจตนาฆ่าหรือทำร้าย ผลของความตายเกิดขึ้นเพราะความประมาท
          กฎหมายอื่นที่มีโทษทางอาญา เช่น พ.ร.บ.ยาเสพติดฯ พ.ร.บ.การพนันฯ พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา ฯลฯ การที่จะนำโทษตามมาตรา 18 ไปใช้บังคับในกฎหมายอื่นต้องนำมาตรา 17 แห่งประมวลกฎหมายอาญาไปใช้ เว้นแต่กฎหมายนั้นๆจะได้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น
          กฎหมายอาญากับศีลธรรม คำพิพากษาฎีกาที่ 736/2505 จำเลยขณะเป็นพระภิกษุ ได้ร่วมประเวณีกับหญิงในกุฏิของจำเลยบนเขาวังจังหวัดเพชรบุรีมีกุฏิพระใกล้เคียงหลายหลัง มีพระพุทธรูปพระฉายบนเขาวัง เป็นสถานที่ที่ประชาชนเคารพนับถือนั้นเห็นได้ว่าเป็นการไม่สมควรอย่างยิ่งแต่จะถือว่าเป็นการเหยียดหยามศาสนาตามความในมาตรา 206 ยังไม่ถนัด (ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 16/2505) ศาลฎีกาว่าเป็นการตีความอย่างเคร่งครัดเป็นการไม่สมควร
          ปัจจุบันการผิดศีลธรรมเป็นการฝ่าฝืนจริยธรรมตามหมวด 2แห่งประมวลจริยธรรมเป็นความผิดวินัยตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551
          ความผิดเกี่ยวกับเพศตามกฎหมายเก่าข่มขืนเพศเดียวกันไม่ผิดปัจจุบันมีการแก้ไขกฎหมายในมาตรา 276 แล้ว ตามกฎหมายเก่าการกระทำตามทวารหนักก็ไม่เป็นความผิดตามมาตรา 276ตาม
คำพิพากษาฎีกาที่ 1048/2518 การกระทำชำเราตามกฎหมายจะต้องปรากฏว่าของลับหรืออวัยวะสืบพันธุ์ของชายล่วงล้ำเข้าไปในช่องสังวาสหรืออวัยวะสืบพันธุ์ของหญิง การที่จำเลยขืนใจเด็กหญิงผู้เสียหายโดยใช้ของลับของจำเลยใส่เข้าไปในทางทวารหนักของผู้เสียหาย จึงไม่เป็นการกระทำชำเราคงมีความผิดฐานกระทำอนาจารเท่านั้น
          ในการกระทำความผิดทางอาญากับความผิดฐานละเมิด ละเมิดคือผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อกระทำต่อบุคคลอื่น ถ้าเป็นการกระทำที่ไม่ได้กระทำต่อบุคคลอื่นก็ไม่เป็นละเมิดจะเรียกให้บุคคลนั้นชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้นไม่ได้ การกระทำละเมิดต่อบุคคลอื่นต้องเกิดความเสียหายแก่บุคคลนั้นเสียก่อนตามมาตรา 420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
          เช่น ความผิดฐานขับรถด้วยความเร็วสูงน่ากลัวว่าจะเกิดอุบัติเหตุตาม พ.ร.บ.จราจร มาตรา 67 หรือหวาดเสียวตามมาตรา 43 (4) ความผิดในส่วนนี้ไม่เป็นความผิดฐานละเมิดเพราะไม่องค์ประกอบตามมาตรา 420 ไม่เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้
          ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักรหรือความผิดฐานกบฏ ไม่เป็นละเมิดตามมาตรา 420 เรียกค่าสินไหมทดแทนไม่ได้ ความผิดละเมิดบางประเภทไม่เป็นความผิดอาญา เช่น ทำให้เสียทรัพย์โดยประมาทไม่เข้าองค์ประกอบของความผิด เพราะการทำให้เสียทรัพย์นั้นต้องเป็นการกระทำโดยเจตนาตามมาตรา 358 การทำให้เสียทรัพย์โดยประมาทเป็นความผิดละเมิดแต่ไม่เป็นความผิดในทางอาญา
          ความผิดทางอาญากับรัฐธรรมนูญตามมาตรา 68 เช่น บุคคลจะใช้สิทธิในการล้มล้างการปกครองหรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองมิได้เป็นไปตามวิถีทางตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญไม่ได้ มาตรา 130 ตามรัฐธรรมนูญ ในสมาชิกสภาผู้แทนผู้ใดจะกล่าวถ้อยคำอันเป็นข้อเท็จจริงเป็นเอกสิทธิโดยเด็ดขาด ผู้ใดจะนำมาฟ้องร้องว่ากล่าวสมาชิกผู้นั้นไม่ได้ ในการพิจารณาความผิดทางอาญาก็ต้องอาศัยกฎหมายอื่นได้ยกเว้นความผิดไว้หรือไม่ ตามมาตรา 130 รัฐธรรมนูญเป็นการยกเว้นความผิด
          ความผิดทางอาญากับกฎหมายแพ่งตามมาตรา 1347 เจ้าของที่ดินที่ตัดรากไม้รุกล้ำเข้ามาในที่ดินไม่มีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์เป็นเหตุยกเว้นความผิด
ผู้ยุยงส่งเสริมให้มีการฆ่าตัวตายไม่มีความผิด แต่อาจมีความผิดตามมาตรา 292 หรือ 293 หากเข้าองค์ประกอบ
          มาตรา 2 ตามกฎหมายอาญาบุคคลจะต้องรับโทษในทางอาญาก็ต่อเมื่อได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้ในขณะนั้นไดบัญญัติให้เป็นความผิดและกำหนดโทษไว้
1.การกระทำที่จะเป็นความผิดได้ต้องมีกฎหมายบัญญัติไว้
2.กฎหมายอาญาต้องแปลหรือตีความหมายอย่างเคร่งครัด
3.กฎหมายอาญาต้องไม่มีผลย้อนหลัง
4.กฎหมายอาญาต้องมีขอบเขตพื้นที่การใช้บังคับ
          คำพิพากษาศาลฎีกาไม่ใช่ที่มาของกฎหมายแต่คำพิพากษาศาลฎีกามีสภาพบังคับได้ ดังนั้นคำพิพากษาในคดีก่อนๆย่อมเป็นชี้แนวทางการใช้กฎหมาย การแปลกฎหมาย คำพิพากษาฎีกาใช้เพื่ออุดช่องว่างของกฎหมาย
          ข้อแตกต่างกันระหว่างคำพิพากษาศาลฎีกากับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ คำพิพากษาหรือคำสั่งให้ถือว่าผูกพันคู่ความตามวิ.แพ่งมาตรา 145 แต่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญูตามมาตรา 216 วรรคห้าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นเป็นเด็ดขาดมีผลผูกพัน รัฐสภา คณะรัฐมนตรี สหและองค์กรของรัฐ

เรียบเรียงโดย ทีมงาน LawDD
 





สรุปกฎหมายอาญา มาตรา 1-58,107-208 ครั้งที่2 เนติบัณฑิตสมัยที่65 | สาระความรู้ บทความกฎหมาย ที่น่าสนใจ ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม


จำนวนผู้ชม : 2581 ครั้ง
ลงวันที่ 24/05/2013 09:40:17


ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน