หัวข้อ : สรุปวิชานิติกรรม – สัญญา ครั้งที่ 2 เนติบัณฑิตสมัยที่ 65
หมวดหมู่ : กฎหมายที่น่าสนใจ
รายละเอียด : รวมข้อมูล เกี่ยวกับประเด็นกฎหมายที่น่าสนใจ อื่นๆ



  ความหมายของนิติกรรม คือ การแสดงเจตนาที่มีผลผูกพันตามกฎหมาย ถ้าเปรียบเทียบกับนิติเหตุ นิติเหตุนั้นเป็นบ่อเกิดแห่งหนี้ และหนี้นั้นมีบ่อเกิดมาจากนิติกรรมและนิติเหตุ นิติกรรมนั้นคือการแสดงเจตนาโดยชัดแจ้งว่าประสงค์ที่จะบังคับได้ตามกฎหมาย แต่นิติเหตุไม่มีการแสดงเจตนาเพื่อให้มีผลบังคับแต่ก่อให้เกิดหนี้อย่างหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นโดยการกระทำของบุคคล หรือโดยกฎหมายกำหนดไว้ให้รับผิด ที่ว่าการกระทำของบุคคล เช่น กรณีการกระทำละเมิดตามมาตรา 420 หรือโดยผลที่กฎหมายกำหนด เช่น เรื่องทารกในครรภ์มารดาก็มีสิทธิต่าง ๆ ได้ตามมาตรา 15 หรือบุตรได้รับอุปการะเลี้ยงดูจากบิดามารดา ตามมาตรา 1563 1564 และตามประมวลรัษฎากร คือ บุคคลมีหน้าที่เสียภาษีให้แก่รัฐแม้บุคคลนั้นจะไม่มีเจตนาทำมาค้าขาย แล้วได้กำไรเท่าไรก็ต้องเสียภาษีให้รัฐ ก็คือ ไม่มีเจตนาเลยแต่กฎหมายบังคับ คือ ต้องเสียภาษีตามเกณฑ์ที่ประมวลกฎหมายรัษฎากรกำหนด ถ้าหลีกเลี่ยงก็จะถูกปรับอย่างสูง
          การกระทำในลักษณะนิติกรรมสัญญา ที่ละเมิดกฎหมายและไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น จะเห็นได้ว่าการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้นเกิดจากเหตุหลายประการ คือ
         1วัตถุประสงค์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา 150 เป็นการพ้นวิสัย ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน
         2เพราะมิได้ทำให้ถูกต้องตามแบบ
         3เพราะเจตนาซ่อนเร้น นิติกรรมอำพราง เจตนาลวง
         4เพราะแสดงนิติกรรมโดยสำคัญผิดซึ่งเป็นสาระสำคัญในนิติกรรม
          สาระสำคัญข้อแรก การกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่มีผลทำให้นิติกรรมเป็นโมฆะตามมาตรา 150 คือวัตถุประสงค์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หลักสำคัญก็คือ ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายคืออะไร คือที่ไหนมีกฎหมายห้ามไว้ เช่น ประมวลกฎหมายอาญาห้ามไว้ หรือพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษห้ามซื้อขายกันหรือพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา คือถ้ามีกฎหมายบัญญัติไว้ชัดเจนอยู่แล้ว ต้องปฏิบัติตาม ถ้าฝ่าฝืนก็เป็นโมฆะ
          แนวคำพิพากษาฎีกา 707/2487 คือให้ผู้ไปโดยผู้กู้บอกให้รู้ว่าจะเอาไปค้าฝิ่นเถื่อนนั้น สัญญากู้ย่อมเป็นโมฆะตามมาตรา 113 (เดิม) เมื่อมีพระราชบัญญัติยาเสพติดฯ ต้องห้ามไว้แล้วยังจะเอาเงินนี้ไปซื้อขายยาเสพติดกันอยู่ เพราะฉะนั้นจึงต้องห้ามตามกฎหมาย
          คำพิพากษาฎีกาที่ 9087/2539โจทก์ทำสัญญาซื้อขายกับจำเลยโดยไม่รู้ว่าที่ดินพิพาทดังกล่าวมีข้อกำหนดห้ามโอน นิติกรรมดังกล่าวเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายจึงเป็นโมฆะ และแม้คู่สัญญามีเจตนาโอนสิทธิครอบครองสัญญาดังกล่าวก็ต้องเป็นโมฆะเช่นกัน คือในใบแสดงกรรมสิทธิ์นั้นได้จดแจ้งไว้ว่าห้ามโอนอาจจะเป็นหนังสือสัญญาเกี่ยวกับ สปก.หรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ห้ามจำหน่ายจ่ายโอน เว้นแต่ ตกทอดทางมรดก กรณีเช่นนี้ก็ห้ามซื้อขายกัน ฝ่ายที่รับซื้อไว้จะอ้างว่าไม่รู้ว่ามีข้อบันทึกเช่นนั้นอยู่ไม่ได้ ถือว่าการซื้อขายนี้ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย การโอนเป็นโมฆะ
          คำพิพากษาฎีกาที่ 2419/2552 คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายมีเจตนาซื้อขายที่ดินพิพาท ก็ต่อเมื่อที่ดินพิพาทได้มีการยกเลิก เอกสารสิทธิ สปก. 4-01 และได้ออกเอกสารสิทธิที่เป็นหนังสือการทำประโยชน์หรือโฉนดที่ดินแล้ว ไม่ได้มีเจตนาตกลงซื้อขายที่ดินที่มีเอกสารสิทธิที่มี สปก 4-01 ซึ่งมีข้อกำหนดห้ามโอนและห้ามมิให้ทำการซื้อขาย สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทจึงมิใช่นิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายที่จะตกเป็นโมฆะ แนวคำพิพากษาฎีกานี้กลับเห็นว่า ถ้าตกลงกันว่าที่ดินใดหรือหนังสือสำคัญใด แม้ต้องห้ามมิให้โอนภายในเวลาที่กำหนด แต่ถ้าตกลงในสัญญาซื้อขายกันไว้ว่า หลังจากที่ดินนั้นถูกยกเลิกตามประเภทที่กำหนดไว้หรือได้ออกเป็นโฉนดที่ชอบด้วยกฎหมายก็จะทำการซื้อขาย ข้อตกลงนี้ไม่เป็นโมฆะ เพราะถือว่าพ้นเวลาที่ระบุไว้ในหนังสือสำคัญและโฉนดที่ดินที่ต้องห้ามอยู่แล้ว(ฎีกานี้จะแตกต่างจากฎีกาอื่นหรืออีกหลาย ๆ ฎีกาที่ได้วางหลักไว้ว่า แม้จะตกลงกันแล้ว แต่เมื่อหนังสือสำคัญนั้นครบอายุตามที่กำหนดไว้แล้วก็ตาม ก็จะทำไม่ได้การซื้อขายเป็นโมฆะ)
          คำพิพากษาฎีกา 3688/2546 เจ้าของเดิมอุทิศที่ดินให้แก่วัด (ที่ธรณีสงฆ์) การโอนกรรมสิทธิ์ต้องกระทำตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 34 คือการโอนกรรมสิทธิ์ต้องทำตามพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกาแม้ที่ดินดังกล่าวจะได้กระทำนิติกรรม ได้จดทะเบียนโอนแก่กันหลายทอดจนถึงจำเลย เมื่อมิได้กระทำตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 34 จึงเป็นการโอนที่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ย่อมเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ตามมาตรา 150
          โจทก์คือวัด เจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินจึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินซึ่งจำเลยครอบครอง โดยหาจำต้องฟ้องเจ้าของเดิมและผู้รับโอนคนก่อนไม่ คือไม่ทำตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ซึ่งที่ธรณีสงฆ์จะโอนได้ก็ต่อเมื่อกระทำตามที่พระราชบัญญัติให้กระทำได้ จะไปตกลงซื้อขายกันเองไม่ได้เป็นโมฆะ เพราะฉะนั้นผู้รับโอนรายต่อมาก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์ ทางวัดย่อมฟ้องขับไล่ได้ กรณีเช่นนี้ถือว่าเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย
          แนวฎีกาซึ่งถือว่าเป็น “โมฆะกรรม” แม้ว่าจะระบุไว้ในเอกสารว่าได้ปฏิบัติตามกฎหมายก็ตามคือ ฎีกาที่ 5162/2553 แม้ตามหนังสือสัญญากู้ยืมเงินจะระบุว่าให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1.25 ต่อเดือนหรือเท่ากับ ร้อยละ 15 ต่อปีถูกต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ตามมาตรา 654 แต่โจทก์และจำเลยตกลงเรียกดอกเบี้ยในสัญญากู้ยืมเงินในอัตราร้อยละ 3 บาทต่อเดือนหรือร้อยละ 36 บาทต่อปีอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา มาตรา 3 ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 654 ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยจึงเป็นการไม่ชอบและตกเป็นโมฆะ เสียเปล่ามาตั้งแต่ต้นและเท่ากับไม่เคยมีข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยอยู่ในสัญญา
          กรณีนี้ปรากฏว่าในสัญญา ตกลงกันไว้ชัดเจนว่าร้อยละ 1.25 ต่อเดือนหรือร้อยละ 15 ต่อปีแต่มาตกลงกันภายนอกคือตกลงกันด้วยวาจา ร้อยละ 3 บาทต่อเดือน จำเลยนำสืบได้ว่ามีการกู้โดยมีการตกลงดอกเบี้ยนอกจากที่ปรากฏในสัญญาคือ 1.25 ต่อเดือนแล้ว ก็กรณีเช่นนี้เมื่อฟังได้เช่นนี้ถือว่า ดอกเบี้ยที่กำหนดไว้เป็นโมฆะไม่สามารถที่จะบังคับให้ได้ อย่างไรก็ตามในกรณีเป็นหนี้เงินโจทก์คงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยร้อยละ7.5 ต่อปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 224 ได้ หลังจากผิดนัดก็คิดได้ในอัตราธรรมดา คือในสัญญาเขียนดอกเบี้ยไว้ตามกฎหมายแต่มาตกลงกันนอกสัญญา เพราะฉะนั้นก็ยังเป็นโมฆะต้องห้ามตามกฎหมาย
          นอกจากวัตถุประสงค์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ยังมีการกระทำซึ่งเป็นนิติกรรมซึ่งไม่บังคับให้ก็คือเป็นการพ้นวิสัย การแสดงเจตนานั้นนิติกรรมตกเป็นพ้นวิสัย พ้นวิสัยคือไม่สามารถที่จะแสดงเจตนากระทำเช่นนั้นได้ มีแนวคำพิพากษาฎีกาตัวอย่าง คือ
          ฎีกา2125/2521กรณีนี้”ไม่ถือว่าเป็นการพ้นวิสัย” ซึ่งมีข้อเท็จจริงว่า โจทก์สมัครใจยื่นประมูลเพื่อให้ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ทำและขายสุรา ยินยอมชำระเงินค่าธรรมเนียมพิเศษสูง จนกระทั่งโจทก์เป็นผู้ประมูลได้และได้เข้าทำสัญญากับกรมสรรพสามิตแล้ว โจทก์ย่อมถูกผูกพันที่จะต้องปฏิบัติตามสัญญานั้น แม้จะปฏิบัติตามสัญญาแล้วจะมีแต่ขาดทุนก็เป็นความสมัครใจของโจทก์ที่เข้ามาทำสัญญา ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าเสียเปรียบ หาใช่เหตุทำให้การปฏิบัติตามสัญญาเป็นการพ้นวิสัยไม่ เพราะข้อสัญญาที่มีวัตถุประสงค์เป็นการพ้นวิสัยนั้นต้องเป็นกรณีที่ผู้ให้สัญญาไม่มีทางปฏิบัติได้เลย และเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนที่ได้ก่อหนี้ กรณีของโจทก์มิใช่การชำระหนี้เป็นการพ้นวิสัยอันโจทก์จะไม่ต้องรับผิดได้
          กรณีที่ถือว่า”เป็นการพ้นวิสัย” เช่น ฎีกาที่ 149/2539โจทก์ฟ้องว่าจำเลยไม่ส่งมอบไม้ฟืนที่ซื้อขายให้ตามสัญญา ขอให้จำเลยส่งมอบคืนเงินมัดจำและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ จำเลยมิได้ให้การว่าจำเลยไม่ได้ส่งมอบไม้ฟืนให้แก่โจทก์แล้วทั้งหมดหรือบางส่วนเพียงแต่ปฏิเสธว่าไม่เคยทำสัญญาซื้อขายไม้ฟืนให้แก่โจทก์ จึงรับฟังได้ว่าจำเลยไม่เคยส่งมอบไม้ฟืนให้แก่โจทก์ แต่เพราะว่ามีคำสั่งของกระทรวงเกษตรห้ามสัมปทานในเขตป่าไม้ที่จำเลยทำไม้ฟืนส่งมอบให้โจทก์เป็นอันสิ้นสุดลง การชำระหนี้ของจำเลยจึงตกเป็นพ้นวิสัยเพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันจะโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมิได้ ซึ่งทำให้จำเลยหลุดพ้นจากการชำระหนี้ แต่เมื่อสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาต่างตอบแทน จำเลยไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตอบแทน โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องเงินมัดจำคืนจากจำเลย
          กรณีที่”ถือว่าเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งตามกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน” คือ ต้องไม่ทำให้สังคมเสื่อมลงให้สังคมปกติสุข เช่น คำพิพากษาฎีกาที่ 95/2484ข้อเท็จจริงมีว่า ชายมีภริยาอยู่แล้ว ได้ขอหญิงมาเป็นภริยาน้อยและได้ทำสัญญากับบิดาฝ่ายหญิงว่าจะให้ทรัพย์สินจำนวนหนึ่งแก่หญิงและบิดาหญิง แต่สัญญานั้นเป็นการอุดหนุนให้ชายมีภริยาอื่นต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1445 (3)จึงใช้บังคับไม่ได้ ปัจจุบันมาตรา 1445(3) เป็นมาตรา 1452 เพราะฉะนั้นมีภริยาอยู่แล้ว ยังไปทำสัญญาอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นอีก และต่อมาชายไปผิดสัญญา หญิงจะมาฟ้องเรียกเอาเงินตามสัญญาที่ใช้ไว้ไม่ได้เพราะถือว่าชายมีภริยาอยู่แล้ว การกระทำเช่นนั้นถือว่าเป็นการกระทำที่ต้องห้ามตามกฎหมายคือจดทะเบียนได้คนเดียว กรณีเช่นนี้จึงถือว่ามีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน
          ฎีกาที่ 358/2511โจทก์ให้จำเลยกู้เงินไปเพื่อชำระหนี้ในการที่จ้างบุคคลหนึ่งไปยิงทำร้ายบุคคลอื่น วัตถุประสงค์ในการกู้ยืมจึงขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน สัญญาจึงตกเป็นโมฆะตามมาตรา 113 (เดิม)
          แต่อย่างไรก็ตามกรณีไม่ถือว่าขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน คือ ฎีกาที่ 168/2518 สัญญาจำนองระบุว่า บังคับจำนองได้เงินมาไม่พอชำระหนี้ ผู้จำนองยอมชำระเงินที่ขาดให้จนครบ ข้อตกลงนี้มีผลบังคับนอกเหนือมาตรา 733 ได้ไม่เป็นโมฆะ (ซึ่งท่านอาจารย์อธิราช ไม่เห็นด้วย เพราะมาตรา 733 คือถ้าบังคับจำนองทรัพย์แล้วได้เงินไม่พอ ลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดในหนี้ส่วนที่เหลือ กรณีเช่นนี้มาตรา 733 ได้บอกไว้เลยว่าเป็นโมฆะ แต่ศาลฎีกาบอกว่าข้อตกลงเช่นนี้ไม่เป็นโมฆะ ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือชอบด้วยกฎหมาย) ยังไม่มีแนวคำพิพากษามีกลับคำพิพากษาฎีกาดังกล่าว ข้อยกเว้นมาตรา 733 จึงยังบังคับใช้ได้ ไม่เป็นโมฆะหรือไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

เรียบเรียงโดย ทีมงาน LawDD
 





สรุปวิชานิติกรรม – สัญญา ครั้งที่ 2 เนติบัณฑิตสมัยที่ 65 | สาระความรู้ บทความกฎหมาย ที่น่าสนใจ ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม


จำนวนผู้ชม : 2769 ครั้ง
ลงวันที่ 24/05/2013 09:43:06


ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน