ลักษณะสำคัญของตั๋วเงิน
- มาตรา 899“ข้อความอันใดซึ่งมิได้มีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายลักษณะนี้ ถ้าเขียนลงในตั๋วเงิน ท่านว่าข้อความอันนั้นหาเป็นผลอย่างหนึ่งอย่างใดแก่ตั๋วเงินนั้นไม่”
การจะเขียนข้อความในตั๋วเงินนั้น จะต้องกฎหมายบัญญัติให้เขียนไว้เท่านั้น ถ้ามีบัญญัติไว้ก็สามารถเขียนลงในตั๋วเงินได้ ถ้าไม่มีกฎหมายอนุญาตให้เขียนไว้ เขียนลงไปอย่างไรข้อความนั้นก็ไม่มีผลกับคู่สัญญา(เฉพาะข้อความที่กฎหมายมิได้บัญญัติเท่านั้น ตั๋วเงินไม่ได้เสียไปด้วย) กรณีนี้จะแตกต่างกับสัญญาทั่วไป เนื่องจากสัญญาทั่วไปคู่สัญญาสามารถตกลงกันทำสัญญาให้แตกต่างไปจากที่กฎหมายบัญญัติไว้ได้ ถ้าไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย
ข้อความที่ตั๋วเงินอนุญาต เช่น กรณีผู้สั่งจ่ายสามารถคิดดอกเบี้ยในตั๋วแลกเงิน(มาตรา 911) กรณีกำหนดข้อลบล้างหรือจำกัดความรับผิดของตนเองต่อผู้ทรงในตั๋วแลกเงิน (มาตรา915) กรณีผู้สั่งจ่ายตั๋วเงินทั้ง 3 ชนิด ไม่ประสงค์ให้ตั๋วเงินโอนตั๋วต่อไป (มาตรา 917 วรรค 2) กรณีขีดคร่อมเช็ค (มาตรา 994)
ข้อความที่ตั๋วเงินไม่อนุญาต เช่น เขียนคำว่า“ผู้ถือ”ลงในตั๋วสัญญาใช้เงิน (มาตรา 983)
ข้อสังเกต
- กรณีตามมาตรา 911 สามารถนำมาใช้กับตั๋วสัญญาใช้เงินได้ (มาตรา985) แต่ กรณีเช็คกฎหมายไม่ได้บัญญัติให้นำมาใช้ได้ ถ้าเขียนดอกเบี้ยไป จะไม่มีผลกับตัวเช็ค (มาตรา 989)
- กรณีตามมาตรา 915 สามารถนำมาใช้กับเช็คได้ (มาตรา989) แต่นำมาใช้กับตั๋วสัญญาใช้เงินไม่ได้ (มาตรา
985)
- กรณีตามมาตรา 994 การขีดคร่อมจะมีเฉพาะในเช็คเท่านั้น
ฎีกาน่าสนใจ
-ฎีกาที่ 4714/2547 “ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 915 บัญญัติไว้ ในเรื่องตั๋วแลกเงิน ไม่ได้บัญญัติไว้ในบทเบ็ดเสร็จทั่วไปเช่นเดียวกับ มาตรา 899 และมาตรา 985 ซึ่งเป็นบทบัญญัติในตั๋วสัญญาใช้เงิน ก็ไม่ได้บัญญัติให้นำมาตรา 915 ของบทบัญญัติตั๋วแลกเงินมาใช้ กับตั๋วสัญญาใช้เงิน การที่จำเลยที่ 3 สลักหลังตั๋วสัญญาใช้เงินมี ข้อความว่า ห้ามใช้สิทธิไล่เบี้ยผู้สลักหลังนั้น เป็นข้อความที่ขัดต่อ มาตรา 983 (2) หาเป็นผลบังคับแก่ตั๋วสัญญาใช้เงินตามมาตรา 899 ไม่จำเลยที่ 3 จึงต้องรับผิดตามตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาท”
-ฎีกาที่ 4975/2533 “เช็คที่จำเลยที่ 4 สั่งจ่ายระบุชื่อ จ่ายให้แก่บริษัทจำเลยที่ 1 โดยขีดฆ่าคำว่า”หรือผู้ถือ”ออก และขีดคร่อมระบุไว้กลางเส้นขนานที่ขีดคร่อมว่า”เฉพาะ”คำว่า”เฉพาะ”ยังถือไม่ได้ว่าเป็นคำอื่นอันได้ความทำนองเดียวกับคำว่า”เปลี่ยนมือไม่ได้”ตามความในป.พ.พ. มาตรา 917 วรรคสอง เช็คดังกล่าวจึงเป็นเช็คที่โอนเปลี่ยนมือกันได้ตามความใน ป.พ.พ. มาตรา 917วรรคแรก.”
- ฎีกาที่3509/2542 “จำเลยให้การว่า จำเลยกู้เงิน บ. โดยออกเช็คให้ไว้ ต่อมา บ. ขอร่วมลงทุนทำการค้าโดยถือเอาเงินที่จำเลยกู้ยืมเป็นเงินร่วมลงทุน และตกลงยกเลิกการกู้ยืม มูลหนี้ตาม เช็คจึงระงับไป จำเลยอุทธรณ์และฎีกาว่า จำเลยออกเช็คโดยมีข้อตกลงในขณะออกเช็ค ไม่นำเช็คไปเรียกเก็บเงินและนำเข้าบัญชี จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดย ชอบในศาลล่าง
เช็คเป็นตราสารเปลี่ยนมือที่ต้องการความเชื่อถือในระหว่างผู้สั่งจ่ายและผู้ทรง ทั้งหลายว่า เมื่อนำเช็คไปเรียกเก็บเงินแล้วจะมีการจ่ายเงินตามเช็ค ข้อกำหนดเงื่อนไข ใดๆ อันเป็นการห้ามหรือจำกัดการจ่ายเงินจะพึงมีได้จึงต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของ กฎหมายการที่จำเลยขีดเส้นสีดำไว้ในช่องวันที่ การกระทำดังกล่าวไม่มีบทบัญญัติของ กฎหมายให้อำนาจไว้ว่ากระทำได้ ข้อความดังกล่าวจึงหาเป็นผลอย่างหนึ่งอย่างใดแก่ เช็คนั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 899 จึงถือว่าจำเลยออกเช็คโดยมิได้ลงวันออกเช็คไว้ เมื่อ โจทก์ได้รับเช็คและนำเข้าบัญชีโจทก์หรือเจ้าหน้าที่ธนาคารจึงลงวันที่ในเช็คตามมาตรา 910 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 989
โจทก์ลงลายมือชื่อสลักหลังเช็คผู้ถือ ต้องถือว่าเป็นการประกันหรืออาวัลผู้สั่งจ่าย ตามมาตรา 921 ประกอบมาตรา 989 เป็นการอาวัลตามผลของกฎหมายมิใช่การอาวัล ตามมาตรา 939 จึงไม่ต้องมีการเขียนข้อความระบุว่า ใช้ได้เป็นอาวัล โจทก์ต้องรับผิด ต่อ บ. ตามมาตรา 940 วรรคหนึ่ง และต้องชำระหนี้ไปตามความรับผิดที่มีต่อ บ. ตาม ตั๋วเงิน การชำระหนี้นี้โจทก์ไม่ต้องแจ้งให้จำเลยทราบและจะถือว่าเป็นการชำระหนี้โดย ขืนใจลูกหนี้ไม่ได้”
- ฎีกาที่ 6305/2548 “เช็คพิพาทมีข้อความตามแบบพิมพ์ว่า “จ่าย…หรือผู้ถือ” แต่มีการ ขีดฆ่าคำว่า “หรือผู้ถือ” ออกและเขียนคำว่า “สด” ลงในช่องว่างหลังคำว่า “จ่าย” ย่อมมีผลทำให้เช็คพิพาทไม่มีชื่อหรือยี่ห้อของผู้รับเงิน หรือคำจดแจ้งว่าให้ใช้เงินแก่ ผู้ถือตามที่ ป.พ.พ. มาตรา 988 (4) บัญญัติไว้ และการขีดฆ่าดังกล่าวก็ไม่ใช่ กรณีตามมาตรา 988 ซึ่งเป็นเรื่องการเขียนข้อความที่มิได้บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. ลักษณะตั๋วเงิน ข้อความที่เขียนลงไปจึงไม่มีผลแก่ตั๋วเงิน การที่เช็คพิพาทขาด รายการซึ่งกฎหมายบังคับให้ต้องมี ย่อมมีผลทำให้เช็คพิพาทไม่สมบูรณ์เป็นเช็ค ตามมาตรา 987 และมาตรา 910 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 989 วรรคแรก แม้ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คและ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้สลักหลังเช็คพิพาทก็ไม่ต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คนั้น”
- มาตรา 900 วรรค 1 “บุคคลผู้ลงลายมือชื่อของตนในตั๋วเงินย่อมจะต้องรับผิดตามเนื้อความในตั๋วเงินนั้น…”
บุคคลใดก็ตามที่ลงลายมือชื่อในตั๋วเงิน ก็ต้องรับผิดตามเนื้อความในตั๋วเงินที่บุคคลนั้นได้ลงลายมือชื่อไว้
ข้อสังเกต
- กรณีผู้ที่เขียนรายการต่างๆในตั๋วเงิน ซึ่งได้รับมอบหมายกรอกหรือพิมพ์รายการแทน ไม่จำเป็นต้องรับผิดในตั๋วเงิน
ฎีกาที่ 1973/2529 “เช็คพิพาทมีผู้สั่งจ่ายสองนายลงนามร่วมกันโอนเช็คให้ผู้ทรงเมื่อไม่ปรากฏว่าผู้ทรงรับโอนเช็คโดยคบคิดกันฉ้อฉลกับผู้สั่งจ่ายคนใดคนหนึ่งแล้วผู้สั่งจ่ายทั้งสองก็ต้องรับผิดชดใช้เงินตามเช็คตาม ป.พ.พ. มาตรา 989,914 ผู้สั่งจ่ายจะยกข้อต่อสู้อันอาศัยความเกี่ยวพันระหว่างกันเองปฏิเสธความรับผิดไม่ได้”
ฎีกาที่ 2512/2539 “โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยลงชื่อสั่งจ่ายเช็คตามฟ้องมอบให้แก่โจทก์เพื่อชำระหนี้ค่าสินค้าย่อมพอเข้าใจว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามสัญญาซื้อขายสินค้าและจำเลยสั่งจ่ายเช็คดังกล่าวเพื่อชำระหนี้ค่าสินค้าตามสัญญาซื้อขายนั้นเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยป.วิ.อ. มาตรา158(5) ข้อที่ศาลอุทธรณ์ภาค2ยังไม่ได้วินิจฉัยเมื่อศาลฎีกาเห็นสมควรย่อมวินิจฉัยไปได้โดยไม่ต้องย้อนสำนวน รายการวันที่และจำนวนเงินที่ลงในเช็คนั้นจำเลยหาจำต้องเขียนลงไว้ในเช็คด้วยลายมือของจำเลยไม่หากข้อความถูกต้องตรงกับเจตนาของจำเลยในการออกเช็คนั้นและจำเลยลงลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายก็เป็นการออกเช็คที่สมบูรณ์”
ฎีกาที่ 1482/2529 “ขณะจำเลยนำเช็คพิพาทไปแลกเงินสดจากโจทก์เช็คพิพาทมีวันเดือนปีที่ออกเช็คครบถ้วนสมบูรณ์ตามกฎหมายจำเลยผู้ออกเช็คย่อมทราบได้ว่าจะต้องมีการใช้เงินตามเช็คนั้นในวันใด เมื่อเช็คถึงกำหนด ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินโดยอ้างว่าบัญชีปิดแล้ว จำเลยจึงต้องมีความผิด ส่วนจำเลยจะเป็นผู้ลงวันเดือนปีที่ออกเช็คด้วยลายมือของจำเลยเองหรือไม่ ไม่เป็นข้อสำคัญ และไม่ทำให้จำเลยพ้นความรับผิดไปได้กรณีมิใช่เป็นเรื่องไม่มีวันที่ผู้ออกเช็คกระทำผิด”
- ซึ่งคำว่า”บุคคล” ตามมาตรานี้ อาจจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลจะลงชื่อจริง นามสมมติ นามแฝง เพียงให้มีเจตนาลงลายมือชื่อนั้นเป็นชื่อตนก็ถือว่าเป็นการลงลายมือชื่อแล้ว
ฎีกาที่ 2417/2536 “คำว่าบุคคลผู้ลงลายมือชื่อของตนตามป.พ.พ. มาตรา 900 วรรคแรก หมายถึงบุคคลธรรมดาที่เขียนลายมือชื่อด้วยตนเองหรือนิติบุคคลตามกฎหมาย ที่ผู้แทนผู้มีอำนาจกระทำการแทนลงลายมือชื่อกระทำการแทน โดยจะลงชื่อสมมติหรือนามแฝงหรือชื่อที่ใช้ในทางการค้าซึ่งเป็นที่แน่นอนว่าหมายถึงบุคคลใดโดยมีเจตนาให้ลายมือชื่อที่ลงในตั๋วเงินเป็นชื่อของตน การที่จำเลยที่ 2 เขียนคำว่า “แสงรุ่งเรือง” ซึ่งเป็นชื่อร้านของจำเลยที่ 2 ลงด้านหลังเช็คถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงลายมือชื่อของตนในเช็ค จึงเป็นการลงลายมือชื่อสลักหลังเช็คตามมาตรา 900 วรรคแรก 919 และ 989วรรคแรก เมื่อเป็นเช็คผู้ถือจำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้ประกัน(อาวัล) จำเลยที่ 1 ผู้สั่งจ่ายตามมาตรา 921, 940 และ 989 วรรคแรกย่อมอยู่ในฐานะต้องผูกพันใช้เงินตามเนื้อความในเช็คเช่นเดียวกับ จำเลยที่ 1 ตามมาตรา 967 และ 989 วรรคแรก”
- กรณีการให้สัตยาบันแก่ลายมือชื่อที่ปราศจากอำนาจ (มาตรา 1008) เป็นข้อยกเว้นของมาตรา 9 ถ้าเป็นกรณีกฎหมายทั่วไปบุคคลผู้ลงลายมือชื่อแทนบุคคลอื่นมีความผิดฐานปลอมเอกสาร (ฎีกาที่ 4135/2552, ฎีกาที่ 1526/2525, ฎีกาที่ 1020/2517)
- มาตรา 9oo วรรค 2 “ถ้าลงเพียงแต่เครื่องหมายอย่างหนึ่งอย่างใด เช่นแกงได หรือลายพิมพ์นิ้วมืออ้างเอาเป็นลายมือชื่อในตั๋วเงินไซร้แม้ถึงว่าจะมีพยานลงชื่อรับรองก็ตาม ท่านว่าหามีผลเป็นการลงลายมือชื่อในตั๋วเงินนั้นไม่”
การลงลายมือชื่อในตั๋วเงิน ต้องเป็นการลงลายมือชื่อจริงเท่านั้น จะเป็นเครื่องหมายอย่างอื่นไม่ได้ กรณีนี้ เป็นข้อยกเว้นของมาตรา 9 ซึ่งตามหลักกฎหมายทั่วไปสามารถใช้ลายพิมพ์นิ้วมือหรือแกงไดได้
- มาตรา 901 “ถ้าบุคคลคนใดลงลายมือชื่อของตนในตั๋วเงินและมิได้เขียนแถลงว่าการกระทำแทนบุคคลอีกคนหนึ่งไซร้ ท่านว่าบุคคลคนนั้นย่อมเป็นผู้รับผิดตามความในตั๋วเงินนั้น”
บุคคลผู้ลงลายมือชื่อในตั๋วเงิน ต้องรับผิดตามความในตั๋วเงิน จะอ้างว่ากระทำการแทนบุคคลอื่น โดยที่ไม่มีข้อความที่อ้างดังกล่าวไม่ได้ แต่ถ้าได้เขียนว่ากระทำการแทนบุคคลอื่นก็ไม่ต้องรับผิดตามเนื้อความในตั๋วเงินเช่น กรณีมีการจำกัดความรับผิด(มาตรา 915) กรณีผู้รับรองตามตั๋วแลกเงินแต่เพียงบางส่วน (มาตรา935 วรรคท้าย)กรณีผู้รับอาวัลเพียงแต่บางส่วน (มาตรา 938 วรรค1)
ฎีกาน่าสนใจ
ฎีกาที่ 4872/2533“จำเลยที่ 2 ปฏิเสธว่าลายมือชื่อด้านหลังเช็คพิพาทไม่ใช่ของจำเลยที่ 2 โจทก์นำสืบพยานบุคคลว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงลายมือชื่อด้านหลังเช็คพิพาท และในสำนวนมีลายมือชื่อแท้จริงของจำเลยที่ 2ในสัญญาจำนอง ใบแต่งทนายและคำให้การซึ่งเป็นลายมือชื่อที่ปรากฏอยู่ชัดแจ้ง เมื่อเป็นพยานหลักฐานเกี่ยวกับประเด็นโดยตรงย่อมเป็นอำนาจของศาลที่จะอาศัยลายมือชื่อตรวจเปรียบเทียบเพื่อชั่ง น้ำหนักของพยานหลักฐานว่าเป็นอันเพียงพอให้เชื่อ ฟังได้หรือไม่เพียงใดไม่มีกฎหมายห้ามมิให้ศาลเปรียบเทียบลายมือชื่อและรับฟังตามที่ได้ตรวจพิเคราะห์แล้ว เช็คพิพาทเป็นเช็คที่ออกให้เพื่อเป็นประกันการกู้ยืมเงินจึงเป็นการออกเช็คโดยมีมูลหนี้มาจากการกู้ยืมเงินและมีเจตนาที่จะผูกพันบังคับชำระหนี้กันได้ตามกฎหมาย โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องคดีบังคับตามเช็คได้ จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อด้านหลังเช็คพิพาทแล้วร่วมกับจำเลยที่ 1 นำเช็คไปมอบให้โจทก์ ถือว่าจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อด้านหลังเช็คด้วยความสมัครใจที่จะผูกพันต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงในอันที่จะรับผิดตามข้อความในเช็คอย่างเดียวกับจำเลยที่ 1 ผู้สั่งจ่ายด้วยการลงลายมือชื่อของตนในเช็คตาม ป.พ.พ. มาตรา 900.”
ฎีกาที่ 3788/2524 “การที่จำเลยลงลายมือชื่อไว้ด้านหลังของเช็ค โดยไม่ปรากฏถ้อยคำสำนวนว่าใช้ได้เป็นอาวัลหรือสำนวนอื่นใดทำนองเดียวกันไม่เป็นการลงลายมือชื่อเป็นผู้รับอาวัลตามป.พ.พ.มาตรา 939 วรรค 1 และ 2 ประกอบด้วยมาตรา 989
จำเลยลงลายมือชื่อด้านหลังของเช็คแม้เช็คดังกล่าวระบุชื่อโจทก์ เป็นผู้รับเงินขีดฆ่าคำว่าหรือผู้ถือ และที่มุมซ้ายบนด้านหน้ามีข้อความ ว่าเข้าบัญชีผู้รับเงินเท่านั้น ห้ามเปลี่ยนมือก็ตามแต่ด้วยความสมัครใจ ของจำเลยยอมผูกพันตนต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงในอันที่จะรับผิดเป็นอย่างเดียวกับผู้สั่งจ่าย ด้วยการลงลายมือชื่อของตนในตั๋วเงิน ยอมรับผิดตามเนื้อความในตั๋วเงินดังบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 900 ดังนั้น เมื่อธนาคาร ปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คดังกล่าว จำเลยย่อมต้องรับผิดชำระเงิน ตามเช็คให้แก่โจทก์”
ฎีกาที่ 1853/2511 “ผู้สั่งจ่ายเช็คไม่มีเงินฝากธนาคาร แต่ออกเช็คโดยใช้แบบพิมพ์เช็คของบุคคลอื่นเมื่อทำเป็นหนังสือตราสารซึ่งมีรายการครบถ้วนบริบูรณ์ตามลักษณะที่บัญญัติไว้ในมาตรา 987,988 แห่ง ป.พ.พ. ย่อมเป็นเช็คโดยชอบหากผู้ทรงนำไปขึ้นเงินจากธนาคารไม่ได้ ผู้สั่งจ่ายและผู้สลักหลังหรือผู้รับประกันด้วยอาวัลย่อมต้องร่วมกันรับผิดต่อผู้ทรง…”
ฎีกาที่ 854/2523 “เช็คระบุชื่อบริษัทจำเลยที่ 5 เป็นผู้รับเงิน โดยขีดฆ่าคำว่า “หรือผู้ถือ” ออก จำเลยที่ 3 ซึ่งมิได้เป็นกรรมการบริษัทแต่ได้สลักหลังเช็คนั้นและประทับตราบริษัทโดยมิได้รับมอบอำนาจ ถือไม่ได้ว่าเป็น การกระทำของบริษัทผู้ทรงเช็ค การสลักหลังดังกล่าวจึงเป็นการกระทำ โดยปราศจากอำนาจ เมื่อโจทก์ไม่สามารถแสดงให้ปรากฏสิทธิด้วยการ สลักหลังไม่ขาดสายได้เช่นนี้ แม้โจทก์จะมีเช็คพิพาทไว้ในความครอบครอง ก็ถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นผู้ทรงเช็คโดยชอบด้วยกฎหมายโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้อง ให้จำเลยที่ 7 ผู้สั่งจ่ายใช้เงินตามเช็คได้
จำเลยที่ 8 ออกเช็คผู้ถือ แม้จะใช้ชื่อในบัญชีธนาคารเป็นอย่างอื่นก็ตาม แต่เมื่อได้เป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งธนาคารให้จ่ายเงินตามเช็คแล้ว จำเลยที่ 8 ก็ต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คนั้นและจะอ้างข้อต่อสู้อันอาศัยความเกี่ยวพันกันเฉพาะตนกับจำเลยที่ 5 ว่าจำเลยออกเช็คให้เป็นการค้ำประกันต่อจำเลยที่ 5 มาใช้ยันโจทก์ผู้ทรงเช็คหาได้ไม่”
- กรณีที่ธนาคารปฏิเสธการชำระเงินตามเช็ค เช็คก็สามารถโอนต่อไปได้ บุคคลไปลงลายมือชื่อในเช็คก็ต้องรับผิดตามที่ตนลงลายมือชื่อ
ฎีกาที่ 5766/2537″เมื่อเช็คพิพาทมีรายการครบถ้วนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 988 แม้ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินแล้วก็ยังคงเป็นเช็คตามมาตรา 987 จำเลยที่ 1 ผู้สั่งจ่ายและจำเลยที่ 2 ที่ 3 ผู้สลักหลังยังคงต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คพิพาทตาม มาตรา 900 เช็คพิพาทเป็นเช็คสั่งจ่ายให้แก่โจทก์หรือผู้ถือ จำเลยที่ 4 สลักหลังเช็คพิพาทย่อมเป็นประกัน (อาวัล) สำหรับจำเลยที่ 1 และมีความรับผิดอย่างเดียวกับจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 921,940 ประกอบด้วยมาตรา 989ทั้งต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายและจำเลยที่ 2 และที่ 3 ผู้รับอาวัลรับผิดตามเช็คพิพาทต่อโจทก์ตามมาตรา 967ประกอบด้วยมาตรา 989 แม้จำเลยที่ 4 สลักหลังเช็คพิพาทหลังจากธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินก็ไม่ทำให้จำเลยที่ 4 หลุดพ้นจากความรับผิดตามเช็คพิพาท
ฎีกาที่ 313/2521″เมื่อเช็คพิพาทมีรายการครบถ้วนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 988 แม้ธนาคารจะปฏิเสธการจ่ายเงินแล้วก็ยังเป็นเช็คตามความหมายแพ่งมาตรา 987 อันจำเลยที่ 1 ผู้สั่งจ่ายต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คนั้นตาม มาตรา 900 เมื่อจำเลยที่ 2 เอาเช็คดังกล่าวมาแลกเงินจากโจทก์และสลักหลังมอบเช็คนั้นให้โจทก์ โจทก์ย่อมเป็นผู้มีเช็คไว้ในความครอบครองในฐานเป็นผู้รับสลักหลัง โจทก์จึงเป็นผู้ทรงเช็คพิพาทตามมาตรา 905 และเมื่อเช็คดังกล่าวเป็นเช็คซึ่งสั่งให้ใช้เงินแก่ผู้ถือ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้สลักหลังย่อมเป็นประกัน (อาวัล) สำหรับจำเลยที่ 1 ผู้สั่งจ่ายมีความรับผิดอย่างเดียวกับบุคคลซึ่งตนประกันตาม มาตรา 921, 940 ประกอบด้วยมาตรา 989 และจะต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 ผู้สั่งจ่ายรับผิดตามเช็คพิพาทต่อโจทก์ ตามมาตรา 967 ประกอบด้วย 989 แม้จำเลยที่ 2 จะสลักหลังเช็คหลังจากที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คนั้นแล้ว ก็ไม่ทำให้จำเลยที่ 2 หลุดพ้นจากความผิดตามเช็คพิพาทต่อโจทก์”
บุคคลผู้ที่มิได้ลงลายมือในตั๋วเงิน ย่อมไม่ต้องรับผิดในตั๋วเงินนั้น
- กรณีตั๋วแลกเงิน ผู้จ่ายไม่มีความรับผิดตามตั๋วแลกเงิน จะต้องรับผิดเมื่อได้ทำการรับรองตั๋ว คือการลงลายมือชื่อ (มาตรา 931)
- กรณีตามเช็คธนาคารไม่ต้องรับผิดตามเช็ค ผู้ทรงจะฟ้องให้ธนาคารรับผิดตามเช็คไม่ได้ เว้นแต่ธนาคารลงลายมือชื่อ คือ การรับรองเช็ค(มาตรา993) การออกแคชเชียร์เช็ค
ฎีกาที่ 2055/2536 “เช็คพิพาทจำเลยที่ 1 สั่งธนาคารจำเลยที่ 4 ให้จ่ายเงินแก่จำเลยที่ 2 หรือผู้ถือโดยขีดคร่อมและพิมพ์ข้อความว่า A/C PAYEE ONLY ซึ่งแปลว่า เฉพาะบัญชีผู้รับเงินเท่านั้น อันได้ความเป็นทำนองเช่นเดียวกันกับเปลี่ยนมือไม่ได้ไว้ที่ด้านหน้าเช็ค จำเลยที่ 2จะโอนเช็คพิพาทให้แก่โจทก์โดยการสลักหลังและส่งมอบในฐานะเป็นผู้รับเงินหรือจะโอนให้แก่โจทก์โดยการส่งมอบในฐานะผู้ถือหาได้ไม่จำเลยที่ 2 จะต้องนำเข้าบัญชีของตน หากจำเลยที่ 2 จะโอนเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ก็ทำได้แต่โดยรูปการและด้วยผลอย่างการโอนหนี้สามัญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 917 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 989 และการโอนสิทธิเรียกร้องตามมาตรา 306 วรรคแรก การที่จำเลยที่ 2 โอนเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ด้วยวิธีสลักหลังและส่งมอบเท่านั้น การโอนจึงไม่สมบูรณ์ โจทก์จึงไม่ใช่ผู้ทรงเช็คพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมายที่จะใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 1ผู้สั่งจ่าย ส่วนจำเลยที่ 4 เป็นเพียงคู่สัญญาของจำเลยที่ 1มิได้เป็นคู่สัญญาของโจทก์ เมื่อโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 1แล้วก็ย่อมไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 4”
ฎีกาที่ 3675/2534“โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คพิพาทซึ่งเป็นเช็คธนาคารจำเลยโดยมี พ.เป็นผู้สั่งจ่ายแต่ธนาคารจำเลยปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาททั้ง ๆ ที่บัญชีกระแสรายวันของ พ. พอที่จะจ่ายได้ ทั้งนี้เพราะนายจ้างของ พ. มีหนังสือแจ้งมายังธนาคารจำเลยขออายัดการจ่ายเงินตามเช็คพิพาท เนื่องจาก พ. ได้ฉ้อโกงเงินของนายจ้างดังนี้โจทก์ฟ้องธนาคารจำเลยให้ใช้เงินตามเช็คพิพาทไม่ได้ สิทธิของโจทก์ในฐานะผู้ทรงเช็คพิพาทเมื่อธนาคารจำเลยปฏิเสธการจ่ายเงินก็ได้แต่จะฟ้องไล่เบี้ย เอาแก่บุคคลทั้งหลายที่ลงลายมือชื่อในเช็คพิพาทเท่านั้น บทบัญญัติใน ป.พ.พ. มาตรา 991 นั้นถ้า จำเลยไม่ใช้เงินแก่โจทก์โดยไม่มีข้อแก้ตัวตามมาตรา 991(1) หรือ (2) หรือ (3)ธนาคารจำเลยก็จะต้องรับผิดต่อผู้เคยค้า คือ พ. ผู้สั่งจ่ายเท่านั้น เพราะเป็นคู่สัญญาของจำเลยตามสัญญาฝากเงินบัญชีกระแสรายวัน และมาตรา 991 มีวัตถุประสงค์เพื่อปลดเปลื้องความรับผิดของธนาคารที่มีต่อผู้เคยค้าเท่านั้น การที่ พ. ได้เปิดบัญชีกระแสรายวันไว้กับธนาคารจำเลยและมีข้อตกลงว่าการเบิกเงินจากบัญชีต้องใช้เช็คในการสั่งจ่ายเงินข้อสัญญาดังกล่าวระหว่างจำเลยกับ พ. ผู้เคยค้าไม่มีลักษณะเป็นสัญญาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลภายนอกตาม ป.พ.พ. มาตรา 374,375”
- ผู้โอนตั๋วชนิดผู้ถือ ด้วยการลงมอบ ไม่ต้องรับผิดตามตั๋วนั้น จะต้องรับผิดเมื่อลงลายมือชื่อ(มาตรา 921)
- ผู้ทรงตั๋วเงินชนิดระบุชื่อผู้รับเงินที่มีการสลักหลังลอย และต่อมาได้ส่งมอบตั๋วนั้นให้บุคคลหนึ่ง โดยไม่ได้เขียนข้อความ หรือสลักหลัง ก็ไม่ต้องรับผิดตามตั๋วเงินนั้น (มาตรา920(3))
มาตรา 902 “ถ้าตั๋วเงินลงลายมือชื่อของบุคคลหลายคน มีทั้งบุคคลซึ่งไม่อาจจะเป็นคู่สัญญาแห่งตั๋วเงินนั้นได้เลย หรือเป็นได้แต่ไม่เต็มผลไซร้ ท่านว่าการนี้ย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงความรับผิดของบุคคลอื่น ๆ นอกนั้นซึ่งคงต้องรับผิดตามตั๋วเงิน”
กรณีตั๋วเงินลงลายมือชื่อของบุคคลหลายคน ซึ่งอาจจะเป็นบุคคลที่ไม่สามารถเป็นคู่สัญญาได้เลย หรือ เป็นคู่สัญญาแต่มีข้อต่อสู้บางประการที่อาจจะทำให้ไม่ต้องรับผิดตามตั๋วเงินนั้น กฎหมายได้บัญญัติไว้ว่า ลายมือชื่อนั้นไม่กระทบกระทั้งถึงความรับผิดของบุคคลอื่น
ฎีกาที่น่าสนใจ2109/2543 “ตามคำขอเปิดบัญชีกระแสรายวันของจำเลย ระบุเงื่อนไขในการ สั่งจ่ายและถอนเงินจากบัญชีว่าเมื่อจะสั่งจ่ายหรือถอนเงินให้ใช้เช็ค ซึ่งธนาคารมอบให้ไว้สำหรับแต่ละบัญชีโดยเฉพาะ จำเลยให้ตัวอย่าง ลายมือชื่อต่อธนาคารว่าจำเลยหรือ ผ. คนใดคนหนึ่งลงลายมือชื่อ สั่งจ่ายเงินในเช็คได้โดยจำเลยในฐานะผู้มอบอำนาจได้ทำหนังสือมอบหมาย ให้ลงชื่อสั่งจ่ายเงินในเช็ค ระบุให้ ผ. เป็นผู้มีอำนาจกระทำการทั้งปวง เกี่ยวกับดำเนินบัญชีแทนจำเลย เช่น ฝาก ถอน ออกเช็ค ฯลฯ โดยจำเลย ยินยอมรับผิดชอบตามที่ ผ. จะได้กระทำไปและยินยอมรับผิดชดใช้ให้แก่ ธนาคารเสมือนหนึ่งจำเลยได้กระทำไปด้วยตนเอง จึงเป็นการมอบอำนาจ ให้ ผ. เป็นตัวแทนลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเงินในเช็คจากบัญชีกระแสรายวัน ของจำเลยแทนจำเลยได้ เช็คพิพาทเป็นเช็คสำหรับบัญชีกระแสรายวัน ของจำเลย การที่ ผ. ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาท จึงอยู่ในขอบอำนาจ ของตัวแทนตามที่ได้รับมอบหมายจากจำเลย ไม่ว่า ผ. จะนำเช็คพิพาท ไปเรียกเก็บเงินจากบัญชีกระแสรายวันของจำเลย หรือส่งมอบเช็คพิพาท ให้แก่บุคคลอื่นเพื่อเรียกเก็บเงินจากบัญชีกระแสรายวันของจำเลย ก็เป็น การกระทำการภายในขอบอำนาจที่จำเลยมอบอำนาจไว้ เมื่อธนาคารตาม เช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาท โจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงเช็คย่อมฟ้อง บังคับให้จำเลยในฐานะตัวการรับผิดใช้เงินตามเช็คพิพาทที่ ผ. ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายในฐานะตัวแทนของจำเลยได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 797, 820”
มาตรา 903 “ในการใช้เงินตามตั๋วเงินท่านมิให้ให้วันผ่อน”
การชำระหนี้ตามตั๋วเงิน ห้ามมิให้มีการผ่อนเวลาการใช้เงิน
- กฎหมายไม่มีบทลงโทษไว้ในการฝ่าฝืนตามมาตรานี้ แต่มีกำหนดไว้ในเรื่องตั๋วแลกเงินเท่านั้นคือ กรณีที่ผู้ทรงตั๋วแลกเงินยอมผ่อนเวลาให้แก้ผู้จ่าย จะทำให้ผู้ทรงสิ้นสิทธิที่จะไล่เบี้ยเอาแก่ผู้ที่เป็นคู่สัญญาคนก่อนๆ ซึ่งมิได้ตกลงในการผ่อนเวลานั้น (มาตรา 948)
ฎีกาที่ 9021/2501 “ผู้ทรงตั๋วแลกเงินไปยอมผ่อนเวลาการจ่ายเงินให้แก่ผู้จ่ายเงินตามตั๋วแลกเงินโดยมิได้ตกลงกับผู้สั่งจ่ายเสียก่อน ผู้ทรงตั๋วนั้นย่อมสิ้นสิทธิที่จะไล่เบี้ย และผู้สั่งจ่ายก็พ้นจากความรับผิดอย่างใด ๆ ตามกฎหมายต่อผู้ทรง
ในกรณีดังกล่าวข้างต้น ถ้าผู้สั่งจ่ายยอมทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้แก่ผู้ทรง ก็ย่อมถือได้ว่าเป็นการสำคัญผิดในสาระสำคัญแห่งนิติกรรม เพราะขณะนั้นไม่มีหนี้อะไรเหลืออยู่แล้วแม้หนี้เดิมตาม ป.พ.พ.มาตรา 1005 ก็ไม่ต้องรับผิด หนังสือรับสภาพหนี้นั้นจึงเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ.มาตรา 119”
- กรณีตั๋วสัญญาใช้เงิน หรือ เช็ค ถ้ามีการผ่อนเวลาการใช้เงินจะไม่มีผลให้ลูกหนี้ในตั๋วเงินหลุดพ้นความรับผิด
ฎีกาที่ 422/2521 “ผู้รับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินรับสภาพหนี้โดยใช้เงินแก่ผู้ทรงบางส่วนด้วยการออกเช็ค อายุความสะดุดหยุดลง และตั้งต้นนับใหม่ตั้งแต่วันที่หยุดนั้น ผู้รับอาวัลผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินรับผิดเช่นเดียวกับผู้ออกตั๋ว และรับผิดร่วมกัน จึงนำมาตรา 700 มาใช้ไม่ได้”
ฎีกาที่ 1595/2509 “จำเลยที่ 1 ออกเช็คให้โจทก์เพื่อชำระหนี้ จำเลยที่ 3 เป็นผู้สลักหลัง เมื่อเช็คถึงกำหนดและโจทก์นำไปเข้าบัญชี แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ผู้สั่งจ่ายและจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้สลักหลังต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงตามป.พ.พ. มาตรา 967 จำเลยที่ 3 จึงมีฐานะเป็นลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 มิได้มีฐานะเป็นผู้ค้ำประกัน จะนำป.พ.พ.มาตรา 700 และ 948 มาบังคับไม่ได้”
ฎีกาที่ 3242/2530 “ จำเลยสั่งจ่ายเช็คพิพาทให้โจทก์แม้จำเลยสั่งจ่ายเพื่อเป็นประกันหนี้เงินกู้ของ พ. ที่มีต่อโจทก์ แต่เมื่อ พ. ยังไม่ได้ชำระหนี้ต่อโจทก์หนี้ตามเช็คพิพาทจึงยังคงมีอยู่ จำเลยซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายย่อจะต้องรับผิดตามเนื้อความในเช็คนั้น ทั้งจะนำบทบัญญัติในเรื่องการผ่อนเวลาของเจ้าหนี้ตามป.พ.พ. ลักษณะค้ำประกันมาใช้บังคับเพื่อให้จำเลยพ้นจากความรับผิดหาได้ไม่ความเสียหายอันเกิดจากผู้ทรงเช็คไม่นำเช็คไปขึ้นเงินต่อธนาคารภายในกำหนดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 990 นั้นหมายถึงผู้สั่งจ่ายเสียเงินที่มีอยู่ในธนาคาร เพราะการที่ผู้ทรงไม่นำเช็คไปขึ้นเงินภายในกำหนด เช่นธนาคารล้มละลาย เป็นต้น ดังนั้น แม้จะฟังได้ว่าการที่โจทก์นำเช็คพิพาทไปยื่นต่อธนาคารเพื่อให้ใช้เงินล่าช้าจน พ.หลบหนีไปแล้วจึงดำเนินการ ทำให้จำเลยเสียหาย ไม่สามารถใช้สิทธิไล่เบี้ยจาก พ.ได้ กรณีก็ไม่ต้องด้วยบทกฎหมายดังกล่าว จำเลยจึงไม่พ้นความรับผิดตามเช็คพิพาท”
ฎีกาที่ 1034/2507“จำเลยที่ 1 ลงนามเป็นผู้สั่งจ่ายเช็คฉบับหนึ่ง จำเลยที่ 2 ลงนามสลักหลังเช็คนั้น แต่โจทก์ขึ้นเงินไม่ได้ในวันที่ลงในเช็ค เช่นนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 400,467 บุคคลผู้ลงลายมือชื่อของตนในตั๋วเงินย่อมจะต้องรับผิดตามเนื้อความในตั๋วเงินนั้น เมื่อจำเลยที่ 2 ลงชื่อสลักหลังเช็คซึ่งเป็นตั๋วเงินประเภทหนึ่ง ก็จะปัดตนให้พ้นความรับผิดไปหาได้ไม่ ฐานะของจำเลยที่ 2 ไม่ใช่ผู้ค้ำประกันหรือเป็นผู้รับอาวัล เมื่อเช็คฉบับนี้ทางธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินจำเลยที่ 2 ก็ต้องรับผิดตามที่ตนได้ลงนามสลักหลังเช็คนั้นไว้ด้วย”
มาตรา 904 “อันผู้ทรงนั้น หมายความว่าบุคคลผู้มีตั๋วเงินไว้ในครอบครองโดยฐานเป็นผู้รับเงินหรือเป็นผู้รับสลักหลัง ถ้าและเป็นตั๋วเงินสั่งจ่ายให้แก่ผู้ถือ ๆ ก็นับว่าเป็นผู้ทรงเหมือนกัน”
ผู้ทรง คือ บุคคลที่มีตั๋วเงินไว้ในครอบครอง โดยฐานผู้รับเงินหรือผู้รับสลักหลัง ถ้าเป็นผู้ครอบครองตั๋วชนิดผู้ถือก็ถือว่าเป็นผู้ทรงเช่นเดียวกัน
ข้อสังเกต
- การครอบครอง ต้องเป็นการครอบครองโดยเจตนาที่จะยึดถือเพื่อตน (มาตรา 1367)
- กรณีผู้ทรงในฐานะเป็นผู้รับสลักหลัง รับโอนตั๋วเงินมา จะเป็นผู้ทรงโดยชอบด้วยกฎหมาย ต้องแสดงให้ปรากฏสิทธิด้วยการสลักหลังไม่ขาดสาย (มาตรา 905)
เรียบเรียงโดย ทีมงาน LawDD
|