|
|
| หัวข้อ : สรุปกฎหมายอาญามาตรา 1-58,107-208 ครั้งที่ 3 เนติบัณฑิตสมัยที่ 65 |
หมวดหมู่ : กฎหมายที่น่าสนใจ รายละเอียด : รวมข้อมูล เกี่ยวกับประเด็นกฎหมายที่น่าสนใจ อื่นๆ |
|
|
|
|
|
กฎหมายอาญาต้องตีความอย่างเคร่งครัด ตีความตามตัวอักษรและวัตถุประสงค์การตีความตามตัวอักษรถ้าเขียนไว้ชัดเจนแล้วจะตีความเป็นอย่างอื่นไม่ได้ เช่น การแสดงตนเป็นคนสนิทชอบของเจ้าพนักงานฎีกาที่ 340/2506(ประชุมใหญ่)จำเลยหลอกลวงโจทก์ว่าจำเลยเป็นผู้ใกล้ชิดกับอัยการและผู้พิพากษา เรียกร้องเอาเงินเพื่อจะนำไปให้เพื่อให้ช่วยให้บุตรโจทก์หลุดพ้นคดีอาญาโจทก์หลงเชื่อได้มอบเงินให้จำเลยไปการกระทำของโจทก์ดังนี้ เป็นการร่วมกับจำเลยในการนำสินบนไปให้เจ้าพนักงาน อันอาจถือได้ว่าโจทก์ใช้ให้จำเลยกระทำความผิดโจทก์จึงมิใช่ผู้เสียหายที่จะนำคดี (หาว่าฉ้อโกง)มาฟ้องจำเลยได้
การหลบหนีจากการควบคุม ฎีกาที่ 519/2500การล่ามโซ่ไม่ใช่ที่คุมขังตาม มาตรา 164 จำเลยหักโซ่หลบหนีไปจากการควบคุมระหว่างผู้ใหญ่บ้านควบคุมตัวไปส่งพนักงานสอบสวน ดังนี้ จำเลยมีความผิดตามมาตรา 163 เท่านั้น
ศาลฎีกาเห็นว่าการหักโซ่ที่ลามข้อมือไม่เป็นการแหกที่คุมขัง ตามมาตรา 190 วรรคสอง
ผู้สืบสันดาน ตามกฎหมายแพ่ง1627ให้ถือเสมือนว่าบุตรบุญธรรมเป็นผู้สืบสันดานเหมือนบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย มาตรา 71ตามกฎหมายอาญาถ้าผู้บุพการีกระทำต่อผู้สืบสันดานหรือผู้สืบสันดานกระทำต่อผู้บุพการีในความผิดตามที่บัญญัติในมาตรา 71แม้กฎหมายไม่ได้บัญญัติให้เป็นความผิดอันยอมความได้ ก็ให้ถือว่าเป็นความผิดอันยอมความได้
ตัวอย่าง บุตรบุญธรรมไปลักทรัพย์ของผู้รับบุตรบุญธรรม กรณีตามกฎหมายอาญาศาลตีความตามพจนานุกรมของราชบัณฑิตฯ ศาลจะไม่นำมาตรา 1627 ตามกฎหมายแพ่งมาใช้บังคับ เพราะวัตถุประสงค์ในการใช้ต่างกันผู้สืบสันดานในกฎหมายอาญาหมายถึงผู้สืบเชื้อสายโลหิตโดยตรงลงมา ส่วนผู้บุพการี หมายถึง ผู้สืบเชื้อสายโลหิตโดยตรงขึ้นไป เพราะฉะนั้นบุตรบุญธรรทจึงไม่ใช่ผู้สืบสันดานตามความหมายของกฎหมายอาญา ถึงแม้บุตรบุญธรรมจะมีสิทธิ์รับมรดกตามกฎหมายแพ่งมาตรา1627 ก็ตาม การตีความในกฎหมายอาญาต้องตีความอย่างเคร่งครัด จะนำบทบัญญัติในกฎหมายแพ่งมาตีความผู้สืบสันดานตามปอ.มาตรา 71 วรรคสองไม่ได้ บุตรบุญธรรมจึงไม่ใช่ผู้สืบสันดาน
การที่บุตรบุญธรรมลักทรัพย์ของผู้รับบุตรบุญธรรมไม่ใช่เป็นเรื่องที่ผู้สืบสันดานกระทำต่อผู้บุพการี จึงยอมความกันไม่ได้ ฎีกาที่ 956/2509
ฎีกาที่ 1384/2516ผู้บุพการีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5(2)นั้น หมายถึงผู้บุพการีตามความเป็นจริงโจทก์กับนางลั่นแต่งงานกันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมาย ผู้ตายอายุ 17 ปียังเป็นผู้เยาว์ เป็นบุตรอยู่เรือนเดียวกันและอยู่ในความปกครองของโจทก์กับนางลั่น โจทก์เป็นผู้ไปแจ้งการเกิดว่าผู้ตายเป็นบุตรของตน และเป็นผู้ให้การศึกษาแก่ผู้ตายตลอดมา แต่โจทก์ไม่เคยยื่นคำร้องต่ออำเภอรับรองผู้ตายว่าเป็นบุตร แม้ผู้ตายจะมิใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ แต่โจทก์ก็เป็นผู้บุพการีของผู้ตายตามความเป็นจริง เมื่อผู้ตายถูกจำเลยทำร้ายถึงแก่ความตาย โจทก์ซึ่งเป็นผู้บุพการีตามความเป็นจริงของผู้ตายย่อมมีอำนาจฟ้องคดีแทนผู้ตายได้
ฎีกาที่ 79/2509 พระราชบัญญัติป่าไม้ฯ มาตรา 41 บัญญัติห้ามมิให้ผู้ใดนำไม้หรือของป่าผ่านด่านป่าไม้ในระหว่างเวลาตั้งแต่พระอาทิตย์ตกถึงเวลาพระอาทิตย์ขึ้นเว้นแต่จะได้รับอนุญาตฯลฯแต่พระราชบัญญัติป่าไม้ไม่มีวิเคราะห์ศัพท์คำว่า ‘ผ่าน’ ก็ต้องตีความหมายธรรมดา (ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน) หมายถึงกิริยาที่ล่วงพ้นไป ตัดไปลัดไป หรือข้ามไปฉะนั้นเมื่อคดีได้ความว่าจำเลยเพียงแต่นำไม้เข้ามาในเขตด่านป่าไม้ จะแปลว่าจำเลยได้นำไม้ผ่านด่านป่าไม้ไม่ได้จำเลยไม่มีความผิดตามมาตรา 41
ความผิดฐานปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายตามมาตรา 340 วรรคท้าย ตัวอย่างคนร้ายใช้ปืนยิงเจ้าทรัพย์เป็นเหตุให้คนตาย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เป็นการปล้นทรัพย์โดยใช้ปืนยิงไม่ใช่เป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้คนตาย เพราะผู้ตายไม่ใช่ผู้อื่นแต่เป็นพวกที่ปล้นด้วยกันเอง ไม่ผิดตามมาตรา 340 วรรคท้าย ฎีกาที่ 1917/2511
หลักกับเครื่องหมายเขตที่เจ้าหน้าที่ที่ดินทำเพื่อลงหลักเขต การรังวัดเนื้อที่ไม่สามารถรังวัดให้เสร็จภายในวันเดียวได้ เจ้าหน้าที่ที่ดินต้องใช้หลักหรือเครื่องหมายเขตที่ทำขึ้นโดยสังเขปปักไว้ การที่ยักย้ายเครื่องหมายเขตมีความผิดตามมาตรา 363ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจะเป็นความผิดตามมาตรา 363 จะต้องเป็นเครื่องหมายเขตหรือหลักที่แสดงสิทธิแห่งอสังหาริมทรัพย์โดยแท้จริง ไม่รวมถึงหลักหรือเครื่องหมายที่ทำขึ้นมาโดยสังเขป ฎีกาที่ 2861/2517
ทำให้เสียทรัพย์ตามมาตรา 358 จำเลยไปถอนเสารั้วของผู้อื่นมารวมกันไว้ เพื่อให้ตนมีทางเดิน เจ้าของมาฟ้องจำเลยฐานทำให้เสียทรัพย์ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการทำให้เสียทรัพย์นั้นผู้กระทำความผิดต้องมีเจตนาทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย การที่จำเลยถอนเสามากองรวมกันไว้เพื่อให้จำเลยมีทางเดินตามที่เคยเดินยังไม่ผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ฎีกาที่ 705/2507
มาตรา 334 ลักทรัพย์ ฎีกาที่ 877/2501 ลักกระแสไฟฟ้าเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามมาตรา 334 องค์ประกอบคือ ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่นหรือผู้อื่นเป็นเจ้าของร่วมอยู่ด้วยไปโดยทุจริต
ฎีกาที่ 1880/2542(ประชุมใหญ่)การที่จำเลยลักเอาสัญญาณจากตู้โทรศัพท์ ไปใช้เพื่อประโยชน์ของจำเลยโดยทุจริต เป็นความผิดฐานลักทรัพย์เช่นเดียวกับลักกระแสไฟฟ้า คำว่า “โทรศัพท์” สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนอธิบายว่าโทรศัพท์เป็นวิธีแปลงเสียงพูดให้เป็นกระแสไฟฟ้าแล้วส่งกระแสไฟฟ้าให้กลับเป็นเสียงพูดอีกครั้งหนึ่ง สัญญาณโทรศัพท์จึงเป็นกระแสไฟฟ้าที่แปลงมาจากเสียงพูดเคลื่อนที่ไปตามสายลวดตัวนำจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง การที่จำเลย ลักเอาสัญญาณโทรศัพท์จากตู้โทรศัพท์แห่งประเทศไทยไปใช้ เพื่อประโยชน์ของจำเลยโดยทุจริต จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์เช่นเดียวกับการลักกระแสไฟฟ้า จำเลยเป็นนักศึกษา อายุยังน้อย ประกอบกับได้ บรรเทาผลร้ายโดยชดใช้เงินให้แก่ผู้เสียหายไปแล้วและเพิ่ง กระทำความผิดครั้งนี้เป็นครั้งแรกจึงเห็นควรให้รอการลงโทษ จำเลยไว้ แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำเห็นสมควรลงโทษปรับด้วย
เจ้าพนักงานตามกฎหมายอาญา หมายถึง ผู้ได้รับแต่งตั้งตามกฎหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการ ฎีกาที่ 1787/2524 เจ้าพนักงานย่อมหมายถึงบุคคลผู้ปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยได้รับแต่งตั้งตามกฎหมาย กล่าวคือในการแต่งตั้งนั้นมีกฎหมายระบุถึงวิธีการแต่งตั้งไว้ และได้มีการแต่งตั้งถูกต้องตามกฎหมายที่ระบุไว้นั้น จำเลยที่ 1เป็นกำนัน จำเลยที่ 2 เป็นแพทย์ประจำตำบล จำเลยที่ 3 เป็นผู้ใหญ่บ้านโดยได้รับการแต่งตั้งตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ฯ จำเลยทั้งสามจึงมีฐานะเป็นเจ้าพนักงาน เมื่อจำเลยทั้งสามเป็นกรรมการสภาตำบลตามกฎหมายว่าด้วยการจัดระเบียบบริหารของตำบล และมีระเบียบของสำนักนายกว่าด้วยการปฏิบัติตามโครงการพัฒนาท้องถิ่นและช่วยประชาชนในชนบทในฤดูแล้ง พ.ศ. 2518 กำหนดให้กำนันแพทย์ประจำตำบล และผู้ใหญ่บ้าน เป็นคณะกรรมการดำเนินการตามโครงการพัฒนาท้องถิ่นและช่วยประชาชนในชนบทฯ เรียกโดยย่อว่า ปชลต. ซึ่งระเบียบดังกล่าวนั้นเป็นระเบียบที่ออกโดยชอบด้วยกฎหมายการที่จำเลยทั้งสามดำเนินการในฐานะเป็นคณะกรรมการ ปชลต.ย่อมเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการของเจ้าพนักงานผู้มีตำแหน่งหน้าที่ราชการนั้น อันอาจเป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการได้
จำเลยที่ 4 และที่ 5 เป็นกรรมการสภาตำบลผู้ทรงคุณวุฒิตาม ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 326 หาใช่ข้าราชการหรือได้รับการแต่งตั้งตามกฎหมายอย่างใดไม่ แม้ได้รับแต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการดังกล่าวด้วยแต่ระเบียบว่าด้วยการปฏิบัติตามโครงการพัฒนาท้องถิ่นฯ มิใช่กฎหมาย เมื่อจำเลยทั้งสองมิได้รับการแต่งตั้งตามกฎหมาย และไม่มีกฎหมายใด บัญญัติไว้ว่าให้เป็นเจ้าพนักงาน ถึงแม้ว่าจำเลยทั้งสองจะได้รับมอบหมาย ให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการก็หาใช่เจ้าพนักงานไม่
ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการนั้น ถึงบุคคลธรรมดากระทำ โดยลำพังจะไม่เป็นความผิด แต่เมื่อร่วมกับเจ้าพนักงานก็อาจเป็น ผู้สนับสนุนได้ เจ้าพนักงานต้องมีการแต่งตั้งและต้องมีการปฏิบัติราชการ หากมีการแต่งตั้งเป็นเจ้าพนักงานแต่มิได้ปฏิบัติราชการก็ไม่เป็นเจ้าพนักงาน
ฎีกาที่ 82-86/2506เจ้าหน้าที่ของคุรุสภาไม่ใช่ข้าราชการ แม้ยักยอกเงินในหน้าที่ก็ไม่ใช่กระทำผิดในฐานะเจ้าพนักงาน เงินของคุรุสภาไม่ใช่เงินงบประมาณของแผ่นดิน แม้จำเลยจะเป็นข้าราชการ แต่เมื่อเงินที่ยักยอกไม่ใช่เงินของราชการหรืออยู่ในความรักษาของราชการ จะลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147,151 ไม่ได้ และแม้จำเลยมิได้ยกข้อนี้ขึ้นในชั้นอุทธรณ์ ก็ยกขึ้นในชั้นฎีกาได้
โจทก์บรรยายฟ้องเป็นความผิดฐานยักยอก ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 352 แต่ขอให้ลงโทษตามมาตรา 147,151 ศาลย่อมลงโทษตามมาตรา 352 ได้
ฟ้องบรรยายว่าผู้เสียหายร้องทุกข์แล้ว จำเลยยื่นคำให้การรับสารภาพพร้อมด้วยคำแถลงซึ่งระบุว่ารับสารภาพตามฟ้องทุกประการ แสดงว่ารับสารภาพตลอดถึงเรื่องร้องทุกข์ด้วย
คดีความผิดต่อส่วนตัวหรือความผิดอันยอมความได้ แม้ผู้เสียหายจะพอใจตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โจทก์ก็ยังมีสิทธิอุทธรณ์
จำเลยได้รับมอบหมายให้ไปรับเงินของคุรุสภาจากธนาคารออมสินเพื่อจ่ายให้แก่นางสำรวย จำเลยรับเงินแล้วยักยอกเสีย เงินก็ยังเป็นของคุรุสภาอยู่ นางสำรวยไม่ใช่ผู้เสียหายไม่อาจถอนคำร้องทุกข์ให้คดีระงับไป
เจ้าหน้าที่ของผู้เสียหายมีหนังสือถึงจำเลยความว่าเงินที่จำเลยยักยอกไปนั้นทางคุรุสภาประจำจังหวัดได้รับคืนจากจำเลยแล้ว ไม่ประสงค์จะให้จำเลยได้รับโทษทางอาญาต่อไป ดังนี้ ไม่ใช่การถอนคำร้องทุกข์หรือการยอมความ
หากกฎหมายมิได้บัญญัติไว้การตีความนั้นให้ตีความตามพจนานุกรมซึ่งเป็นความหมายทั่วๆไป
ความผิดต่อหน้าธารกำนัลฎีกาที่ 1069/2506คำว่า “กระทำการถามอย่างอื่น” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 388 นั้น ไม่ได้หมายเฉพาะแต่เรื่องเกี่ยวกับร่างกายเท่านั้น ย่อมหมายถึงวาจาด้วย จำเลยกล่าวคำว่า “เย็ดโคตรแม่มึง” ต่อหน้าธารกำนัล จึงเป็นผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 388 แล้ว
การขัดขืนคำบังคับของพนักงานสอบสวนที่ให้ถ้อยคำมาตรา 168 ฎีกาที่ 1341/2509เมื่อมีผู้ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนกล่าวหาว่าจำเลยบุกรุกที่ดิน จำเลยย่อมตกอยู่ในฐานะเป็นผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 2 (2)แล้ว ซึ่งในชั้นสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 134 พนักงานสอบสวนจะบังคับให้ผู้ต้องหาให้ถ้อยคำใด ๆ ไม่ได้ และมาตรา 135 ก็บัญญัติห้ามมิให้พนักงานสอบสวนล่อลวงหรือขู่เข็ญผู้ต้องหาให้ให้การอีกด้วย จึงเห็นได้ว่า หมายเรียกของพนักงานสอบสวนที่ให้ผู้ต้องหามาเพื่อให้การ ไม่เข้าลักษณะเป็นคำบังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 168
กรณีผู้ต้องหาขัดขืนไม่มาให้การตามหมายเรียกโดยไม่มีข้อแก้ตัวอันควรนั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 66(3) บัญญัติทางแก้ไว้ ให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจออกหมายจับตัวมาได้ เป็นการลงโทษอยู่แล้ว จึงเห็นได้ว่า เจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายอาญามาตรา 168 หาได้มุ่งหมายจะใช้บังคับกับผู้ต้องหาที่ขัดขืนไม่มาให้การต่อพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกด้วยไม่
เรียบเรียงโดย ทีมงาน LawDD
|
สรุปกฎหมายอาญามาตรา 1-58,107-208 ครั้งที่ 3 เนติบัณฑิตสมัยที่ 65 | สาระความรู้ บทความกฎหมาย ที่น่าสนใจ ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม
จำนวนผู้ชม : 3353 ครั้ง
ลงวันที่ 24/05/2013 10:01:08

|
ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน
|
|