หัวข้อ : สรุป กฎหมายหนี้ ภาคค่ำ ครั้งที่ 3 เนติบัณฑิตสมัยที่ 65
หมวดหมู่ : กฎหมายที่น่าสนใจ
รายละเอียด : รวมข้อมูล เกี่ยวกับประเด็นกฎหมายที่น่าสนใจ อื่นๆ



   วัตถุแห่งหนี้มาตรา 194-202
          วัตถุแห่งหนี้นั้น ต้องพิจารณาในเบื้องต้นก่อนว่า ความผูกพันของลูกหนี้ในมูลหนี้ที่เกิดขึ้นนั้น ลูกหนี้มีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติการชำระหนี้อะไร ซึ่งการปฏิบัติการชำระหนี้ของลูกหนี้นั้น วัตถุแห่งหนี้ในการปฏิบัติการชำรหนี้นั้นอาจจะยังไม่แน่นอน เช่น สัญญาซื้อขาย อาจจะมีการซื้อขายตัวทรัพย์ที่ยังไม่แน่นอนก็ได้ ซึ่งตามมาตรา 460 ป.พ.พ. จะบัญญัติให้เห็นไว้เลยว่า หากเป็นทรัพย์จำนวนมาก ในการที่จะมีการตกลงซื้อขายทรัพย์จำนวนหนึ่ง ก็จะต้อง หมาย นับ ชั่ง ตวง วัด หรือคัดเลือก ฉะนั้น หากมีการตกลงซื้อขายกันแล้วแต่ยังไม่ได้ หมาย นับ ชั่ง ตวง วัดหรือคัดเลือก ก็จะเป็นสัญญาซื้อขายที่มีวัตถุแห่งหนี้ยังไม่แน่นอน ฉะนั้นจึงต้องบัญญัติในเรื่องวัตถุแห่งหนี้ขึ้นมา เพราะในเรื่องหนี้นั้นความสำคัญจะอยู่ในเรื่องความรับผิดของลูกหนี้ จึงมีผลต่อวัตถุแห่งหนี้ในการที่ลูกหนี้ต้องปฏิบัติการชำระหนี้
          วัตถุแห่งหนี้จะเริ่มจากมาตรา 195-202 จะมีอยู่ 3 เรื่องที่จะเกี่ยวข้องกับวัตถุแห่งหนี้ที่ไม่แน่นอนจะทำอย่างไรให้แน่นอนก็ด้วยกฎหมายให้หลักเกณฑ์ไว้ในหมวด 1 คือ
         1. กรณีทรัพย์ที่ระบุไว้เป็นเพียงประเภทอยู่ในมาตรา 195 ซึ่งเป็นวัตถุแห่งหนี้ซึ่งจะต้องทำการชำระหนี้นั้นไม่ได้เป็นทรัพย์เฉพาะสิ่ง เมื่อยังไม่เป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งจะทำอย่างไรให้ทรัพย์ที่ระบุไว้เป็นเพียงประเภทให้เป็นทรัพย์เฉพาะสิ่ง
         2. ในเรื่องหนี้ที่จะต้องชำระหนี้ ,เงินตราต่างประเทศตามมาตรา 196 , หนี้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเงินตราต่างประเทศ มาตรา 197
         3. วัตถุแห่งหนี้ที่ไม่แน่นอนที่มีการชำระหนี้ได้หลายอย่าง กรณีนี้จะเป็นการเปิดกว้าง โดยอาจจะเป็นหนี้กระทำการก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นหนี้ส่งมอบทรัพย์อย่างเดียว
เป็น 3 หลักเกณฑ์ที่กฎหมายวางหลักให้ ถ้าเกิดปัญหาวัตถุแห่งหนี้ไม่แน่นอนใน 3 กรณีนี้แล้วก็จะ
มีหลักเกณฑ์ของกฎหมายมาวางหลักให้ เพราะทั้ง 3 กรณีนี้จะเห็นเจตนาของคู่กรณีที่เกี่ยวข้องเป็นเจ้าหนี้ลูกหนี้นั้น ไม่ได้ทำการตกลงกันไว้ในปัญหา 3 กรณีนี้ กรณีดังกล่าวเมื่อไม่ได้ตกลงกันไว้หลักกฎหมายหนี้ก็จะมีบทบาทขึ้นมา เพราะหลักกฎหมายหนี้นั้น โดยเฉพาะกรณีหนี้ในสัญญานั้นคู่กรณีอาจจะตกลงกันได้ว่าจะผูกพันกันในลักษณะอย่างไร มีสิทธิหน้าที่ความรับผิดกันอย่างไร แต่ถ้าเป็นหนี้ตามกฎหมายแล้วอาจจะไม่ได้มีการตกลงกัน เพราะเกิดขึ้นโดยกฎหมาย เช่น หนี้ในมูลละเมิด
มาตรา 195
         - ทรัพย์ที่ระบุไว้เป็นเพียงประเภทนั้น มีคำศัพท์ที่ใช้เรียกกันในกฎหมายหนี้ ก็คือ “ทรัพย์ทั่วไป” ซึ่งเป็น
ทรัพย์ที่ตรงข้ามกับคำว่า “ทรัพย์เฉพาะสิ่ง” ซึ่งในกฎหมายไม่มีบัญญัติไว้ แต่มีความหมายเช่นเดียวกับคำว่า “ทรัพย์ที่ระบุไว้เป็นเพียงประเภทที่อยู่ในมาตรา 195 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
          มาตรา 195 กฎหมายเขียนไว้ว่า “เป็นเพียงทรัพย์ที่ระบุไว้เป็นเพียงประเภท” ในความหมายของกฎหมายนั้นกฎหมายได้วางหลักทรัพย์ซึ่งเป็นวัตถุแห่งหนี้ที่ไม่แน่นอนหรือทรัพย์ทั่วไปที่ไม่ใช่ทรัพย์เฉพาะสิ่ง
         มาตรา 195 จึงวางหลักว่า ถ้าโดยสภาพแห่งนิติกรรม ก็คือ นิติกรรมเกิดจากการแสดงเจตนาของคู่กรณีที่เป็นเจ้าหนี้ลูกหนี้ไม่อาจกำหนดไว้ว่า ทรัพย์นั้นพึงเป็นชนิดอย่างไรไซร้ ท่านว่าลูกหนี้จะต้องส่งมอบทรัพย์ชนิดปานกลาง กรณีดังกล่าวกฎหมายจึงแก้ปัญหาให้ว่า ถ้าในวัตถุแห่งหนี้ที่เป็นการส่งมอบทรัพย์หรือยังมิได้ระบุประเภทไว้หรือมิได้ตกลงกันไว้ ต้องส่งมอบทรัพย์ชนิดปานกลาง
          ดังนั้นในมาตรา 195 คำว่า “ประเภท” กับ “ชนิด” จึงต่างกัน คำว่า “ประเภท” หมายถึง รู้ถึงตัวทรัพย์(วัตถุแห่งหนี้) แต่อาจจะไม่รู้ถึง “ชนิด” ซึ่ง ชนิด หมายถึง คุณภาพในตัวทรัพย์ในการที่จะส่งมอบวัตถุแห่งหนี้ เพราะฉะนั้นจึงต้องมาพิจารณาคำว่า “ชนิด” ว่าแค่ไหนถึงจะเรียกว่า “ชนิดปานกลาง” ซึ่งก็ต้องนำตลาดของสินค้าชนิดนั้นมาเป็นเกณฑ์ว่าชนิดปานกลางที่ลูกหนี้มีหน้าที่ต้องส่งมอบนั้นเป็นชนิดใด คงต้องขึ้นอยู่กับในแต่ละกรณี
          ส่วนในกรณีตามมาตรา 195 วรรคสอง เป็นหลักทั่วไปที่ว่า ทรัพย์ที่ระบุไว้เป็นเพียงประเภทนั้น ทรัพย์ดังกล่าวยังไม่เป็นทรัพย์เฉพาะสิ่ง คือ ยังไม่เป็นทรัพย์ที่แน่นอน ซึ่งในตอนท้ายของกฎหายได้บัญญัติไว้ว่า ทรัพย์นั้นจึงเป็นวัตถุแห่งหนี้จำเดิมแต่เวลานั้นไป มีความหมายคือ จะทำให้ทรัพย์ที่ยังไม่แน่นอนกลายเป็นทรัพย์ที่แน่นอน การที่จะทำให้ทรัพย์นั้นกลายเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่ง ก็คือ กฎหมายได้บัญญัติไว้ในมาตรา 195 วรรคสอง คือ ทำทุกอย่างแล้ว เหลือเพียงการส่งมอบเท่านั้นเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่จะเตรียมส่งมอบให้กับเจ้าหนี้แล้ว นี่ก็จะถือว่าทรัพย์นั้นกลายเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่ง
          ซึ่งมาตรา 460 กฎหมาก็จะเขียนไว้ในกรณีที่จะทำให้กลายเป็นทรัพย์ที่แน่นอนหรือทรัพย์เฉพาะสิ่ง คือ กรณีตามมาตรา 460 เป็นกรณีซื้อขายทรัพย์ซึ่งไม่ได้กำหนดลงไว้แน่นอน ท่านว่า กรรมสิทธิ์ยังไม่ได้โอนไปจนกว่าจะได้ หมาย นับ ชั่ง ตวง วัด หรือคัดเลือกหรือทำโดยวิธีอื่นที่จะทำให้บ่งตัวทรัพย์สินชนิดนั้นออกเป็นแน่นอนแล้ว มาตรา 460 จึงเป็นบทขยายของมาตรา 195 ในเรื่องการส่งมอบทรัพย์ว่าถ้าลูกหนี้ได้กระทำการอันตนจึงพึงต้องทำเพื่อส่งมอบทรัพย์สินนั้นทุกประการแล้ว ทรัพย์นั้นก้จะกลายเป็นทรัพย์เฉพาะเจาะจะเป็นทรัพย์ที่แน่นอน ตามมาตรา 195 ที่ว่า ทรัพย์นั้นจึงเป็นวัตถุแห่งหนี้จำเดิมแต่เวลานั้นไป
          ฎีกา 468/32 การซื้อขายสินค้าที่ชำรุดเพราะน้ำท่วม เป็นการการซื้อขายสินค้าในโกดังยกเหมา ปรากฏว่าเมื่อตกลงกันเรียบร้อยแล้วเกิดปัญหาในเรื่องการชำระราคา เพราะเมื่อลูกค้าสำรวจสินค้าบางอย่างเสียหายมากพอสมควร ลูกค้าจึงฟ้องเรียกค่าเสียหายทีเกิดขึ้น
          ศาลฏีกาเห็นว่า สินค้าพิพาทเป็นสินค้าที่เสียหายเนื่องจากน้ำท่วม แล้วกองรวมไว้ในโกดังโดยไม่ได้จำแนกว่าเสียหายมากน้อยเป็นจำนวนเท่าใด ในการซื้อขายสินค้าพิพาทดังกล่าว ซึ่งโจทก์ซึ่งเป็นผู้ขายและจำเลยผู้ซื้อ ต่างก็ไม่ได้ยึดถือเอกสารที่ระบุรายการสินค้าที่ได้รับความเสียหายเป็นข้อเสียหายสำคัญ หากประสงค์ซื้อขายสินค้าทั้งหมดที่กองไว้เป็นการขายเหมา เมื่อจำเลยซื้อสินค้าได้กรรมสิทธิ์ในสินค้าทั้งหมดตกเป็นจำเลย โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดชอบในกรณีที่สินค้าดังกล่าวเสียหาย
          เพราะฉะนั้น การที่จะทำให้ทรัพย์ทั่วไปกลายเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่ง ก็คือ (1)ลูกหนี้กระทำการอันตนจะพึงต้องทำเพื่อส่งมอบสิ่งนั้นทุกประการแล้ว หรือ (2) ลูกหนี้ได้กำหนดทรัพย์ที่จะส่งมอบด้วยความยินยอมของเจ้าหนี้ ซึ่งวิธีที่สองเป็นวิธีที่ชัดเจนกว่ากรณีแรก เพราะวิธีที่สองจะมีความยินยอมของเจ้าหนี้ด้วย
ในการที่กฎหมายต้องวางหลักเกณฑ์เพื่อกำหนดตัวทรัพย์ เพราะในมูลหนี้ที่เกิดขึ้นในลักษณะทรัพย์ที่ไม่แน่นอน ก็เกิดปัญหาที่ว่าลูกหนี้ได้ปฏิบัติการชำระหนี้ได้ถูกต้องหรือไม่จึงต้องพิจารณาในขั้นตอนแรกว่า วัตถุแห่งหนี้นั้นเป็นวัตถุแห่งหนี้ที่ไม่แน่นอนหรือเป็นวัตถุแห่งหนี้ที่แน่นอนที่อยู่ในความหมายของทรัพย์เฉพาะสิ่งแล้ว เพราะว่าลักษณะของตัวทรัพย์ประเภทนี้จะมีผลในทางกฎหมายที่ต่างกัน ว่าถ้าตราบใดตัวทรัพย์ยังไม่แน่นอน การที่จะให้ลูกหนี้ต้องรับผิดในการส่งมอบทรพัย์แค่ไหน อย่างไร ก็ต้องพิจารณาไปตามนั้น
“ปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้เกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างทรัพย์ทั่วไปกับทรัพย์เฉพาะสิ่ง”
          กรณีที่ หนึ่ง ปัญหาเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ซึ่งเป็นวัตถุแห่งหนี้นั้นโอนไปเมื่อใด ก็คือ หากทรัพย์ซึ่งเป็นวัตถุแห่งหนี้ยังไม่เป็นทรัพย์เฉพาะสิ่ง กรรมสิทธิ์ในทรัพย์นั้นก็ยังไม่โอนไป เพราะตามมาตรา 458 ในเรื่องซื้อขายทรัพย์ ก็จะนำมาปรับใช้เมื่อทรัพย์ดังกล่าวนั้นเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งแล้ว
          กรณีที่ สอง ปัญหาเกี่ยวกับเรื่อง “ภัยพิบัติ” มาตรา 370 คือ ถ้าหากทรัพย์สินที่ได้คัดเลือกเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งแล้วเกิดสูญหรือเสียหายไปด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันจะโทษลูกหนี้ไม่ได้ ภัยพิบัตินั้นตกแก่ใคร ก็จะต้องนำเรื่องหลัก “ทรัพย์เฉพาะสิ่ง” มาพิจารณา เพราะว่าจะใช้มาตรา 370 ได้ก็ต่อเมื่อทรัพย์นั้นเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งเท่านั้น ซึ่งกฎหมายก็ได้วางหลักไว้ว่า “กรรมสิทธิ์โอน ความเสี่ยงภัยก็โอนไปด้วย” เมื่อทำสัญญาซื้อขายทรัพย์เฉพาะสิ่ง กรรมสิทธิ์ก็โอนไปยังผู้ซื้อไปแล้ว ถ้าสินค้าหรือทรัพย์เกิดเสียหายหรือเสียหายโดยไม่ใช่ความผิดของผู้ขาย ภัยพิบัตินั้นก็ตกแก่เจ้าหนี้
          กรณีที่ สาม ปัญหาเกี่ยวกับเรื่อง “การพ้นวิสัย” การจะพ้นวิสัยจะเกิดขึ้นแต่โดยเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่ง เพราะความเป็นทรัพย์ทั่วไป เป็นการเอาทรัพย์ประเภทเดียวกัน ชนิดเดียวกัน จำนวนเท่ากัน มาแทนกันได้เสมอ ปัญหาของการพ้นวิสัยจึงยังยกอ้างไม่ได้ ฉะนั้น หากทรัพย์ที่จะทำการส่งมอบให้แก่เจ้าหนี้นั้น สูญหรือเสียหายไป ก็ต้องดูว่าทรัพย์นั้นเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งหรือไม่ ถ้าเป็นทรัพย์เฉพาะสิ่งแล้วก็ถือว่าทรัพย์ที่จะทำการชำระหนี้นั้นกลายเป็นพ้นวิสัยแล้ว แต่มีข้อยกเว้นในเรื่องทรัพย์ทั่วไปที่สูญหรือเสียหายไปที่จะกลายเป็นพ้นวิสัยได้ ก็คือทรัพย์ทั่วไปที่มีการระบุแหล่งที่มาโดยเฉพาะ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 462/2493
          การที่จำเลยทำสัญญาขายแร่ในนามของตนเอง ในสัญญามิได้ระบุว่าทำแทนใคร แม้จะมีตัวการตัวการก็ไม่เคยแสดงต่อผู้ซื้อมาก่อนว่าจำเลยทำแทน ดังนี้จำเลยต้องรับผิดตามสัญญา ตัวการหาอาจทำให้เสื่อมสิทธิของผู้ซื้อที่มีต่อจำเลย ฐานจำเลยผิดสัญญาได้ไม่
                   เมื่อข้อความในสัญญามิได้ระบุว่า จำเลยทำแทนผู้ใด ที่จำเลยนำสืบว่าทำในฐานะตัวแทน จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 94
                  ข้อสัญญาที่ว่า ค่าส่งจากสถานีถึงโกดังผู้ซื้อ ผู้ขายต้องเสียเองนั้นหมายถึงว่า ผู้ขายต้องส่งมอบถึงโกดังผู้ซื้อ ไม่หมายเลยไปถึงว่า ผู้ขายจะต้องไปเอาแร่จากที่ใดที่หนึ่งมาส่ง ผู้ขายจึงอ้างเหตุสุดวิสัยว่าไม่สามารถขนส่งแร่จากที่หนึ่งมาแก้ตัวไม่ได้
                  การซื้อขายแร่แม้ผู้ซื้อขายไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติความผิดอยู่ที่ไม่ขออนุญาตกฎหมายมิได้ห้ามการซื้อขายแร่ทั้งสัญญาได้ทำในจังหวัดที่ยังมิได้ประกาศใช้ พระราชบัญญัติการทำเหมืองแร่ฯ 2474 สัญญานั้นไม่เป็นโมฆะ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2046/2531
         จำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การในวันชี้สองสถาน และข้อที่ขอแก้ไขก็เป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏชัดแจ้งในคำให้การแต่แรกอยู่แล้ว จึงเป็นคำร้องที่ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 180(2) ชอบที่จะยกคำร้องของจำเลย
                  จำเลยอ้างเหตุส่งมอบดินขาวให้โจทก์ตามสัญญาไม่ได้เพราะมีโจรแบ่งแยกดินแดนข่มขู่เรียกค่าคุ้มครองจากโรงงานที่ผลิตดินขาวของจำเลยจนคนงานไม่กล้าเข้าไปทำงาน ดังนี้ เมื่อตามสัญญามิได้เจาะจงให้ส่งมอบดินขาวจากแหล่งผลิตของโรงงานจำเลย จำเลยจึงย่อมจัดหาดินขาวจากแหล่งอื่นได้ ดินขาวมิใช่เป็นทรัพย์เฉพาะสิ่ง จำเลยจะอ้างว่าการชำระหนี้ตกเป็นพ้นวิสัยและปฏิเสธความรับผิดไม่ได้.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 149/2539 เป็นกรณีเป็นทรัพย์ทั่วไปที่ระบุแหล่งที่มา
         โจทก์ฟ้องว่าจำเลยไม่ส่งมอบไม้ฟืนที่ซื้อขายกันตามสัญญาขอให้จำเลยคืนเงินมัดจำที่รับไปพร้อมดอกเบี้ยจำเลยมิได้ให้การว่าจำเลยได้ส่งมอบไม้ฟืนให้แก่โจทก์แล้วทั้งหมดหรือบางส่วนเพียงแต่ปฏิเสธว่าไม่เคยทำสัญญาซื้อขายไม้ฟืนกับโจทก์จึงรับฟังได้ว่าจำเลยไม่เคยส่งมอบไม้ฟืนให้แก่โจทก์เลยแต่เมื่อเป็นเพราะมีคำสั่งกระทรวงเกษตรฯให้สัมปทานทำไม้ในเขตป่าไม้ที่จำเลยจะทำไม้ฟืนส่งมอบให้โจทก์สิ้นสุดลงการชำระหนี้ของจำเลยจึงตกเป็นพ้นวิสัยเพราะเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งอันจะโทษฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมิได้ซึ่งเป็นผลให้จำเลยหลุดพ้นจากการชำระหนี้แต่เมื่อสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาต่างตอบแทนจำเลยก็ไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ตอบแทนโจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องมัดจำคืนจากจำเลย
การชำระหนี้ที่มีหลายอย่าง มาตรา 198-202
         เป็นกรณีที่มีวัตถุแห่งหนี้ไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นเนื่องจากการชำระหนี้หลายอย่าง ที่มีวัตถุประสงค์ให้เลือกในการชำระหนี้อย่างใดอย่างหนึ่ง หลักที่จะใช้ที่อยู่ในมาตรา 198-202 เป็นกรณีของการอันพึงกำหนดกระทำการชำระหนี้นั้นมีหลายอย่างแต่ต้องกระทำเพียงการใดการหนึ่งแต่อย่างเดียว จึงถือเป็นกรณีที่มีการชำระหนี้ที่มีวัตถุแห่งหนี้ไม่แน่นอน เป็นหนี้ที่เลือกชำระหนี้ได้
          หนี้ที่เลือกชำระได้ มีกรณีที่ใกล้เคียงกัน ดังนี้
         1) เรื่องเบี้ยปรับ มาตรา 380 ที่กฎหมายกำหนดให้เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกให้ชำระหนี้ได้ 2 อย่าง คือ 1. เรียกให้ชำระหนี้ 2. เรียกเอาเบี้ยปรับ
         2) เรื่องการไม่ชำระหนี้ตามสัญญาที่เจ้าหนี้มีสิทธิ2 อย่าง คือ 1. เรียกให้ปฏิบัติการชำระหนี้ตามสัญญา 2. ใช้สิทธิเลิกสัญญา
         3) เรื่องการชำระหนี้ตามลำดับ
ซึ่งเรื่องดังกล่าวทั้ง 3 ที่กล่าวมานี้เป็นเรื่องที่ใกล้เคียงเรื่องการชำระหนี้มีหลายอย่าง ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่อยู่ใน
ความหมายการชำระหนี้มีหลายอย่างมีมาตรา 198-202 ซึ่งมีผลต่างกันด้วย เพราะฉะนั้นจึงควรระวังเพราะเป็นคนละเรื่องกัน
การพ้นวิสัย ตามมาตรา 202 มีทั้งหมด 3 ระยะ
         1) ก่อนหนี้เกิด – การพ้นวิสัยที่เกิดขึ้นก่อนหนี้เกิด จะเป็นโมฆะตามมาตรา 150 ถือเป็นโมฆะ
         2) หนี้เกิดแล้วแต่หนี้เกิดเป็นพ้นวิสัยก่อนมีการเลือก – มาตรา 202 เลือกเท่าที่ยังเป็นวิสัย
         3) เป็นพ้นวิสัยหลังจากหนี้ที่แน่นอนแล้ว – ตามมาตรา 117,118,119 โยงไปมาตรา 370,371,372
กรณีดังกล่าวถือว่าเป็นการวางหลักกฎหมายที่เชื่อมกันได้

เรียบเรียงโดย ทีมงาน LawDD





สรุป กฎหมายหนี้ ภาคค่ำ ครั้งที่ 3 เนติบัณฑิตสมัยที่ 65 | สาระความรู้ บทความกฎหมาย ที่น่าสนใจ ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม


จำนวนผู้ชม : 3626 ครั้ง
ลงวันที่ 24/05/2013 10:03:02


ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน