การใดไม่ชอบด้วยกฎหมาย การนั้นเป็นโมฆะ
ฎ.3688/2546- เจ้าของเดิมอุทิศที่ดินให้แก่วัด (โจทก์) ที่ดินจึงเป็นของที่ธรณีสงฆ์ของโจทก์ การโอนกรรมสิทธิ์นั้นจะต้องโอนตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 34 โอนกรรมสิทธิ์ต้องทำโดยพระราชกฤษฎีกาหรือพระราชบัญญัติ แม้ที่ดินดังกล่าวจะได้มีการทำนิติกรรมจดทะเบียนโอนกันต่อมาหลายทอดจนถึงจำเลย เมื่อมิได้กระทำตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 34 จึงเป็นการโอนที่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ย่อมเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยออกจากที่ดินซึ่งจำเลยครอบครองที่ดินออกได้
สาระสำคัญของโมฆะกรรม กรณีที่ไม่ทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดไว้ ตามมาตรา 152
แบบของนิติกรรมที่มิได้ทำตามจะเป็นโมฆะ มี 5 ประเภทสำคัญที่สุด คือ แบบที่ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
แบบที่ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ สิ่งที่สำคัญที่สุด ก็คือ ตามมาตรา 456 วรรคหนึ่ง การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เป็นโมฆะ
กรณีที่จะต้องศึกษา ก็คือ ทรัพย์ใดบ้างที่เป็นเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งอาจจะมีทรัพย์บางประเภทที่อาจดูเหมือนจะเป็นการซื้อขายแบบอสังหาริมทรัพย์ซึ่งต้องทำตามแบบฯ เช่น แนวฎีกาที่ 3702/2535 – การซื้อขายบ้านโดยตกลงรื้อบ้านไป เป็นการซื้อขายอย่างสังหาริมทรัพย์ ที่ไม่ต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 456 ถ้ามิได้ทำตามแบบไม่ถือว่าเป็น โมฆะตามมาตรา 456
ลักษณะที่ไม่ต้องทำตามแบบก็มีผลในทางกฎหมายได้ เช่น ฎีกา 782/2523การยกที่ดินให้เป็นทางสาธารณะ ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามมาตรา 1304 ซึ่งการจดทะเบียนให้ที่ดินตกเป็นทางสาธารณะนั้น เป็นภาคปฏิบัติซึ่งจะทำเมื่อใดก็ได้ แต่เมื่อยกให้แล้วสมบูรณ์ทันทีโดยไม่ต้องไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
การซื้อขายที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 456 ซึ่งต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ มิฉะนั้นเป็นโมฆะนั้น ศาลฎีกา ได้วางหลักไว้ว่า “ซื้อขาย” ตามมาตรา 456 หมายถึง ซื้อขายเสร็จเด็ดขาดคือ ไม่มีอะไรจะต้องไปทำต่อแล้ว เช่น ผู้ขายที่ดินมีโฉนดมอบที่ดินให้กับผู้ซื้อ ผู้ซื้อชำระเงินให้ผู้ขาย ไม่ไปทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ถือว่าเป็นการซื้อขายเสร็จเด็ดขาดแล้ว แต่เมื่อมิได้ไปทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ถือว่าการซื้อขายที่ดินดังกล่าวเป็น โมฆะตามมาตรา 456
ฎีกาที่ 3641//1546 – การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่มิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 456วรรคหนึ่ง การซื้อขายที่ดินนั้นจะต้องพิจารณาถึงเจตนาการซื้อขายของคู่สัญญาว่ามีความประสงค์จะทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในภายหลังหรือไม่ หากไม่มีเจตนาดังกล่าว ก็เป็นการซื้อขายเสร็จเด็ดขาดที่มีผลเป็นโมฆะ เพราะไม่ได้ทำเป็นหนังสือให้ถูกต้องตามแบบที่กฎหมายกำหนดไว้ หากมีเจตนาดังกล่าวก็เป็นสัญญาจะซื้อจะขาย
กรณีที่แม้จะเขียนอย่างใดไว้ก็ตาม ถ้าสัญญาซื้อขายเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดแล้วก็ไม่มีผลให้สัญญานั้นเป็นสัญญาจะซื้อจะขายได้เช่นฎีกาที่ 5199/2546- สัญญาซื้อขายมีข้อความว่า จำเลยตกลงขายที่ดินให้แก่โจทก์และได้รับเงินดังกล่าวไปเรียบร้อยแล้ว เรื่องการโอนกรรมสิทธิ์ขอให้ผู้ซื้อทำการโอนได้โดยไม่มีขอคัดค้าน จะเห็นได้ว่าสัญญาดังกล่าวทั้งโจทก์และจำเลยมีความประสงค์จะทำสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด เพราะได้มีการชำระเงินทั้งหมด มิใช่บางส่วนและให้โจทก์มีหน้าที่ไปโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ไม่มีข้อความใดบ่งบอกว่าคู่สัญญาจะไปทำการโอนกรรมสิทธิ์กันในภายหลังเมื่อใด อีกทั้งได้มีการชำระเงินกันในวันโอนอีกด้วย การที่จำเลยมอบให้โจทก์ไปดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้น มิใช่การจะไปโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินกันในภายหลัง แต่เป็นเรื่องที่คู่กรณีตกลงโอนกรรมสิทธิ์กันแล้ว โดยให้โจทก์ไปดำเนินการโอนให้เรียบร้อยเท่านั้น สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด เมื่อคู่สัญญามิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 456 วรรคหนึ่งและมาตรา 152 จึงเป็นโมฆะ ส่วนในเรื่องข้อตกลงที่ว่า “จะผู้ซื้อไปทำการโอนได้โดยไม่มีข้อคัดค้าน” จะถือให้เป็นข้อตกลงที่จะไปโอนกันภายหลังที่จะถือว่าเป็นสัญญาจะซื้อจะขายไม่ได้
ในเรื่องการจดทะเบียนสมรสตามมาตรา 1457 การสมรสตามกฎหมายที่จะมีได้ก็แต่เฉพาะที่ได้จดทะเบียนสมรสแล้วเท่านั้น เพราะฉะนั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มุ่งบัญญัติก็เพื่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน และเพื่อให้รับความคุ้มครองตามกฎหมายมีสิทธิต่าง ๆ ได้มีฎีกาที่น่าสนใจเรื่องหนึ่ง คือ
ฎีกาที่ 6686/52- ผู้ร้องเป็นสามีโดยชอบของ ส. การที่ ส. กู้ยืมเงินโจทก์เป็นจำนวนมาก น่าเชื่อว่าจะนำเงินมาใช้จ่ายในครอบครัวและให้การศึกษาบุตร ทั้งยังต้องใช้เงินรักษาตัวเป็นจำนวนมากและ ส. ได้นำโฉนดที่ดินไปวางเป็นประกันเงินกู้ให้แก่โจทก์ ซึ่งผู้ร้องน่าจะทราบดี เพราะผู้ร้องยืนยันว่า ส.ไม่เคยหยิบโฉนดที่ดินโดยไม่บอกกล่าวผู้ร้องก่อน ทั้งผู้ร้องยังเบิกความยอมรับว่าภายหลังได้รับหนังสือทวงถามหนี้ ผู้ร้องเคยไปพบโจทก์รวม 2 ครั้ง คดีนี้รับฟังได้ว่า ผู้ร้องรู้เห็นในการที่ ส. กู้ยืมเงินจากโจทก์ หนี้เงินกู้รายนี้จึงเป็นหนี้ระหว่างผู้ร้องกับ ส. ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1492 (4) ผู้ร้องจะต้องร่วมรับผิดกับ ส. ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินซึ่งเป็นสินสมรสได้ทั้งหมด ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิขอให้กันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดของทรัพย์สินรายนี้
ตามคำพิพากษานี้นั้นวิเคราะห์ได้ดังนี้ คือ เมื่อได้จดทะเบียนสมรสแล้ว ไม่ใช่แต่จะคุ้มครอง สามี ภรรยา บุตร เท่านั้นรวมไปถึงคุ้มครองสังคมด้วย หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไปก่อหนี้แล้วภายหลังจะมาอ้างว่าตนไม่เกี่ยวข้องนั้น โดยเมื่อมียึดทรัพย์ซึ่งเป็นสินสมรสแล้วจึงไปขอกันส่วน กรณีดังกล่าวถือว่าทำไม่ได้ด้วยเหตุผลข้างต้นดังกล่าวตามคำพิพากษาฎีกา
กรณี เรื่อง “หลักฐานเป็นหนังสือ” นิติกรรมสัญญานั้นเพียงแต่มีหลักฐานเป็นหนังสือก็ฟ้องร้องกันได้
กรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ เช่น มาตรา 456 วรรคสอง สัญญาจะซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งกฎหมายบัญญัติให้ต้อง ทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญ ถ้าฝ่ายใดไม่ปฏิบัติตามนั้น ก็ให้ฟ้องร้องบังคับคดีได้ แต่ถ้าไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดเป็นสำคัญแล้ว จะฟ้องร้องบังคับคดีหาได้ไม่ ไม่ถึงขนาดเป็นโมฆะ เพียงแต่ฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้เท่านั้น หรือ
ตามมาตรา 653 เรื่องการกู้ยืมเงิน จะฟ้องร้องเอาหนี้นั้นจากลูกหนี้ก็ต่อเมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อผู้กู้เป็นสำคัญ มิฉะนั้นจะฟ้องร้องบังคับคดีหาได้ไม่
แนวคำพิพากษาฎีกาที่ 1252/19แม้ในสัญญากู้ยืมเงินจะไม่ได้ลงวันที่ที่กู้ยืมเงินไว้ แต่ก็มีข้อความชัดเจนว่า ผู้กู้ได้กู้เงินไปและได้ลงลายมือชื่อผู้กู้เป็นสำคัญไว้แล้ว จึงเป็นหลักฐานการกู้ยืมเงินตามมาตรา 653 ผู้ให้กู้ใช้ฟ้องร้องบังคับคดีได้ ซึ่งกฎหมายไม่ได้มีบังคับในเรื่องแบบในการทำสัญญากู้ยืมเงินไว้แต่อย่างใด สัญญากู้ยืมเงินนี้ไม่เป็นโมฆะ เพราะเมื่อผู้กู้ได้ลงลายมือไว้แล้ว ก็ถือว่ามีหลักฐานเป็นหนังสือใช้ฟ้องร้องบังคับเอาหนี้นั้นได้
ฎีกาที่ 407/2542 – สัญญากู้ยืมที่จำเลยลงลายมือชื่อผู้ยืม(โจทก์) 30,000 บาท เป็นหลักฐานการกู้ยืมเป็นหนังสือซึ่งจำเลยต้องรับผิด แม้ภายหลังโจทก์แก้ไขจำนวนเงินในสัญญากู้ให้สูงขึ้น เป็น 60,000 บาท ก็ไม่ทำให้หลักฐานการกู้ยืมเงินที่ได้ทำไว้แต่เดิมที่มีผลสมบูรณ์นั้นต้องเสียไป จำเลยต้องรับผิดเท่าที่กู้ไปจริง
ฎีกาที่ 2518/2547- จำเลยได้กู้เงินโจทก์เพียง 30,000 บาท แต่โจทก์กรอกข้อความในสัญญาเงินกู้เป็นเงิน 109,000 บาท โดยจำเลยไม่ได้ยินยอมสัญญากู้จึงเป็นเอกสารปลอม โจทก์ไม่อาจเอาสัญญานั้นมาฟ้องเป็นหลักฐานในคดีนี้ได้ เมื่อสัญญาดังกล่าวไม่มีหลักฐานที่มีลายมือชื่อผู้กู้เป็นสำคัญมาแสดง โจทก์จึงไม่อาจฟ้องร้องบังคับคดีให้จำเลยรับผิดชำระหนี้เงินกู้แก่โจทก์ได้
ฎีกาที่ 1114/2554- จำเลยได้ลงลายมือชื่อในสัญญากู้เป็นเงิน 290,000 บาท มอบให้โจทก์ไว้ แต่บุตรของโจทก์เป็นผู้ลงจำนวนเงิน เมื่อถึงกำหนดจำเลยไม่ชำระ แต่จำเลยต่อสู้ว่าจำเลยลงจำนวนเงิน 50,000 บาท มิใช่ 290,000 บาท ศาลชั้นต้นตัดสินให้จำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์เป็นเงิน 290,000 บาทพร้อมดอกเบี้ย
จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า จำเลยต้องชำระเงินให้แก่โจทก์เพียง 50,000 บาทเท่านั้น
โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า บุตรจำเลยเป็นผู้ลงจำนวนเงินและจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อชัดเจนแล้วระบุ 290,000 บาทที่ศาลชั้นต้นพิพากษานั้นชอบแล้ว ให้จำเลยชำระเงิน 290,000 บาทให้แก่โจทก์
เรียบเรียงโดย ทีมงาน LawDD
|