หัวข้อ : สรุป วิชา หนี้ ครั้งที่ 4 เนติบัณฑิตสมัยที่ 65
หมวดหมู่ : กฎหมายที่น่าสนใจ
รายละเอียด : รวมข้อมูล เกี่ยวกับประเด็นกฎหมายที่น่าสนใจ อื่นๆ



หลักความรับผิดของลูกหนี้เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้
การบังคับชำระหนี้กับการใช้สิทธิของเจ้าหนี้ มีหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้
         1. หนี้ต้องถึงกำหนดชำระแล้ว
มาตรา203 เป็นเรื่องกำหนดเวลาชำระหนี้ ซึ่งบัญญัติกำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ 4 ประเภท คือ
          -กำหนดเวลาตามวันแห่งปฏิทินเป็นวันที่มีกำหนดเวลาชัดเจนแน่นอน
          -กำหนดเวลาที่อนุมานจากพฤติการณ์ได้ เช่น ฎีกา 2740/2532 มีข้อตกลงจะชำระเงินให้เมื่อจำเลยได้รับเงินค่างวดจากการรถไฟแห่งประเทศ ไทยตามจำนวนที่ตกลงกันไว้โดยทันที
         ฎีกา 599/2535 จำเลยยืมปุ๋ยและของอื่นไปจากโจทก์เพื่อใช้ในการทำใบยาสูบจำเลยจะทำใบยาสูบเองหรือไม่ไม่ใช่ข้อสำคัญ แม้สัญญายืมสิ่งของดังกล่าวจะไม่ได้กำหนดเวลาคืนสิ่งของไว้แต่ตามพฤติการณ์การให้ยืมสิ่งของดังกล่าวเพื่อใช้ในฤดูกาลทำใบยาสูบ เมื่อสิ้นฤดูกาลแล้วก็ต้องส่งคืนหากใช้ไม่หมด ส่วนที่ใช้ไปแล้วไม่อาจส่งคืนได้ ก็ต้องใช้ราคา ดังนี้ เป็นกรณีที่ไม่ได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทิน เป็นเพียงอนุมานจากพฤติการณ์ การที่จำเลยไม่ส่งคืนของที่ยืมเมื่อสิ้นระยะเวลาที่อนุมานจากพฤติการณ์ได้นั้น ก็ยังไม่ตกเป็นผู้ผิดนัด
         ฎีกา 6168/2534แม้ในสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินมีข้อความระบุให้จำเลยมีสิทธิชำระเงินส่วนที่เหลือได้เมื่อจัดสรรขายที่ดินหมดแล้วโดยไม่มีกำหนดระยะเวลา ข้อสัญญาดังกล่าวมีความหมายว่าจำเลยต้องรีบดำเนินการจัดสรรและเร่งรัดขายที่ดินภายในเวลาอันสมควร เมื่อจำเลยปล่อยปละละเลย ไม่ดำเนินการดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา เวลาที่จะอนุมานได้คือ ขายที่ดินได้เมื่อใดจะชำระหนี้เมื่อนั้น นั่นเอง
          -หนี้ที่ไม่มีกำหนดเวลาชำระหนี้ เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลัน
- คำว่า”โดยพลัน” คือ เมื่อใดก็ได้ตั้งแต่ที่หนี้เกิดขึ้น

         ซึ่งกรณีมาตรา 652 ที่ว่า “ถ้าในสัญญาไม่มีกำหนดเวลาให้คืนทรัพย์สินซึ่งยืมไป ผู้ให้ยืมจะบอกกล่าวแก่ผู้ยืมให้คืนทรัพย์สินภายในเวลาอันควร ซึ่งกำหนดให้ในคำบอกกล่าวนั้นก็ได้”
ถือเป็นกรณีการปฏิบัติการชำระหนี้ของลูกหนี้โดยถ้าลูกหนี้ไม่ปฏิบัติตามแล้วก็จะผิดนัด จะเห็นได้ว่ามาตรา 652 ไม่ใช่เรื่องเดียวกันกับมาตรา 203 เพราะมาตรา 652 เป็นกรณีคุ้มครองลูกหนี้ว่าจะผิดนัดหรือต้องปฏิบัติการชำระหนี้แก่เจ้าหนี้เมื่อใด
กรณีเกี่ยวกับการกู้ยืมเงินที่ไม่มีกำหนดเวลานั้น เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า เพราะ สิทธิในมาตรา 203 เป็นหลักที่สอดคล้องกับมาตรา 194 ให้สิทธิกับเจ้าหนี้เรียกชำระหนี้ได้ทันทีซึ่งการบอกกล่าวทวงถามนั้นเป็นวิธีการเตือนซึ่งจะดูหลักการผิดนัดของลูกหนี้ตามมาตรา 204 เช่น
         ฎีกา 1776/41 หลักฐานการกู้ยืมเงินไม่ได้กำหนดวันชำระหนี้ แม้จะมีข้อความส่วนที่เขียนด้วยดินสอว่า “ผู้ยืมมารับใบนี้ไปเมื่อ12 มีนาคม 2537″ จะถือเป็นวันที่จำเลยผิดนัดไม่ได้เพียงแต่เป็นวันที่อาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้เท่านั้นจะเป็นการผิดนัดต่อเมื่อโจทก์ได้เตือนให้ชำระหนี้แล้วจำเลยไม่ชำระ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 204 วรรคหนึ่ง จึงจะคิดดอกเบี้ยตามมาตรา 224 เมื่อโจทก์นำสืบว่าได้มีหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้ซึ่งให้เวลาชำระหนี้ภายใน 7 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือซึ่งใบตอบรับระบุว่าจำเลยได้รับหนังสือทวงถามในวันที่ 20 กรกฎาคม 2537จำเลยจึงผิดนัดตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2537 ต้องชำระดอกเบี้ยตั้งแต่วันผิดนัดในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี
         - กรณีอำนาจฟ้อง (กรณียังไม่ได้มีการบอกกล่าวให้ชำระหนี้ถือว่าถูกโต้แย้งสิทธิแล้วหรือไม่)
ในเรื่องการมีข้อโต้แย้งสิทธิเกิดขึ้นหรือไม่จะเป็นไปตามแต่ละพฤติการณ์ ไม่จำต้องมีการบอก
กล่าวเตือนให้ชำระหนี้ก่อนถึงจะมีการโต้แย้งสิทธิในการฟ้องร้อง ในกรณีของหนี้ไม่มีกำหนดเวลานั้น แม้เจ้าหนี้มาฟ้องคดีโดยไม่ได้บอกกล่าวก่อนเป็นการที่เจ้าหนี้ใช้สิทธิตามมาตรา 194 กับมาตรา 203 จะถือเอาเป็นกรณีที่เจ้าหนี้ยังไม่ถูกโต้แย้งสิทธิตามมาตรา 55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาเป็นการยกฟ้องไม่ได้ และอาจจะถือว่าคำฟ้องนั้นเป็นการบอกกล่าวไปในตัว เช่น
          ฎีกา 1919/2529จำเลยจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ ลูกจ้างประจำรายวัน ทุกวันที่ 14 และวันที่ 28 ของเดือน เมื่อจำเลยบอกเลิกการจ้างวันที่ 19กันยายน 2528 การเลิกจ้างย่อมมีผลตามกฎหมายในวันที่ 14 ตุลาคม 2528 ซึ่งเป็นวันถึงกำหนดจ่ายสินจ้างคราวถัดไป การที่จำเลยบอกเลิกจ้างต่อโจทก์ในวันที่ 19 กันยายน 2528 โดยให้มีผลเลิกจ้างในวันที่ 1 ตุลาคม 2528 และต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม รวม 9 วัน เพราะช่วงระยะเวลาดังกล่าวตรงกับวันหยุดประจำสัปดาห์ เสาร์อาทิตย์รวม 4 วัน และต้องจ่ายค่าครองชีพเป็นเวลา 13 วัน
เงินบำเหน็จ เงินประกัน และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ตามกฎหมายไม่ได้กำหนดให้จ่ายตั้งแต่วันเลิกจ้าง โจทก์จึงต้องทวงถามก่อน เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการทวงถามจำเลยจึงต้องเสียดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันฟ้อง
         ฎีกา 5132/2531การที่ศาลชั้นต้นเรียกให้โจทก์สืบพยานเพิ่มเติมภายหลังจากสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยเสร็จแล้วเหลือเพียงรอฟังคำพิพากษาเพื่อพิสูจน์ชื่อโจทก์เพราะชื่อโจทก์ตามฟ้องกับหนังสือรับรองของกระทรวงพาณิชย์ไม่ตรงกันนั้น เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมศาลชั้นต้นมีอำนาจดำเนินการได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 86 วรรคท้าย และ 187 จำเลยผู้ซื้อผิดนัดชำระราคาตามสัญญาซื้อขาย โจทก์ผู้ขายมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากยอดหนี้ที่ค้างชำระนับแต่วันที่จำเลยผิดนัดแต่เมื่อโจทก์มิได้นำสืบว่าโจทก์ทวงถามวันใดอันจะถือว่าจำเลยผิดนัด ศาลให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้อง
         ฎีกา 2687-2688/2532 การฟ้องศาลให้จำเลยชำระเงินบำเหน็จแก่โจทก์ถือได้ว่าเป็นการทวงถามเตือนให้จำเลยชำระเงินดังกล่าวอยู่ในตัว จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัดแล้ว และจะต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์นับแต่วันผิดนัดเป็นต้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224วรรคแรก.
         - เรื่องฝากเงินไว้กับธนาคาร ธนาคารที่รับฝากเงินจะคืนเมื่อใด
         ฎีกา 3045/2545 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341 ไม่ได้กำหนดว่าการหักกลบ
ลบหนี้จะต้องได้รับความยินยอมของอีกฝ่ายหนึ่งดังนั้นเมื่อการฝากเงินของโจทก์ไว้กับธนาคารจำเลยไม่มีการกำหนดเวลาคืนเงินฝากไว้แน่นอน ต้องถือว่าหนี้เงินฝากถึงกำหนดชำระหนี้ทันทีที่โจทก์ได้ฝากเงินไว้กับจำเลย และการกู้เงินและรับฝากเงินระหว่างโจทก์และจำเลยไม่ปรากฏว่าทั้งสองฝ่ายได้แสดงเจตนาไม่ให้นำหนี้ที่มีอยู่ต่อกันมาหักกลบลบกันไว้ จำเลยจึงมีสิทธิที่จะนำเงินฝากในบัญชีของโจทก์ไปหักกลบลบกับหนี้ที่โจทก์กู้เงินไปจากจำเลยที่ถึงกำหนดชำระแล้วได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์
         - เรื่องอายุความในหนี้เงินกู้ที่ไม่มีกำหนดเวลา เช่น
ฎีกาที่ 2660/2545สัญญากู้เงินลงวันที่ 12 มิถุนายน 2523 มีข้อตกลงว่าผู้กู้จะชำระหนี้เมื่อผู้ให้
กู้เรียกร้อง มิได้มีข้อตกลงเรื่องการชำระหนี้ไว้จึงเป็นสัญญาที่มิได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ ผู้ให้กู้มีสิทธิเรียกร้องให้ผู้กู้ชำระหนี้ได้ทันทีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 203 วรรคหนึ่ง และถือเป็นระยะเวลาที่ผู้ให้กู้อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้อายุความจึงเริ่มนับแต่วันถัดไปคือวันที่ 13 มิถุนายน 2523 ตามมาตรา 193/3 วรรคสองและมาตรา 193/12
ซึ่งหลักกฎหมายที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนี้ จะเห็นได้ว่า มาตรา 652 และมาตรา 203 ไม่ได้ขัดแย้งกันเพราะมาตรา 652 เป็นด้านของการปฏิบัติการชำระหนี้ของลูกหนี้ว่าลูกหนี้มีระยะเวลาหนึ่งอันสมควรที่จะปฏิบัติการชำระหนี้ ถ้าไม่ได้ปฏิบัติแล้วการผิดนัดก็จะเกิดขึ้นมาตรา 203 หนี้ที่ไม่มีกำหนดเวลาชำระหนี้ ซึ่งเจ้าหนี้ย่อมเรียกให้ชำระหนี้ได้โดยพลัน
         - กำหนดเวลาชำระหนี้นั้น ถ้าลูกหนี้ไม่ได้ยกข้อต่อสู้ เช่น เรื่องอายุความ เท่ากับเป็นการสละ
ประโยชน์แห่งเงื่อนเวลาขึ้นต่อสู้
ฎีกา 668/2511โจทก์ฟ้องเรียกหนี้เงินกู้ยืมตามสัญญาจากจำเลยจำเลยมิได้ให้การต่อสู้ว่า หนี้ยังไม่ถึงกำหนดเวลาชำระตามสัญญาโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ดังนี้จำเลยจะยกปัญหาข้อนี้ขึ้นฎีกาไม่ได้เพราะจำเลยมิได้ยกเป็นข้อต่อสู้ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ทั้งไม่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน (อ้างฎีกาที่ 1490/2498)
          -มีกำหนดเวลาไว้ แต่กรณีที่เป็นที่สงสัย
คือ มีกำหนดเวลาไว้ แต่ไม่มีวันเริ่มนับก็ต้องตีความเป็นคุณแก่ลูกหนี้คือต้องดูอย่างช้าที่สุดเพื่อให้ลูกหนี้ได้ประโยชน์ เนื่องจากมีกำหนดเวลาการชำระหนี้ไว้ไม่ชัดเจน
          ในกรณีที่ 203 วรรคสองในกรณีฝ่ายลูกหนี้จะชำระหนี้ก่อนกำหนดนั้นได้กรณีนี้จะต้องดูมาตรา 192 วรรคแรก คือการกำหนดเงื่อนเวลาที่เป็นประโยชน์แก่ลูกหนี้แต่เงื่อนเวลาอาจจะเป็นประโยชน์แก่เจ้าหนี้ด้วยก็ได้ เช่น การกู้ยืมเงินในการกำหนดดอกเบี้ย ในระยะเวลาในการที่ลูกหนี้นำเงินไปใช้เจ้าหนี้ก็จะได้ประโยชน์ในเงื่อนเวลา ซึ่งตามมาตรา 203 วรรคสองตอนท้าย ลูกหนี้ก็จะไปชำระหนี้ก่อนถ้าทำให้ฝ่ายเจ้าหนี้เสียหายลูกหนี้ก็ต้องรับผิดชอบให้กับฝ่ายเจ้าหนี้ด้วย แต่จะเอาเหตุผลในกรณีชำระหนี้ก่อนเวลานั้นจะทำให้เจ้าหนี้เสียหายมาเป็นเหตุผลที่ไม่ยอมชำระหนี้ไม่ได้
         ฎีกา 5760/2540 ตามสัญญากู้เงินฉบับพิพาทมีข้อตกลงว่า จำเลยทั้งสองจะต้องชำระหนี้เป็นรายเดือนทุก ๆ เดือน ภายในวันที่ 5 ของเดือนแต่ถึงอย่างไรก็ดีจำเลยทั้งสองจะต้องชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 19 พฤษภาคม 2541 และในตอนท้ายของสัญญายังระบุว่าไม่เป็นการตัดสิทธิของผู้ให้กู้ที่จะเรียกร้องให้ผู้กู้ชำระหนี้ตามสัญญาทั้งหมดหรือแต่บางส่วนก่อนกำหนดที่กล่าวมาก็ได้ตามแต่ผู้ให้กู้จะเห็นสมควร โดยมิพักต้องชี้แจงแสดงเหตุ กับมีข้อตกลงต่อท้ายสัญญาอีกว่า ถ้าผู้กู้ผิดไม่ชำระต้นเงินหรือดอกเบี้ยตามข้อตกลงแห่งสัญญากู้เงินฉบับพิพาทให้ถือว่าผู้กู้ผิดนัดทั้งหมดยินยอมให้คิดดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี หรือเท่ากับอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมที่ธนาคารพาณิชย์ จะสามารถเรียกเก็บจากผู้กู้ได้ตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นตามการแก่กรณี ทั้งนี้จนกว่าผู้กู้จะชำระหนี้คืนให้แก่ธนาคารผู้ให้กู้เสร็จสิ้นเชิง ดังนั้น เมื่อจำเลยทั้งสองผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ตามที่ได้ตกลงไว้ในข้อตกลง ต่อท้ายสัญญากู้เงินจึงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ ย่อมมีสิทธิฟ้องบังคับเอาแก่จำเลยทั้งสองได้ ส่วนการที่จำเลยทั้งสองชำระหนี้บางส่วนหลังจากที่ตกเป็นฝ่าย ผิดสัญญาแล้ว ก็เป็นสิทธิของโจทก์ที่จะรับชำระหนี้ได้ กรณีมิใช่การสละประโยชน์แห่งเงื่อนเวลาตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 192

เรียบเรียงโดย ทีมงาน LawDD





สรุป วิชา หนี้ ครั้งที่ 4 เนติบัณฑิตสมัยที่ 65 | สาระความรู้ บทความกฎหมาย ที่น่าสนใจ ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม


จำนวนผู้ชม : 3237 ครั้ง
ลงวันที่ 24/05/2013 10:11:21


ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน