อาวัล (มาตรา 938 ถึง 940) อีกทั้ง อาวัล ยังมีปรากฏอยู่อีก 3 มาตรา คือมาตรา 921 967 1010 รวมแล้วบทบัญญัติที่เกี่ยวกับอาวัลมี 6 มาตรา กฎหมายที่เกี่ยวกับเรื่องผู้รับอาวัลตั้งแต่มาตรา 938 940 967 1010 ซึ่งใช้กับตั๋วเงินทั้ง 3 ประเภทมียกเว้นมาตราเดียวคือมาตรา 921 ที่ใช้เฉพาะในตั๋วแลกเงินกับเช็คเท่านั้น เพราะตั๋วสัญญาใช้เงินชนิดผู้ถือไม่มี เพราะฉะนั้นหลักกฎหมายส่วนใหญ่จึงใช้บังคับกับตั๋วเงินทั้ง 3 ประเภท
การรับอาวัลในมาตรา 938 ในวรรคแรก ตั๋วแลกเงินจะมีผู้ค้ำประกันรับประกันการใช้เงินทั้งจำนวนหรือบางส่วนก็ได้ซึ่งท่านเรียกว่าอาวัล
การรับอาวัล หมายถึง การค้ำประกันความรับผิดของลูกหนี้ตามตั๋วเงิน
ยกตัวอย่างเช่น สมมติว่านาย ก. ไปซื้อสินค้าจากร้านนายข. เป็นจำนวนเงิน 300,000 บาท ทั้งนี้ นายข. ผู้ขายประสงค์ต้องการจะได้รับชำระหนี้ด้วยเงินสด สมมติว่าก. ต้องการจะชำระหนี้ด้วยตั๋วเงินปรากฎว่านายก. เครดิตความน่าเชื่อถือในด้านการเงิน ไม่น่าเชื่อถือ ไม่มีความมั่นคง สมมติว่านาย ข.ยอมรับชำระหนี้ด้วยตั๋วเงิน(อาจจะเสี่ยง)วิธีแก้ก็คือให้นายก.หาบุคคลมาค้ำประกันความรับผิดของนายก. เช่น นายก.ก็อาจขอให้หนึ่งมารับอาวัลแล้วว่าหมายถึงความรับผิดของลูกหนี้ในตั๋วเงิน แต่ผู้อาวัลมิใช่เป็นผู้ค้ำประกันตามมาตรา680 จะมีความเหมือน กล่าวคือ เป็นบุคคลที่เข้ามาค้ำประกันความรับผิดของลูกหนี้เช่นกัน ทั้งนี้ กฎหมายค้ำประกันได้บัญญัติให้สิทธิผู้ค้ำประกันในการใช้สิทธิเกี่ยงหรือบอกปัด กล่าวคือ เจ้าหนี้ทวงถามให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้แต่ผู้ค้ำประกันมีสิทธิเกี่ยงขอให้ไปเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ก่อน ขอให้บังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินของลูกหนี้ก่อน ถ้าเจ้าหนี้มีสินทรัพย์ของลูกหนี้ยึดถือไว้เป็นประกัน เช่น ลูกหนี้เอาทรัพย์มาจำนำหรือจำนองผู้ค้ำประกันก็มีสิทธิให้เจ้าหนี้ไปบังคับเอากับทรัพย์สินเช่นนั้นก่อน เพราะฉะนั้น กรณีผู้ค้ำประกันเป็นลูกหนี้ชั้นที่สอง มีสิทธิเกี่ยงมีสิทธิบอกปัด
แต่ถ้าเป็นผู้รับอาวัลจะตรงกันข้ามเลย มาตรา967 วรรคแรกในเรื่องตั๋วแลกเงินนั้นบรรดาบุคคลผู้สั่งจ่ายก็ดี รับรองก็ดี สลักหลังก็ดี หรือรับประกันด้วยอาวัลก็ดีย่อมต้องร่วมรับผิดต่อผู้ทรง เห็นได้ว่าผู้รับอาวัลต้องร่วมรับผิดกับลูกหนี้คนอื่นๆในตั๋วรับผิดต่อผู้ทรง
ส่วนวรรคสอง ผู้ทรงย่อมมีสิทธิว่ากล่าวเอาความแก่บรรดาบุคคลเหล่านี้เรียงตัวหรือรวมกันก็ได้ โดยมิพักต้องดำเนินตามลำดับที่คนเหล่านั้นเข้ามาผูกพัน หมายความว่าในเรื่องตั๋วเงินนั้นผู้ทรงจะฟ้องผู้รับอาวัลแต่เพียงผู้เดียวก็ได้ โดยไม่จำต้องฟ้องบุคคลที่ถูกรับอาวัลก็ได้ ไม่ฟ้องลูกหนี้คนอื่นๆก็ได้ อีกทั้ง ผู้รับอาวัลก็ไม่มีสิทธิเกี่ยงไม่มีสิทธิที่จะบอกปัด เห็นได้ว่าฐานะของผู้ค้ำประกันตามมาตรา680 กับผู้รับอาวัลต่างกัน ด้วยเหตุนี้เองบทบัญญัติในเรื่องค้ำประกันโดยเฉพาะมาตรา700 กรณีที่เจ้าหนี้ไปผ่อนเวลาการชำระหนี้ให้แก่ลูกหนี้ซึ่งถ้าเป็นสัญญาค้ำประกันแล้วผู้ค้ำประกันจะหลุดพ้นจากการรับผิด แต่มาตรา700เราจะไม่นำมาใช้กับผู้รับอาวัล เพราะฉะนั้นสมมติได้ว่าถ้าผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินผ่อนเวลาให้กับผู้ทรง
คำถาม ผู้รับอาวัลผู้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินนี้จะต่อสู้ได้หรือไม่ว่าตนจะหลุดพ้นจากความรับผิดตามมาตรา 700
คำตอบ ต่อสู้ไม่ได้เพราะว่าฐานะของผู้ค้ำประกันตามมาตรา680 กับผู้รับอาวัลต่างกัน (ฎีกาที่422/2521)
ประเด็นต่อไป คุณสมบัติของบุคคลที่จะเป็นผู้รับอาวัลตามที่กฎหมายกำหนด
มาตรา938 วรรคสอง “อันอาวัลนั้นบุคคลภายนอกคนใดคนหนึ่งจะเป็นผู้รับหรือแม้คู่สัญญาแห่งตั๋วเงินนั้นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเป็นผู้รับก็ได้” กล่าวคือ มาตรา938 วรรคสองได้ความว่า ดังนี้ ผู้รับอาวัลอาจจะเป็นบุคคลภายนอกก็ได้ หรือ บุคคลที่เป็นคู่สัญญานั้นสรุปบุคคลที่เป็นผู้รับอาวัลจะเป็นบุคคลใดก็ได้ แต่ถ้าบุคคลที่เป็นผู้สัญญาในตั๋วเงินอยู่แล้วเป็นผู้สั่งจ่าย เป็นผู้สลักหลัง เป็นผู้รับรองอยู่แล้วในความรับผิดตามตั๋วเงินนั้นมีอยู่แล้วถ้าเขามาผูกพันตนเป็นผู้รับอาวัลอีกฐานะหนึ่งก็ไม่ได้
วิธีการรับอาวัล
วิธีแรก การรับอาวัลตามรูปแบบ มาตรา939 วรรคหนึ่งวรรคสอง เรียกว่า การรับอาวัลตามรูปแบบ มาตรา939 วรรคหนึ่งอันการรับอาวัลย่อมทำให้กันด้วยเขียนลงในตั๋วเงินนั่นเองส่วนที่คำว่า หรือ ที่ใบประจำต่อ เพราะฉะนั้น จะต้องกระทำลงในตั๋วเงิน
ประการที่สอง วรรคสอง ในการนี้พึงใช้สำนวนที่ว่าใช้ได้เป็นอาวัลหรือสำนวนอื่นในทำนองเดียวกัน การรับอาวัลตามรูปแบบจะต้องมีการเขียนข้อความต้องมีข้อความใช้ได้เป็นอาวัล ซึ่งกรณีนี้เป็นข้อความตามกฎหมาย อีกทั้งศาลฎีกายอมรับคือคำว่า for guarantee อย่างนี้ถือว่าเป็นสำนวนอื่นใดทำนองเดียวกัน
ประเด็นต่อมา การรับอาวัลตามรูปแบบก็คือใช้ได้เป็นอาวัลหรือสำนวนอื่นใดทำนองเดียวกันนั้นจะต้องเขียนที่ด้านหน้าหรือด้านหลังตั๋วเงินก็ได้
ประการสุดท้าย ผู้รับอาวัลเข้ามาการเข้ามาผูกนิติสัมพันธ์ของตั๋วเงิน กระทำได้ด้วยการลงลายมือชื่อ
วิธีที่สอง เพียงแต่ลงลายมือชื่อของผู้รับอาวัลในด้านหน้าแห่งตั๋วเงินท่านก็จัดว่าเป็นคำรับอาวัลแล้ว การรับอาวัลของตั๋วเงิน ในวิธีที่สองนี้สามารถกระทำได้โดย กล่าวคือ การลงลายมือชื่อที่ด้านหน้าของตั๋วโดย มีข้อยกเว้นไว้สองบุคคลด้วยกันว่าถ้าลงลายมือชื่อที่ด้านหน้าของตั๋วเงิน ถ้าเป็นลายมือชื่อของบุคคลนี้ไม่ถือว่าเป็นผู้รับอาวัลก็คือ ผู้จ่าย คำว่าผู้จ่ายก็คือผู้จ่ายเงินตามตั๋วแลกเงิน และคำว่าผู้สั่งจ่าย เหตุที่กฎหมายยกเว้นสองบุคคลข้างต้น กรณีผู้สั่งจ่ายนี้จะต้องลงลายมือชื่อที่ด้านหน้าของตั๋วเงินอยู่แล้ว กรณีผู้จ่ายเงินตามตั๋วแลกเงินเช่น ก.ออกตั๋วแลกเงินสั่งข.จ่ายเงินแก่ค.ก่อนตั๋วถึงกำหนด ค.เอาตั๋วแลกเงินไปยื่นให้ข.รับรองตั๋ว ข.ลงลายมือชื่อที่ด้านหน้าเพียงอย่างเดียว มาตรา931บัญญัติไว้ว่า จัดเป็นคำรับรองแล้ว การที่ผู้จ่ายเงินตามตั๋วแลกเงินไปลงลายมือชื่อที่ด้านหน้าตั๋วเงินเพียงอย่างเดียว ฉะนั้น ถ้ามาตรา939วรรคสามไม่ยกเว้นไว้ อาจย่อมเกิดปัญหาว่าผู้จ่ายเงินตามตั๋วแลกเงินนี้ไปลงลายมือชื่อที่ด้านหน้าตั๋วเพียงอย่างเดียวเป็นผู้รับรองตามมาตรา931หรือเป็นผู้รับอาวัลตามมาตรา939วรรคสาม เพราะฉะนั้นกฎหมายจึงต้องบัญญัติเป็นข้อยกเว้นไว้
สรุปผู้สั่งจ่ายและผู้จ่ายเงินตามตั๋วแลกเงินก็เป็นผู้รับอาวัลได้แต่จะต้องเป็นการรับอาวัลตามรูปแบบก็คือต้องปฏิบัติตามมาตรา939วรรคหนึ่งและวรรคสองเท่านั้น จะไปใช้วิธีการลงลายมือชื่อที่ด้านหน้าของตั๋วเงินไม่ได้
วิธีที่สาม มาตรา921นั้นก็จะสลักหลังตั๋วแลกเงินหรือเช็คชนิดผู้ถือโดยที่ไปลงลายมือชื่อสลักหลังตั๋วผู้ถือต้องรับผิดฐานะผู้รับอาวัลเลย (ฎีกาที่4872/2533, 3788/2524)
ประเด็นต่อไป ถ้าไม่ระบุกฎหมายก็บัญญัติไว้ว่าให้ถือเป็นการรับประกันผู้สั่งจ่ายโดยเฉพาะการสลักหลังตั๋วชนิดผู้ถือตามมาตรา921
ประเด็นต่อไป จำนวนเงินที่รับอาวัล มาตรา938 วรรคหนึ่ง ต้องระบุชัดเจนว่าผู้รับอาวัลจะรับประกันการใช้เงินทั้งจำนวนหรือบางส่วนก็ได้เพราะฉะนั้นจึงเป็นสิทธิของผู้รับอาวัล
ประเด็นอีกประการ ผลของการรับอาวัล เมื่อบุคคลใดผูกพันมาเป็นผู้นรับอาวัลค้ำประกันความรับผิดของลูกหนี้ในตั๋วเงินแล้วแน่นอนฐานะความเป็นลูกหนี้ก็เกิดขึ้น อยู่ในมาตรา940 วรรคหนึ่ง+967 พิจารณามาตรา940 ผู้รับอาวัลย่อมต้องผูกพันเป็นอย่างเดียวกันกับบุคคลซึ่งตนค้ำประกันเขียนชัดเจนว่าเมื่อบุคคลใดรับอาวัลแล้วให้ความรับผิดของผู้รับอาวัลก็จะต้องมีความรับผิดเป็นอย่างเดียวกันกับบุคคลซึ่งตนเข้ารับอาวัล บุคคลที่ถูกรับอาวัลมีความรับผิดตามตั๋วเงิน ไม่ว่าเป็นเรื่องดอกเบี้ย อายุความ ผู้รับอาวัลก็มีความรับผิดเป็นอย่างเดียวกัน
ตัวอย่างเช่น นายก. เป็นผู้สั่งจ่ายเช็คมีนายข.เป็นผู้รับอาวัล นายค.เป็นผู้ทรง ปรากฏว่าธนาคารไม่ใช้เงินตามเช็คถามว่านายค. ฟ้องนายก.ผู้สั่งจ่ายจะมีกำหนดอายุความเท่าใดมาตรา1200อายุความหนึ่งปีนับแต่วันที่เช็คถึงกำหนด ก็ถือวันที่ที่ได้ลงในเช็ค กำหนดอายุความที่ค. จะฟ้องก. ผู้สั่งจ่ายเช็คมีกำหนดอายุความหนึ่งปีตามมาตรา1200 แล้วนายค.จะฟ้องข. ผู้รับอาวัลผู้สั่งจ่ายเช็คมีอายุความเท่าใด
ฎีกาที่3397/2536โจทก์ผู้ทรงเช็คย่อมต้องห้ามมิให้ฟ้องจำเลยที่ 1 ผู้สั่งจ่ายเมื่อพ้นเวลา 1 ปี นับแต่วันเช็คถึงกำหนดหรือวันที่ลงในเช็คจำเลยที่ 2 ผู้อาวัลย่อมมีความผูกพันเป็นอย่างเดียวกับบุคคลซึ่งตนประกัน การฟ้องผู้อาวัลผู้สั่งจ่ายจึงใช้อายุความ 1 ปีเช่นเดียวกับฟ้องผู้สั่งจ่าย โจทก์จึงต้องฟ้องจำเลยที่ 2ผู้อาวัลจำเลยที่ 1 ภายในกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ลงในเช็คพิพาทแต่ละฉบับ การที่จำเลยที่ 1 แก้ไขวันที่ลงในเช็คพิพาทใหม่อันเป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงในข้อสำคัญนั้นมีผลให้เช็คพิพาทเป็นอันเสียไป แต่ยังคงใช้ได้ต่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ทำการแก้ไขเปลี่ยนแปลงเท่านั้นเมื่อนับแต่วันที่ที่จำเลยที่ 1 แก้ไขลงไว้ในเช็คพิพาทถึงวันฟ้องยังไม่พ้นเวลา 1 ปี คดีโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 จึงไม่ขาดอายุความแต่โจทก์จะอ้างเอาผลของการที่เช็คพิพาททั้งหมดถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงวันที่ลงในเช็คโดยจำเลยที่ 2 มิได้ยินยอมด้วยกับการแก้ไขเปลี่ยนแปลงนั้นมาเป็นวันเริ่มนับอายุความ เป็นเหตุให้คดีของโจทก์ในการฟ้องจำเลยที่ 2 ไม่ขาดอายุความนั้นหาได้ไม่เพราะมีผลเท่ากับให้โจทก์ยังคงใช้เช็คพิพาทอ้างสิทธิต่อจำเลยที่ 2 ซึ่งมิได้ยินยอมด้วยกับการแก้ไขเปลี่ยนแปลงนั้นได้ต่อไปอีกเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1007 วรรคแรก
หรือตัวอย่างที่ว่านายก. ออกตั๋วสัญญาใช้เงินมีนายข.เป็นผู้รับอาวัล ตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับนี้ไม่ได้ระบุเรื่องดอกเบี้ยไว้ ซึ่งเมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินไม่ได้ระบุเรื่องดอกเบี้ยไว้ตัวผู้ทรงก็จะเรียกดอกเบี้ยนับจากวันออกตั๋วจนถึงวันที่ตั๋วถึงกำหนดใช้เงินเรียกดอกเบี้ยไม่ได้ แต่เมื่อตั๋วถึงกำหนดใช้เงินแล้วก.ผู้ออกตั๋วไม่ยอมใช้เงินอย่างนี้ดอกเบี้ยเกิดขึ้นแล้วเป็นดอกเบี้ยที่กฎหมายให้เป็นดอกเบี้ยผิดนัดตามมาตรา968(2)ร้อยละ5จึงสรุปได้ว่าตั๋วสัญญาใช้เงินมิได้ระบุเรื่องดอกเบี้ยไว้เมื่อตั๋วถึงกำหนดไม่มีการใช้เงินผู้ออกตั๋วต้องเสียดอกเบี้ยร้อยละ5 ถ้ามีผู้รับอาวัล พิจารณาจาก มาตรา940วรรคหนึ่งผู้รับอาวัลย่อมต้องผูกพันเป็นอย่างเดียวกับบุคคลที่รับประกันในเมื่อบุคคลซึ่งตนประกัน ผู้ออกตั๋วต้องรับผิดดอกเบี้ยร้อยละห้า ความรับผิดของผู้รับอาวัลผู้ออกตั๋วก็เป็นเช่นกันคือร้อยละห้า
ฎีกาที่312/2531 ตั๋วสัญญาใช้เงินซึ่งมิได้ระบุเรื่องดอกเบี้ยไว้ เมื่อถึงกำหนดชำระผู้ทรงมีสิทธิไล่เบี้ยเรียกเอาดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละห้าต่อปีนับแต่วันที่ตั๋วสัญญาใช้เงินถึงกำหนดชำระจากบรรดาผู้สลักหลังผู้ออกตั๋วและบุคคลอื่น ๆ ซึ่งต้องรับผิดตามตั๋วสัญญาใช้เงินนั้นผู้ทรงก็ย่อมมีสิทธิเรียกเอาดอกเบี้ยได้ในอัตราเพียงร้อยละห้าต่อปีจากผู้รับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินซึ่งต้องร่วมกันรับผิดกับบุคคลดังกล่าว
ต่อไปมาตรา967ผู้รับอาวัลมีความรับผิดเป็นอย่างเดียวกันกับบุคคลซึ่งตนรับอาวัลและจะต้องร่วมกับลูกหนี้คนอื่นๆทุกคนในตั๋วเงิน บุคคลซึ่งตนเข้ารับอาวัลทุกคนที่ลงลายมือชื่อในตั๋วเงินผู้รับอาวัลจะต้องร่วมกับบุคคลดังกล่าวรับผิดต่อผู้ทรง ผู้รับอาวัลจะต้องร่วมกับลูกหนี้คนอื่นๆในตั๋วเงินทุกคนรับผิดต่อผู้ทรง เจ้าหนี้ก็คือเป็นความรับผิดต่อเจ้าหนี้ร่วมกันด้วยเหตุนี้ผู้ทรงก็มีสิทธิที่จะฟ้องผู้รับอาวัลแต่เพียงผู้เดียวให้ต้องรับผิดตามตั๋ว
วรรคสอง แม้ถึงความรับผิดใช้เงินอันผู้รับอาวัลได้ประกันอยู่นั้นจะตกเป็นใช้ไม่ได้ด้วยเหตุใดๆท่านว่าข้อที่รับอาวัลนั้นยังคงสมบูรณ์ ตัวอย่างเช่น นายก.ออกเช็ค มีนายข.เป็นผู้รับอาวัล หาก ก.เป็นผู้เยาว์ไปออกเช็คก็คือไปทำนิติกรรมโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมนิติกรรมตกเป็นโมฆียะกรรม ตามมาตรา21 ต่อมาผู้แทนโดยชอบธรรมบอกล้างโมฆียะกรรม นิติกรรมนั้นก็จะเป็นโมฆะ ก็คือ ก.ผู้เยาว์อาจจะไม่ต้องรับผิดตามเช็ค ตาม มาตรา940วรรคสองแม้ถึงว่าความรับผิดใช้เงินอันผู้รับอาวัลได้ประกันอยู่นั้นจะตกเป็นใช้ไม่ได้ไม่ว่าด้วยเหตุใดๆเช่นไปรับอาวัลผู้สั่งจ่ายเช็คซึ่งเป็นผู้เยาว์แล้วต่อมามีการบอกล้างโมฆียะกรรมผู้เยาว์ไม่ต้องรับผิด ข้อที่สัญญารับอาวัลนั้นก็ยังคงสมบูรณ์ความรับผิดของผู้รับอาวัลอาจจะยิ่งกว่าบุคคลที่ตนประกันด้วยซ้ำ
ฎีกาที่ 918/2522โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้สั่งจ่ายเช็ค และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้สลักหลังเช็คให้ชำระเงินตามเช็คพิพาทแม้จำเลยที่ 1จะไม่ต้องรับผิดใช้เงินตามเช็คเพราะมิใช่เป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คก็ตามแต่เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้สลักหลังซึ่งมีผู้ลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายไว้จำเลยที่ 2 ย่อมต้องรับผิดตามเนื้อความที่ระบุไว้ในเช็คพิพาทนั้น
ฎีกาที่ 2168/2536 จำเลยที่ 2 สลักหลังเช็คพิพาทแล้วนำมาแลกเงินสดจาก ส.ต่อมาเมื่อ ส.นำเช็คพิพาทมาแลกเงินสดจากโจทก์ โจทก์จึงเป็นผู้ทรงโดยชอบ เมื่อโจทก์นำเช็คไปเรียกเก็บเงินไม่ได้ จำเลยที่ 2ผู้สลักหลังเช็คซึ่งสั่งให้ใช้เงินแก่ผู้ถือจึงต้องรับผิดใช้เงินนั้นแก่โจทก์ในฐานะเป็นผู้ประกันอาวัลสำหรับผู้สั่งจ่ายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 900 วรรคแรก,921,940,967 และมาตรา 989 แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ต้องรับผิดใช้เงินตามเช็คเพราะมิใช่เป็นผู้ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายก็ตาม แต่เมื่อจำเลยที่ 2ลงลายมือชื่อในฐานะเป็นผู้ประกันอาวัลสำหรับผู้สั่งจ่ายในเช็คพิพาทซึ่งมีผู้ลงลายมือชื่อเป็นผู้สั่งจ่ายไว้แล้ว จำเลยที่ 2ก็ต้องรับผิดตามเนื้อความที่ระบุไว้ในเช็คพิพาทนั้น หาใช่เช็คพิพาทไม่สมบูรณ์ไม่ จำเลยที่ 2 มิได้ยกปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องขึ้นต่อสู้เป็นประเด็นในคำให้การ ศาลชั้นต้นจึงมิได้กำหนดประเด็นพิพาทข้อนี้ไว้ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาในศาลชั้นต้น แม้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่ศาลฎีกาไม่เห็นสมควรวินิจฉัยให้
ประการสุดท้าย คือ สิทธิไล่เบี้ยของผู้รับอาวัลอยู่ในมาตรา 940วรรคสาม ผู้รับอาวัลก็สามารถมาไล่เบี้ยเอาคืนได้
เรียบเรียงโดย ทีมงาน LawDD
|