หัวข้อ : ฎีกา บทบรรณาธิการ เนติ ภาค 2 สมัย 65 เล่ม 3
หมวดหมู่ : กฎหมายที่น่าสนใจ
รายละเอียด : รวมข้อมูล เกี่ยวกับประเด็นกฎหมายที่น่าสนใจ อื่นๆ



     ผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ร้องขอให้ศาลออกคำบังคับให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาและบริวารซึ่งไม่ยอมออกไปจากอสังหาริมทรัพย์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 309 ตรี จะต้องร้องขอภายในกำหนดระยะเวลาบังคับคดี 10 ปี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 หรือไม่

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6724/2554  คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ พร้อมดอกเบี้ย ถ้าไม่ชำระให้ยึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 463/364 ออกขายทอดตลาด หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้บังคับจากทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองได้จนครบ จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์จึงขอออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาด

          โจทก์ยื่นคำร้องว่า โจทก์เป็นผู้ซื้อที่ดินที่ยึดได้จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีและได้จดทะเบียนใส่ชื่อของโจทก์ในฐานะเจ้าของที่ดินแล้ว แต่จำเลยและบริวารยังคงอาศัยอยู่ในอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว ขอให้ศาลออกคำบังคับให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว

          ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ออกคำบังคับภายใน 30 วัน นับแต่จำเลยได้รับคำบังคับ

          จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่ง

          ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาว่า โจทก์ในฐานะผู้ซื้อทรัพย์ได้ยื่นคำขอต่อศาลชั้นต้นและศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งออกคำบังคับส่งให้แก่จำเลยทั้งสองโดยชอบแล้ว การบังคับคดีของโจทก์เป็นการกระทำในฐานะผู้ซื้อทรัพย์ซึ่งถือเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ตรี มิใช่เป็นการรับสิทธิของโจทก์ผู้ฟ้องคดีมาบังคับคดีซึ่งจะต้องร้องขอให้บังคับคดีภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง สิทธิในการบังคับคดีของโจทก์ในฐานะผู้ซื้อทรัพย์จึงไม่ขาดอายุความ พิพากษายืน

          จำเลยที่ 2 ฎีกา

          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า ผู้ซื้อทรัพย์ต้องร้องขอให้ศาลชั้นต้นออกคำบังคับให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่พิพาทในกำหนดระยะเวลาบังคับคดี 10 ปี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 หรือไม่ กรณีที่โจทก์ในฐานะผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์มาจากการขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาและเจ้าพนักงานบังคับคดีโอนอสังหาริมทรัพย์ที่ขายให้แก่ผู้ซื้อ ผู้ซื้อได้ร้องขอให้ศาลออกคำบังคับให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาและบริวารซึ่งไม่ยอมออกไปจากอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 309 ตรี เป็นการใช้สิทธิบังคับคดีของผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์มาจากการขายทอดตลาดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาอันเป็นขั้นตอนการบังคับคดีภายหลังจากโจทก์ฝ่ายชนะคดีซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ดำเนินการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ฝ่ายแพ้คดีซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาภายในระยะเวลา 10 ปี ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 แล้ว กรณีมิใช่เรื่องเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาร้องขอให้บังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษาและมิใช่การใช้สิทธิของโจทก์ที่เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษามาบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 จึงไม่อาจนำบทบัญญัติเกี่ยวกับระยะเวลาการบังคับคดีตามมาตรา 271 มาบังคับได้ ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งให้ออกคำสั่งบังคับให้จำเลยที่ 2 และบริวารออกไปจากที่พิพาทนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

 

          ศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์ เพราะหนังสือมอบอำนาจปิดอากรแสตมป์ไม่ครบถ้วนตามกฎหมาย ฟ้องแย้งตกไปด้วยหรือไม่

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8387- 8391/2553 ธ. ไม่มีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์เนื่องจากหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์ปิดอากรแสตมป์ไม่ครบถ้วนตามกฎหมายรับฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้ ผลจึงเท่ากับว่าไม่มีตัวโจทก์เข้ามาฟ้องคดี ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ย่อมตกไป เพราะการดำเนินกระบวนพิจารณาตามฟ้องแย้งนั้นต้องมีตัวโจทก์เดิมที่เป็นจำเลยตามฟ้องแย้งอยู่ด้วย

 

          ผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 นั้น จำเลยด้วยกันเองมีสิทธิยื่นคำร้องดังกล่าวหรือไม่

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5419/2554  มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 2 ว่าจำเลยที่ 2 มีสิทธิยื่นคำร้องให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา  มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย จิตใจ หรือได้รับความเสื่อมเสียต่อเสรีภาพในร่างกายชื่อเสียงหรือได้รับความเสียหายในทางทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย ผู้เสียหายจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนก็ได้” ซึ่งมาตรา 2 (4) ให้คำนิยามคำว่า “ผู้เสียหาย” ว่า หมายความถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐานหนึ่ง  รวมทั้งบุคคลอื่นที่มีอำนาจจัดการแทน ดังนั้น ตามคำฟ้องของโจทก์ถือว่าจำเลยที่ 2 มิใช่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4)

          ผู้มีสิทธิยื่นคำร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ต้องพิจารณาตามที่กฎหมายกำหนดไว้และข้อเท็จจริงในขณะที่ยื่นคำร้องว่าเป็นผู้เสียหายหรือไม่ เมื่อบทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้ผู้เสียหายเท่านั้นที่ยื่นคำร้องได้และขณะยื่นคำร้องจำเลยที่ 2 ไม่ใช่ จำเลยที่ 2 จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามบทบัญญัติดังกล่าว

 

          ประวัติเกี่ยวกับการกระทำความผิด ศาลจะนำมารับฟังเพื่อพิสูจน์ว่าจำเลยกระทำความผิดในคดีที่ถูกฟ้องได้หรือไม่

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2069/2554  ที่พันตำรวจตรีสมคิดเบิกความว่า จำเลยที่ 2 มีประวัติเกี่ยวข้องกับแอมเฟตามีน โดยเคยถูกจับข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง และจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนตามเอกสารหมาย จ.10 นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาฐา มาตรา 226/2 บัญญัติห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดครั้งอื่นๆ เพื่อพิสูจน์ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดในคดีที่ถูกฟ้อง... ศาลจึงนำประวัติของจำเลยที่ 2 ที่เคยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษมารับฟังเพื่อพิสูจน์ว่าจำเลยทำผิดคดีนี้ไม่ได้ เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นเมทแอมเฟตามีนของกลางได้จากจำเลยที่ 1 เพียงคนเดียว โดยจำเลยที่ 1 ยืนยันทันทีว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีส่วนรู้เห็น และจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธตลอดมาตั้งแต่ชั้นจับกุมจนถึงชั้นศาล พยานหลักฐานของโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังลงโทษจำเลยที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 มานั้นศาลฎีกาเห็นฟ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7478/2554 ศาลอุทธรณ์นำพฤติการณ์แห่งคดีจากรายงานการสืบเสาะพินิจจำเลยมาวินิจฉัยเพื่อใช้ดุลยพินิจรอการลงโทษจำเลยหรือไม่ มิได้ใช้รับฟังในฐานะเป็นพยานหลักฐานวินิจฉัยการกระทำที่ถูกฟ้องเพื่อลงโทษจำเลย ประกอบกับศาลชั้นต้นได้แจ้งรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยให้จำเลยทราบแล้ว จำเลยไม่ค้าน ถือได้ว่าจำเลยยอมรับพฤติการณ์แห่งคดีตามรายงานดังกล่าว การที่ศาลอุทธรณ์นำพฤติการณ์แห่งคดีจากรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยมาวินิฉัยเพื่อใช้ดุลยพินิจไม่รอการลงโทษจำเลย จึงชอบด้วยกฎหมาย

 

          บันทึกการจับกุมระบุว่า จำเลยที่ 1 รับเมทแอมเฟตามีนของกลางมาจากจำเลยที่ 2 ถือเป็นคำรับสารภาพชั้นจับกุมของจำเลยที่ 1 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 84 วรรคท้าย หรือไม่

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6243/2554 บันทึกการจับกุมระบุว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยืนยันให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 1 ให้การรายละเอียดแก่เจ้าพนักงานว่ารับเมทแอมเฟตามีนของกลางมาจากจำเลยที่ 2 ซึ่งมิใช่คำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 1 จึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยที่ 2 ได้





ฎีกา บทบรรณาธิการ เนติ ภาค 2 สมัย 65 เล่ม 3 | สาระความรู้ บทความกฎหมาย ที่น่าสนใจ ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม


จำนวนผู้ชม : 3542 ครั้ง
ลงวันที่ 24/01/2014 15:40:53


ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน