หัวข้อ : ฎีกา บทบรรณาธิการ เนติ ภาค 2 สมัย 65 เล่ม 7
หมวดหมู่ : กฎหมายที่น่าสนใจ
รายละเอียด : รวมข้อมูล เกี่ยวกับประเด็นกฎหมายที่น่าสนใจ อื่นๆ



จำเลยฎีกา ต่อมาเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาฎีกาแล้ว จำเลยยื่นคำร้องขอให้การรับสารภาพในชั้นฎีกา จะถือเป็นการแก้ไขคำให้การ เป็นการยื่นคำร้องขอถอนฎีกา หรือขอแก้ไขเพิ่มเติมฎีกาได้หรือไม่

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9481/2553 จำเลยฎีกาว่า มิได้กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ประการหนึ่ง ขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกอีกประการหนึ่ง การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้การรับสารภาพในชั้นฎีกา แม้จะถือว่าเป็นการขอแก้ไขคำให้การจากที่ให้การปฏิเสธเป็นให้การรับสารภาพ ซึ่งจำเลยไม่อาจกระทำได้ เพราะการแก้ไขคำให้การจะต้องการกระทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคสอง และไม่อาจถือว่าการที่จำเลยยื่นคำร้องนี้เป็นการยื่นคำร้องขอถอนฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 202 ประกอบมาตรา 225 เพราะจำเลยยังติดใจฎีกาในประเด็นการลดโทษและรอการลงโทษจำคุก ทั้งไม่อาจถือว่าเป็นการยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฎีกาด้วยการสละประเด็นบางข้อเพราะพ้นกำหนดระยะเวลาฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 แล้ว แต่การที่จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาขอให้การรับสารภาพในชั้นฎีกาเช่นนี้ถือได้ว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริง โดยไม่ได้โต้แย้งข้อที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต

 

            ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง ขณะที่คดีก่อนอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์ยื่นฟ้องเรื่องเดียวอีก ต่อมาศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาในคดีก่อนอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้ ดังนี้ คำฟ้องคดีหลังเป็นฟ้องซ้อนหรือไม่

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7188/2553 ก่อนฟ้องคดีนี้โจทก์เคยฟ้องจำเลยทั้งสองให้รับผิดในมูลละเมิดและประกันภัยในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2026/2548 ของศาลจังหวัดปฐม แต่โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องคดีก่อนเสียเพื่อไปฟ้องเป็นคดีใหม่ต่อศาลที่อยู่ในเขตอำนาจศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นจำเลยในคดีก่อนอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง ขณะที่คดีก่อนอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองให้ชำระหนี้ในมูลหนี้เดิมและรายเดียวกันเป็นคดีนี้ต่อมาศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาในคดีก่อนอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้ ดังนั้น เมื่อคดีที่โจทก์ขอถอนฟ้องในคดีก่อนยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ต้องถือว่าคดีก่อนยังไม่ถึงที่สุด การที่โจทก์นำมูลหนี้รายเดียวกันฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีอีกจึงเป็นการฟ้องซ้อนกับคดีก่อน ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) แม้ต่อมาศาลฎีกาจะอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง คดีก่อนถึงที่สุดก็ตาม ก็หาทำให้ฟ้องคดีนี้ซึ่งเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมาแต่ต้นกลายเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายขึ้นมาไม่

 

            โจทก์ฟ้องขอเปิดทางพิพาทเป็นภาระจำยอมแต่ประการเดียว แต่คำฟ้องได้บรรยายว่า ที่ดินของโจทก์มีที่ดินของบุคคลอื่นล้อมรอบไม่มีทางออกสู่สาธารณะประโยชน์ ดังนี้ศาลจะวินิจฉัยว่า ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นได้หรือไม่

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12102/2553 คำฟ้องของโจทก์ทั้งสาม ขอให้เปิดทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมแต่ประการเดียว แม้คำฟ้องได้บรรยายว่า ที่ดินของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 มีที่ดินของบุคคลอื่นล้อมรอบไม่มีทางออกไปสู่ทางสาธารณะประโยชน์ก็ตาม แต่โจทก์ทั้งสามมิได้ขอให้เปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็นด้วย ทั้งในชั้นชี้สองสถานศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทแต่เพียงว่า ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมหรือไม่ และจำเลยทั้งสองต้องรื้อถอนประตูเหล็กและรั้วออกไปหรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าทางพิพาทเป็นทางจำเป็นจึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นมิชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง

          แต่หากฟ้องว่า ทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมและทางจำเป็นด้วย มีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ดังนี้

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3560/2553 โจทก์ที่ 1 ฟ้องว่าทางพิพาทเป็นทางภาระจำยอมและทางจำเป็น ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าเป็นทางจำเป็น แม้โจทก์ที่ 1 มิได้อุทธรณ์ หากศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่า ทางพิพาทไม่ใช่ทางจำเป็นเพราะที่ดินและบ้านของโจทก์ที่ 1 อยู่ติดแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นทางสาธารณะอยู่แล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็มีอำนาจวินิจฉัยว่าเป็นทางภาระจำยอมได้ ไม่เป็นการนอกฟ้องนอกประเด็น

 

          โจทก์ไม่ได้โต้แย้งคัดค้าน เรื่องอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลชั้นต้นและค่าขึ้นศาล หลังจากศาลพิพากษาคดีแล้ว โจทก์จะมายื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าวว่าเป็นการผิดระเบียบได้หรือไม่

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8497/2553 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 กำหนดให้ผู้ที่จะร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาผิดระเบียบนั้น จะต้องเป็นคู่ความฝ่ายที่เสียหายจากการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบและต้องคัดค้านไม่ช้ากว่า 8 วันนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น การที่โจทก์ทั้งแปดเป็นผู้ยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นตต้น ทั้งก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษา โจทก์ทั้งแปดก็ไม่ได้โต้แย้งคัดค้านเรื่องอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลชั้นต้นและค่าขึ้นศาล เพิ่งมาขอให้โอนคดีและขอค่าขึ้นศาลบางส่วนคืนภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งแปดเป็นคู่ความฝ่ายที่ผู้เสียหายได้ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด โจทก์ทั้งแปดจึงไม่อาจยื่นคำร้องขอให้โอนคดีไปยังศาลแขวงสุราษฎ์ธานีและขอค่าขึ้นศาลบางส่วนคืน ซึ่งเป็นการขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบอยู่ในตัวได้

 

          ศาลพิพากษายกฟ้องในชั้นตรวจคำฟ้อง ไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีไม่มีมูลพิพากษายกฟ้อง หรือโจทก์ไม่มีพยานมาสืบพิพากษายกฟ้อง โจทก์จะนำคดีมาฟ้องใหม่ได้หรือไม่

          ชั้นตรวจคำฟ้อง

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2727/2544* คดีอาญาเรื่องก่อน โจทก์และจำเลยทั้งแปดเป็นคู่ความรายเดียวกับคดีนี้โดยโจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งแปดร่วมกระทำความผิดในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 เช่นเดียวกับคดีนี้ ซึ่งคดีก่อนศาลชั้นต้นมีคำสั่งในชั้นตรวจคำฟ้องว่า “การกระทำของจำเลยทั้งแปดตามฟ้องของโจทก์ ไม่ปรากฎว่าเป็การไม่ชอบด้วยหน้าที่ โดยทุจริต หรือเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือผู้อื่น ที่จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 แต่อย่างไร พิพากษายกฟ้อง” เท่ากับศาลชั้นต้นพิเคราะห์แล้วว่าการกระทำของจำเลยทั้งแปดตามที่โจทก์ฟ้องนั้นไม่เป็นความผิด ซึ่งเป็นการยกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 ถือว่าศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยชี้ขาดในเนื้อหาการกระทำและมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว โจทก์ฟ้องคดีนีอีกจึงเป็นฟ้องซ้ำ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(4)

          มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6770/2546 วินิจฉัยเช่นกัน

          * ค้นจากในเวบไม่ใช่เรื่องนี้

          ชั้นไต่สวนมูลฟ้อง

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1046-1047/2526 คดีทั้งสองสำนวนโจทก์ฟ้องกล่าวหาจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในความผิดฐานแจ้งความเท็จ เป็นคดีซึ่งเกิดขึ้นในคราวเดียวกัน เมื่อคดีของโจทก์ที่ 3 ตามคดีสำนวนหลัง ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนมูลฟ้องแล้วสั่งประทับฟ้องข้อหาอื่น ส่วนข้อหาฐานแจ้งความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 สั่งว่าคดีไม่มีมูลให้ยกฟ้อง โจทก์ที่ 3 มิได้อุทธรณ์ กรณีเช่นนี้ถือได้ว่า ความผิดฐานแจ้งความเท็จสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในคดีสำนวนแรกนั้นศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว สิทธิของโจทก์ที่ 1 และที่ 2 ในอันที่จะดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ในความผิดฐานแจ้งความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 จึงเป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(4)

          มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8910/2549 วินิจฉัยเช่นกัน

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8910/2549 คดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยว่า จำเลยนำหนังสือสัญญากู้เงินที่จำเลยกับ ส. ทำปลอมขึ้นทั้งฉบับมานำสืบและแสดงเป็นพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีแพ่งของศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษตาม ป.วิ.อ. มาตรา 264, 268, 180 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ววินิจฉัยว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง จึงเท่ากับศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยในประเด็นแห่งความผิดแล้ว ถือได้ว่ามีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งโจทก์ได้ฟ้องแล้ว คดีนี้โจทก์นำการกระทำของจำเลยในคดีอาญาเรื่องก่อนมาฟ้องจำเลยอีก แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องคดีนี้ว่าจำเลยปลอมเอกสารสิทธิและมีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 265 ซึ่งแตกต่างกัน แต่มูลคดีนี้ก็มาจากการกระทำอันเดียวกัน สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4)

          ศาลพิพากษายกฟ้องเพราะโจทก์ไม่มีพยานมาสืบ

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1382/2492 ชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ศาลเลื่อนการไต่สวนมาครั้งหนึ่งแล้ว ในครั้งที่สองทนายโจทก์มาศาล แถลงว่าตัวโจทก์มาศาล แต่ไปไหนเสียไม่ทราบ ไม่มีพยานโจทก์มาศาลเลย แล้วแต่ศาลจะเห็นสมควร ศาลอาญาสั่งว่าครั้งนี้เป็นครั้งที่สอง ศาลรออยู่จนถึงเวลา 10.45 น. ตัวโจทก์และพยานไม่มาศาลเป็นพยานนำ ทั้งมิได้ขอเลื่อนคดี ถือว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบพิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดอัยการจะยื่นฟ้องจำเลยในกรณีเดียวกันอีกไม่ได้ การที่ศาลถือว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบพิพากษายกฟ้อง มีมูลเหตุเช่นเดียวกับการพิพากษายกฟ้องโดยโจทก์พิสูจน์ความผิดของจำเลยไม่ได้นั่นเอง

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 682/2549 โจทก์ร่วมเคยยื่นฟ้องจำเลยในความผิดกรณีเดียวกันนี้ต่อศาลชั้นต้น ในวันนัดไต่สวนมูลฟ้องทนายโจทก์คดีดังกล่าวแถลงต่อศาลว่าไม่มีพยานมาสืบ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมายืนยันความผิดของจำเลย คดีจึงไม่มีมูลและพิพากษายกฟ้องซึ่งมีผลเช่นเดียวกับการพิพากษายกฟ้องโดยศาลเห็นว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคแรกจึงถือได้ว่าศาลชั้นต้นได้พิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดซึ่งได้ฟ้องแล้ว สิทธินำคดีอาญานี้มาฟ้องย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(4) หาใช่เป็นคดีที่ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวพิพากษายกฟ้องโดยโจทก์ไม่มาศาลตามกำหนดนัดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 166 วรรคแรก ไม่ 





ฎีกา บทบรรณาธิการ เนติ ภาค 2 สมัย 65 เล่ม 7 | สาระความรู้ บทความกฎหมาย ที่น่าสนใจ ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม


จำนวนผู้ชม : 2525 ครั้ง
ลงวันที่ 24/01/2014 15:45:39


ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน