หัวข้อ : ฎีกา บทบรรณาธิการ เนติ ภาค 2 สมัย 65 เล่ม 15
หมวดหมู่ : กฎหมายที่น่าสนใจ
รายละเอียด : รวมข้อมูล เกี่ยวกับประเด็นกฎหมายที่น่าสนใจ อื่นๆ



  คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้เข้าเป็นจำเลยร่วม เข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ หรือให้โจทก์นำพยานหลักฐานเข้าสืบก่อน เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาหรือไม่

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5018/2554  คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้เข้าเป็นจำเลยร่วมเป็นคำสั่งก่อนที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดตัดสินคดี ทั้งมิใช่คำสั่งตามที่ระบุไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 227 และมาตรา 228 จึงเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา เมื่อโจทก์ไม่ได้โต้แย้งคำสั่งนั้นไว้เพื่อใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 226(2) ประกอบมาตรา 247 โจทก์จึงอุทธรณ์ฎีกาคำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้นไม่ได้

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 618/2551 คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้บริษัท บ. เข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ในขณะที่คดีจำเลยที่ 2 ร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ยังอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 338/2553 คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งให้โจทก์นำพยานหลักฐานเจ้าสืบก่อนเป็นคำสั่งที่มิได้ทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่อง ยังต้องมีการดำเนินกระบวนพิจารณากันต่อไป จึงเป็นคำสั่งในระหว่างพิจารณา โจทก์ต้องโต้แย้งคำสั่งไว้จึงจะมีสิทธิอุทธรณ์ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 226 วรรคหนึ่ง (2)  

 

          การอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ฎีกา จะอยู่ในบังคับข้อห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224, 248 หรือไม่

          คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ ท.2284/2553  ฎีกาของจำเลยมิใช่เป็นฎีกาในเนื้อหาของคดี แต่เป็นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ ก็อยู่ในบังคับข้อห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสอง

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 650/2554 จำเลยฎีกาว่า ตามคำร้องของจำเลยเป็นกรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษ จำเลยพยายามหาเงินค่าฤชาธรรมเนียมมาวางศาลในชั้นอุทธรณ์ แต่ยังไม่สามารถจะหาเงินดังกล่าวได้ ซึ่งหากศาลไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์จะทำให้จำเลยเสียสิทธิในการดำเนินคดี เป็นฎีกาที่โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังข้อเท็จจริงของศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยว่าพฤติการณ์ดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าเป็นพฤติการณ์พิเศษตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง แม้เป็นปัญหาเกี่ยวกับการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้น แต่เมื่อทุนทรัพย์พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

 

          คดีพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิที่ดินหลายแปลง การพิจารณาว่าคดีต้องห้ามอุทธรณ์ฎีกาในข้อเท็จจริงหรือไม่ ต้องแยกพิจารณาเฉพาะที่ดินแต่ละแปลงหรือไม่

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3682/2554  โจทก์ฟ้องขอบังคับให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินพาทรวม 8 โฉนดแก่โจทก์ให้ฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาท จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ที่ดินพิพาททั้งแปดแปลงเป็นของจำเลย กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามคำฟ้อง เป็นคดีมีทุนทรัพย์จึงต้องแยกออกเฉพาะที่ดินแต่ละแปลง จำเลยอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาว่าที่ดินพิพาทรวม 2 แปลงเป็นของจำเลย ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์สำหรับที่ดินทั้งสองแปลงมีราคาไม่เกิน 50,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ว่าที่ดินทั้งสองแปลงเป็นของจำเลยอันเป็นการอุทธรณ์โต้แย้งดุลยพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับวินิจฉัยให้ก็เป็นการไม่ชอบ ถือว่าเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 3 ย่อมต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ส่วนในที่ดินอีก 6 แปลง แต่ละแปลงราคาไม่เกิน 200,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248

 

          คดีที่มีโจทก์หลายคนร่วมกันฟ้องจำเลย โดยโจทก์แต่ละคนต่างใช้สิทธิเฉพาะตัวเรียกร้องเอาส่วนของตน การพิจารณาทุนทรัพย์ว่าจะต้องห้ามอุทธรณ์ฎีกาในข้อเท็จจริงหรือไม่ต้องแยกพิจารณาต่างหากหรือรวมกัน

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1635/2552  โจทก์ทั้งสามร่วมกันฟ้องจำเลยทั้งสี่เป็นคดีเดียวกันเพราะโจทก์ทั้งสามมีผลประโยชน์ร่วมกันในมูลความแห่งคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59 แต่โจทก์ที่ 1 อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของ ม. บิดาโจทก์ที่ 1 เมื่อ ม. ถึงแก่ความตายที่ดินเป็นมรดกตกทอดแก่โจทก์ที่ 1 ต่อมาโจทก์ที่ 1 แบ่งที่ดินออกเป็น 3 ส่วน ส่วนที่ 1 เนื้อที่ 9 ไร่ 93 ตารางวา ราคาประมาณ 45,000 บาท โจทก์ที่ 1 ครอบครองทำประโยชน์ ส่วนที่ 2 เนื้อที่ 7 ไร่ 2 งาน 53 ตารางวา ราคาประมาณ 40,000 บาท โจทก์ที่ 1 โอนสิทธิครอบครองให้แก่โจทก์ที่ 2 และส่วนที่ 3 เนื้อที่ 7 ไร่ 3 งาน 39 ตารางวา ราคาประมาณ 40,000 บาท โจทก์ที่ 1 โอนสิทธิครอบครองให้แก่โจทก์ที่ 3 หลังจากนั้นโจทก์ทั้งสามขอออกโฉนดที่ดินแต่ละส่วนของแต่ละคน เป็นเรื่องที่โจทก์แต่ละคนต่างครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตามส่วนที่แต่ละคนขอรังวัดออกโฉนด อันเป็นการที่โจทก์แต่ละคนต่างใช้สิทธิเฉพาะตัวตามมาตรา 55 การพิจารณาทุนทรัพย์ว่าต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง จึงต้องพิจารณาทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ของโจทก์แต่ละคนแยกกัน

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2171/2553  โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นทายาทของ ส. และ ข. ฟ้องขอแบ่งมรดกจากจำเลยโดยให้จดทะเบียนเพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินมรดกระหว่างจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกกับจำเลยในฐานะส่วนตัว และเพิกถอนการจดทะเบียนการโอนที่ดินระหว่างจำเลยกับจำเลยร่วมทั้งสี่ จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์และเป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งสองแต่ละคนใช้สิทธิฟ้องเรียกส่วนแบ่งทรัพย์มรดกจากจำเลยเป็นการเฉพาะตัว โจทก์แต่ละคนชอบที่จะเสนอคดีต่อศาลได้โดยลำพัง แม้โจทก์ทั้งสองจะฟ้องคดีรวมกันมาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกต่างหากจากกัน คู่ความตีราคาทรัพย์พิพาทตามคำขอท้ายฟ้อง 210,000 บาท ฉะนั้นทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนจึงคิดเป็นเงินเพียง 52,500 บาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริง เว้นแต่ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ได้รับรองให้ฎีกา ทั้งนี้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยและจำเลยร่วมทั้งสี่ได้ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 3 รับรองให้ฎีกาพร้อมกับฎีกาตามมาตรา 248 วรรคสี่ แล้ว ศาลชั้นต้นชอบที่จะส่งคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาว่าจะรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริงหรือไม่ก่อนแล้วจึงมีคำสั่งว่าจะรับฎีกาหรือไม่ การที่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่ไม่ได้นั่งพิจารณาคดีสั่งยกคำร้องและสั่งรับฎีกาดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นการผิดหลงและเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบเนื่องจากไม่ได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาคดี ศาลฎีกามีอำนาจเพิกถอนคำสั่งของผู้พิพากษาศาลชั้นต้นที่สั่งยกคำร้องและสั่งรับฎีกาดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 243 (1) และ มาตรา 27 ประกอบด้วยมาตรา 247

 

          ฟ้องว่าเป็นตัวการร่วมกระทำความผิด ทางพิจารณาได้ความว่าเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิด ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยได้หรือไม่เพียงใด

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6633/2554  โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นและร่วมกันกระทำความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร แต่ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้ให้จำเลยที่ 2 กระทำความผิด มิใช่เป็นตัวการกระทำความผิดด้วยกันตาม ป.อ. มาตรา 83 ดังนั้นที่โจทก์ฟ้อง จึงลงโทษจำเลยฐานร่วมกันกระทำความผิดโดยไม่มีเหตุสมควรตามที่โจทก์ฟ้องไม่ได้ เพราะข้อเท็จจริงในทางพิจารณาแตกต่างกับฟ้องในสาระสำคัญ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสอง แต่การกระทำของจำเลยที่ 1 ถือได้ว่าเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ตาม ป.อ. มาตรา 86 ด้วย ซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานเป็นผู้สนับสนุนได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย

 

          ศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยในเรื่องของกลาง ซึ่งโจทก์มีคำขอให้ริบ โจทก์ไม่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์จะสั่งริบของกลางไหรือไม่

          คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7713/2554  โจทก์มีคำขอให้ริบเครื่องสูบน้ำของกลางที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้ในการกระทำความผิด แต่ศาลชั้นต้นยังมิได้วินิจฉัยว่าจะริบเครื่องสูบน้ำหรือไม่ ไม่ใช่เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยแล้วแต่เห็นไม่ควรริบเครื่องสูบน้ำของกลาง คำพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 186 (9) แม้โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง และการริบทรัพย์สิน แม้ตาม ป.อ. มาตรา 18 จะบัญญัติว่าเป็นโทษสถานหนึ่ง แต่เป็นโทษที่มุ่งถึงตัวทรัพย์เป็นสำคัญต่างจากโทษสถานอื่น ซึ่งแม้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะไม่ได้กระทำความผิดหรือกระทำความผิดแต่ไม่ต้องรับโทษ ศาลก็มีอำนาจสั่งริบทรัพย์สินของกลางได้ จึงไม่เป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 (คำพิพากษาฎีกาที่ 3299/2547, 6247/2545, 714/2542, 1020/2541 วินิจฉัยเช่นกัน)





ฎีกา บทบรรณาธิการ เนติ ภาค 2 สมัย 65 เล่ม 15 | สาระความรู้ บทความกฎหมาย ที่น่าสนใจ ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม


จำนวนผู้ชม : 2922 ครั้ง
ลงวันที่ 24/01/2014 15:52:07


ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน