ข้อ 2. + ข้อ 3.ม.59-106
ม.58-62,63,67,68,69,72,80-84,85,86,87,88,92,105
คำถาม การใช้อาวุธปืนยิงผู้อื่นเพื่อป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่กระสุนไม่ลั่นและผู้นั้นได้วิ่งหลบหนีไป หากผู้กระทำตามไปยิงอีกจะยังถือว่าเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายอีกหรือไม่
คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้
คำพิพากษาฎีกาที่ 6370/2554 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ยิงปืนขึ้นฟ้า 1 นัดแล้ว อ. ได้ชักอาวุธปืนยิงจำเลยที่ 1 ก่อนจริง พฤติการณ์ของ อ. เช่นนี้ ย่อมทำให้จำเลยที่ 1 เห็นว่า อ. ได้ประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายแก่ตน ดังนั้น จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิป้องกัน การที่จำเลยที่ 1 ได้ใช้อาวุธปืนยิงไปที่ อ. 1 นัด ในทันทีทันใด แม้กระสุนจะลั่นหรือไม่ก็ตาม ย่อมถือว่าเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายตาม ป.อ. มาตรา 68 แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธยิง อ. แต่กระสุนปืนไม่ลั่นแล้ว อ. ได้วิ่งหลบหนีไป เช่นนี้ เหตุที่จำเลยที่ 1 จะป้องกันสิทธิของตนย่อมหมดไป การที่จำเลยที่ 1 วิ่งไล่ตาม อ. ไป แล้วยิงต่อสู้กับ อ. อีกเช่นนี้ เป็นการกระทำต่อเนื่องจากการที่ อ. ใช้อาวุธปืนยิงจำเลยที่ 1 ก่อนอันถือว่าเป็นการข่มเหงจำเลยที่ 1 ด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม การกระทำของจำเลยที่ 1 ในครั้งหลังจึงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะตาม ป.อ. มาตรา 72
คำถาม กระสุนปืนไม่ลั่น เพราะดินปืนที่บรรจุอยู่ในลำกล้องเปียกชื้นจะถือว่าเป็นการพยายามกระทำความผิดที่ไม่่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้เพราะเหตุปัจจัยซึ่งใช้ในการกระทำความผิดตาม ป.อ.มาตรา 81 หรือไม่
คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้
คำพิพากษาฎีกาที่ 2894/2555 การพยายามกระทำความผิดที่ไม่สามารถจะบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ตาม ป.อ. มาตรา 81 นั้น ต้องเกิดจากเหตุ 2 ประการ คือ เหตุปัจจัยซึ่งใช้ในการกระทำความผิดกับเหตุแห่งวัตถุที่มุ่งหมายกระทำต่อ สำหรับคดีนี้เหตุปัจจัยซึ่งใช้ในการกระทำความผิด คือ อาวุธปืนแก๊ปยาวแบบประจุปากของกลาง ปัญหาว่าอาวะปืนแก๊ปยางดังกล่าวเป็นเหตุให้การพยายามกระทำความผิดนั้นไม่สามารถจะบรรลุผลได้อย่างแน่แท้หรือไม่ ได้ความจากคำให้การชั้นสอบสวนของพันตำรวจโท ก. เจ้าพนักงานตำรวจประจำวิทยาการเขต 43จังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้ตรวจพิสูจน์อาวุธปืนของกลางว่าอาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนที่สามารถทำอันตรายแก่ชีวิตและวัตถุได้ การที่กระสุนปืนไม่ลั่นเมื่อสับนกปืนนั้น สามารถเกิดขึ้นกับอาวุธปืนของกลางได้หากดินปืนมีความชื้นหรือเปียกชื้นเพราะประกายไฟซึ่งเกิดจากนกปืนสับไปที่แก๊ปปืนไม่สามารถลุกลามไปติดเนื้อดินปืนในลำกล้องเพื่อส่งเม็ดตะกั่วที่บรรจุอยู่ออกไปทางปากกระบอกได้ แสดงว่าในวันเกิดเหตุหากดินปืนที่บรรจุอยู่ในลำกล้องอาวุธปืนของกลางแห้งไม่เปียกชื้นกระสุนปืนก็ต้องลั่นส่งเม็ดตะกั่วที่บรรจุอยู่ในลำกล้องออกมาใส่ใบหน้าผู้เสียหายเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้วแต่การกระทำไม่บรรลุผล อันเป็นการพยายามกระทำความผิดตาม ป.อ.มาตรา 80 หาใช่การกระทำนั้นไม่สามารถจะบรรลุผลได้อย่างแน่แท้เพราะอาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืนของกลางอันเป็นปัจจัยซึ่งใช้ในการกระทำตามมาตรา 81 แต่อย่างใดไม่
คำถาม สมัครใจเข้าวิวาทจะอ้างป้องกันหรือบันดาลโทสะได้หรือไม่
คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้
คำพิพากษาฎีกาที่ 8347/2554 ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายมีเรื่องทะเลาะโต้เถียงกับจำเลยซึ่งนั่งดื่มสุราอยู่ที่ร้านใกล้ที่เกิดเหตุ จึงเชื่อว่าเป็นสาเหตุให้จำเลยไม่พอใจผู้เสียหายเป็นอย่างมาก ในวันเกิดเหตุเมื่อผู้เสียหายออกจากร้านไปแล้ว ผู้เสียหายร้องตะโกนท้าทายจำเลยให้ออกไป จะฟังให้คอขาด จำเลยจึงรีบวิ่งไปหาผู้เสียหาย ถือได้ว่าจำเลยสมัครใจเข้าวิวาทและต่อสู้กับผู้เสียหาย และเป็นการกระทำที่จำเลยเข้าสู้ภัยทั้งที่ยังไม่มีภยันตรายมาถึงตน จึงเป็นการกระทำโดยที่ไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ แม้ผู้เสียหายจะทำร้ายจำเลยก่อน ก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะที่จำเลยกับผู้เสียหายสมัครใจวิวาทกัน ดังนั้น จำเลยจึงไม่อาจที่จะอ้างสิทธิป้องกันได้ตามกฎหมาย และแม้จำเลยมีความไม่พอใจผู้เสียหายเป็นอย่างมาก แต่เมื่อจำเลยสมัครใจที่จะไปต่อสู้กับผู้เสียหายเองก็ไม่อาจถือได้ว่าจำเลยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จำเลยจึงไม่อาจอ้างเหตุบันดาลโทสะได้เช่นเดียวกัน การกระทำของจำเลยไม่เป็นการกระทำเพื่อป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายมาตรา 68 และไม่เป็นการกระทำโดยเหตุบันดาลโทสะมาตรา 72
คำถาม การถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม มีหลักในการวินิจฉัยอย่างไร
คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้
คำพิพากษาฎีกาที่ 7835/2554 กรณีที่จะเป็นการกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะตาม ป.อ. มาตรา 72 ต้องเป็นเรื่องที่ผู้กระทำความผิดถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม โดยพิจารณาเปรียบเทียบกับความรู้สึกของคนธรรมดาหรือวิญญูชนทั่วไปว่าผู้ที่อยู่ในภาวะ วิสัย และพฤติการณ์อย่างเดียวกับจำเลยนั้น ถือได้ว่าจำเลยผู้กระทำความผิดถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมหรือไม่ หาใช่ถือเอาตามความรู้สึกนึกคิดของตัวจำเลยผู้กระทำความผิดเอง ที่จำเลยฎีกาว่าการที่ผู้เสียหายจอดรถจักรยานยนต์ขวางหน้ารถยนต์ที่จำเลยกับ พ. กำลังพูดคุยกันก็เพื่อแสดงให้จำเลยเห็นว่า พ. มีใจให้ผู้เสียหาย เป็นการดูถูกเหยียดหยามและเย้ยหยันจำเลยต่อหน้าคนรัก จำเลยจึงเกิดอาการโกรธเนื่องจากหึงหวงเป็นเหตุให้ทำร้ายผู้เสียหายนั้น ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ
คำถาม เจ้าของบ้านซึ่งอยู่บริเวณบ้าน หากมีบุคคลอื่นลุกล้ำเข้ามากระทำการอันไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะต้องหลบหนีผู้กระทำความผิดก่อนหรือไม่ และจะมีสิทธิที่จะป้องกันตนหรือไม่
มาตรา 67 ผู้ใดกระทำความผิดด้วยความจำเป็น
(1) เพราะอยู่ในที่บังคับ หรือภายใต้อำนาจซึ่งไม่สามารถหลีก เลี่ยงหรือขัดขืนได้ หรือ
(2) เพราะเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นพ้นจากภยันตรายที่ใกล้จะถึง และไม่สามารถหลีกเลี่ยงให้พ้นโดยวิธีอื่นใดได้ เมื่อภยันตรายนั้นตน มิได้ก่อให้เกิดขึ้นเพราะความผิดของตน
ถ้าการกระทำนั้นไม่เป็นการเกินสมควรแต่เหตุแล้ว ผู้นั้นไม่ต้อง รับโทษ
มาตรา 68 ผู้ใดจำต้องกระทำการใดเพื่อป้องกันสิทธิของตนหรือของผู้อื่น ให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อ กฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ถ้าได้กระทำพอสมควร แก่เหตุ การกระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้น ไม่มีความผิด
มาตรา 69 ในกรณีที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 67 และ มาตรา 68 นั้น ถ้าผู้กระทำได้กระทำไปเกินสมควรแก่เหตุ หรือเกินกว่ากรณีแห่ง ความจำเป็นหรือเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกัน ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น เพียงใดก็ได้แต่ถ้าการกระทำนั้นเกิดขึ้นจากความตื่นเต้น ความ ตกใจหรือความกลัว ศาลจะไม่ลงโทษผู้กระทำก็ได้
คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้
พิพากษาศาลฎีกาที่ 7940/2551 (ป.อ.มาตรา 69 ,288) ผู้ตายถืออาวุธมีดยาว 12 นิ้ว เข้ามาในบ้านจำเลยเพื่อจะทําร้าย จำเลยจึงขึ้นไปบนบ้าน เพื่อหยิบอาวุธปืนยาวกึ่งอัตโนมัติขนาดจุด22 ซึ่งเป็นอาวุธที่จำเลยได้รับอนุญาตให้มีและใช้ลงมา เพื่อปรามมิให้ผู้ตายทำร้ายจำเลยหรือทรัพยืสินของจำเลย ไม่มีกิริยาอาการที่จะยิงทำร้ายผู้ตาย ดังนี้จะถือว่ามีเจตนาที่จะสมัครใจทะเลาะวิวาทกับผู้ตายไม่ได้ เพราะบ้านที่จำเลยอยู่นี้ถือว่าเป็นเคหสถานที่ปลอดภัยไม่ควรถูกบุคคลอื่นรุกล้ําเข้ามากระทําการอันไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยไม่จําต้องหลบหนี และมีสิทธิป้องกันสิทธิของตน เพราะจำเลยเป็นผู้สุจริตหาต้องถูกบังคับให้ไปเสียจากเคหสถามของจำเลยทีมีสิทธิที่จะอาศัยอยู่และเคลื่อนไหวโดยอิสระ หากจำเลยจําต้องหนีแล้วเสรีภาพของจำเลยก็จะถูกกระทบกระเทือน ต่อมา ผู้ตายเดินเข้าหาจำเลยเพื่อจะทำร้ายระยะห่างประมาณ 1วา โดยมีอาวุธมีดยาว นับว่าเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงแล้ว จำเลยย่อมมีสิทธิจะป้องกันเนื่องจากหากปล่อยให้ผู้ตายเข้ามาใกล้กว่านั้น โอกาศที่จะใช้ปืนยาวยิงเพื่อป้องกันตัวย่อมจะขัดข้อง การที่จำเลยใช้อาวะดังกล่าวยิงไปที่ผู้ตาย 1 นัด แต่ผู้ตายก็ยังคงเดินเข้ามาหาจำเลยอีก จำเลยจึงยิงอีก 2 นัด ติดต่อกันจนผู้ตายล้มลงถึงแก่ความตาย นับว่าเป็นการพอสมควรแก่เหตุในภาวะและวิสัยเช่นนั้น การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยป้องกันพอสมควรแก่เหตุ ภายหลังจากผู้ตายล้มลงนอนหงายจำเลยยังเดินเข้าไปยิงผู้ตายอีก 2 นัด จึงเป็นการกระทำเกินสมควรแก่เหตุ จำเลยมีความผิดอาญาฐานฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ
พิพากษาศาลฎีกาที่ 169/2504 (ป.อ.มาตรา 68 ,288) ผู้ตายเมาสุราร้องท้าทายจำเลยให้มาต่อสู้กันจำเลยไม่สู้ ผู้ตายถือมีดดาบปลายแหลมลุยข้ามคลองจะเข้าไปฟันจำเลยถึงในบ้าน แม้จำเลยจะเห็นผู้ตายอยู่ก่อนอาจจะหลบหนีไปได้ แต่ก็ไม่มีความจำเป็นอย่างไรที่จำเลยผู้มีสิทธิครอบครองเคหสถานแห่งตนโดยชอบด้วยกฎหมายจะต้องหนีกระทำผิดกฎหมาย ดังนี้ จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย 1 นัดขณะผู้ตายอยู่ห่างจากจำเลย 6ศอก ถึง 2 วา นั้นถือว่าเป็นการกระทำเพื่อป้องกันชีวิตพอสมควรแก่เหตุ
คำถาม เจ้าของบ้านซึ่งอยู่บริเวณบ้าน หากมีบุคคลอื่นลุกล้ำเข้ามากระทำการอันไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะต้องหลบหนีผู้กระทำความผิดก่อนหรือไม่ และจะมีสิทธิที่จะป้องกันตนหรือไม่
ฎีกา 11834/2554 "ผู้สนับสนุน ม.86 , ผู้ใช้ ม.84"
คำถาม ผู้ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ใช้ให้กระทำความผิดโดยเตรียงเงินค่าจ้างให้ หรือช่วยพูดเกลี้ยกล่อมจนผู้ถูกใช้ยอมตกลงไปกระทำความผิด จะมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดหรือไม่
คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้
คำพิพากษาฎีกาที่11834/2554 จำเลยที่4 เป็นภริยาจำเลยที่1 และเป็นพี่สาวของจำเลยที่3 จำเลยที่2 มีความสัมพันธ์ทางชู้สาวกับจำเลยที่3 จำเลยที่2 เขียนจดหมายถึงจำเลยที่4 เพื่อขอความช่วยเหลือเรื่องจ้างคนมายิงผู้ตาย ส่วนจำเลยที่3 ได้เตรียมเงินค่าจ้างมามอบให้จำเลยที่2 และจำเลยที่4 ช่วยพูดเกลี้ยกล่อมจำเลยที่1 จนยอมตกลงไปยิงผู้ตาย จำเลยที่3และที่4จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของจำเลยที่2 ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 86
วิเคราะห์ฎีกา 2280/2555
ฎีกา 2280/2555 จำเลยและ บ. กับพวก เข้าไปในบ้านของผู้เสียหายและจำเลยพูดว่า “มึงแน่หรือ ที่อยู่ที่นี่ 15-16 ปี เอามันเลย” กับพูดว่า “ไอ้สัตว์ เดี๋ยวยิงทิ้งหมดเลย” อันเป็นความผิดฐานบุกรุกและขู่ให้ผู้อื่นตกใจกลัว แต่การที่จำเลยพูดว่า เอามันเลย และบ. เข้าทำร้ายผู้เสียหาย การที่จำเลยร้องบอกดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยเป็นผู้สนับสนุนให้ บ. กระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 86 ศาลมีอำนาจวินิจฉัยปรับบทฐานเป็นผู้สนับสนุนได้
ฎีกา 11224/2555
คำถาม ผู้ซื้อ ฝากสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ซื้อให้ผู้ขายเก็ยรักษาไว้ ต่อมาสลากกินแบ่งถูกรางวัลที่1 ผู้ขายอ้างว่าสลากกินแบ่งไม่ถูกรางวัลและทิ้งไปแล้ว โดยให้บุตรสมอ้างว่าเป็นผู้ซื้อสลากไป แล้วนำไปขอรับรางวัล จะเป็นความผิดฐานใด
คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้
พิพากษาศาลฎีกาที่ 11224/2555 สลากกินแบ่งรัฐบาลที่โจทก์ร่วมซื้อและฝากจำเลยที่1 ไว้ถูกรางวัลที่หนึ่ง จำเลยที่1คิดจะเบียดบังเอาสลากไว้เสียเอง จึงได้อ้างต่อโจทก์ร่วมว่าสลากไม่ถูกรางวัลและทิ้งไปแล้ว จากนั้นให้จำเลยที่ 2 บุตรชายรับสมอ้างว่าเป็นผู้ซื้อสลากไป แล้วร่วมมือกันนำสลากไปขอรับรางวัลมาเป็นของจำเลยทั้งสองโดยทุจริต จำเลยที่ 1 จึงมีความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 352 วรรคแรก จำเลยที่ 2 ไม่ได้ร่วมครอบครองสลากมาแต่แรก แต่การที่จำเลยที่2 รับสมอ้างว่าเป็นผู้เจ้าของสลากและร่วมไปขอรับรางวัลมา ถือได้ว่าเป็นการช่วยเหลือจำเลยที่1 ในการยักยอกฉลาก จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 352 ประกอบมาตรา 86
คำถาม การใช้บุคคลอื่นเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด หากผู้ถูกใช้ไม่รู้จะถือว่าร่วมกระทำความผิดด้วยหรือไม่
คำตอบ มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ ดังนี้
คำพิพากษาฎีกาที่ 1280/2555 จำเลยที่ 2 วางแผนกับพวกหลอกว่าจ้างจำเลยที่ 1 นำรถยกไปยกรถยนต์ของผู้เสียหายไปส่งให้จำเลยที่ 2 เพื่อจำเลยที่ 2 จะยกรถยนต์ต่อไปยังจุดหมาย โดยจำเลยที่ 1ไม่ทราบว่าตนเองเป็นเครื่องมือของคนร้าย จำเลยที่ 2 จึงเป็นตัวการในการลักรถยนต์โดยใช้จำเลยที่ 1 เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดของตน จำเลยที่ 1 จึงไม่ได้ร่วมกระทำผิด
จำเลยที่ 1 ขับรถยกยกรถยนต์ของผู้เสียหายขยับออกไปจากที่จอดไม่ถึง 1 เมตรโดยส่วนหน้าของรถยนต์ของผู้เสียหายถูกยกขึ้นไปเกยบนคานของรถยกและมีโซ่คล้องรถยนต์ของผู้เสียหายผูกยึดติดกับรถยกของจำเลยที่ 1 พร้อมที่จะขับเคลื่อนพารถยนต์ของผู้เสียหายออกไปได้ทันที ถือว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 2 ใช้เป็นเครื่องมือได้เข้ายึดถือครอบครองรถยนต์ของผู้เสียหายโดยสมบูรณ์พร้อมที่จะเอาไปได้แล้ว จึงถือว่าจำเลยที่ 2 ได้เอาไปซึ่งรถยนต์ของผู้เสียหายอันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์สำเร็จ แม้จำเลยที่ 1จะยังไม่ทันขับรถยกลากจูงรถยนต์ของผู้เสียหายออกไปก็ตาม หาใช่เป็นเพียงพยายามลักทรัพย์ไม่
|