ประเด็นการต่อสู้ขัดขวาง
- คำพิพากษาฎีกาที่ 618/2504 เจ้าพนักงานมีคำสั่งตามอำนาจหน้าที่ ให้จัดการรื้อรั้วไซมาน และจ้างคนให้ทำการรื้อ โดยอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานโดยใกล้ชิด จำเลยทราบแล้วยังขัดขืน เข้าผลักคนรื้อเพื่อขัดขวางการรื้อ ย่อมมีความผิดฐานขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่
- คำพิพากษาฎีกาที่ 984/2514 คืนเกิดเหตุ ตำรวจกับพวกเจ้าทรัพย์ติดตามไปเอาเรือของเจ้าทรัพย์ที่ถูกคนร้ายชิงไ...ป พบจำเลยทั้งสองอยู่ในเรือลำหนึ่ง ตำรวจซึ่งแต่งเครื่องแบบร้องบอกว่า "นี่ตำรวจ นั่นเรืออะไร เข้ามานี่ก่อน" จำเลยเบนหัวเรือหนี เรือตำรวจไล่ตามไปได้ 5-6 วา จำเลยก็ยิงปืนมา 1 นัด กระสุนปืนถูกพวกเจ้าทรัพย์ที่อยู่ในเรือตำรวจ เมื่อเรือตำรวจไล่ไปจะทันเรือจำเลย จำเลยทั้งสองก็กระโดดน้ำหนีไปพร้อมกัน ดังนี้ถือได้ว่าจำเลยได้ร่วมกันกระทำความผิดฐานใช้ปืนเป็นอาวุธต่อสู้ขัดขวาง และฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน
- คำพิพากษาฎีกาที่ 501/2537 เมื่อผู้เสียหายจับกุมจำเลยในข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ จำเลยดิ้นรนขัดขืนและชกหน้าผู้เสียหาย 1 ครั้ง จนฟันผู้เสียหายหัก และมีโลหิตไหลออกจากปาก จำเลยจึงมีความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้ายตาม ป.อ.มาตรา138 วรรคสองและทำร้ายร่างกายเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ตาม ป.อ.มาตรา 296 อีกกระทงหนึ่ง
- คำพิพากษาฎีกาที่ 9212/2539 (สบฎ เน 18) จำเลยเอามือกดปืนที่เอวของตน เพื่อไม่ให้ตำรวจดึงไป เป็นการขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้กำลังประทุษร้าย มาตรา 138 วรรค 2
- กรณีไม่เป็นการต่อสู้ขัดขวาง
- คำพิพากษาฎีกาที่ 1318/2506 (อ จิตติ 2/167) ผู้เล่นการพนัน กลัวถูกจับ จึงดำไฟฟ้าในขณะเจ้าพนักงานเข้าจับ แม้ทำให้เกิดความไม่สะดวก ก็ยังไม่ถึงกับเป็นการขัดขวางตาม มาตรา 138
- คำพิพากษาฎีกาที่ 223/2531 จำเลยขับรถยนต์สิบล้อไปถึงด่านตรวจ ได้รับสัญญาณให้หยุดรถจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งยื่นอยู่ริมถนนบริเวณด่านตรวจนั้นแล้วไม่ปฏิบัติตาม โดยจำเลยขับรถผ่านเลยไป เมื่อไม่ได้ความว่าจำเลยกระทำการอื่นใดนอกเหนือไปจากนี้ การกระทำของจำเลยจึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นความผิดฐานขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่
- คำพิพากษาฎีกาที่ 2220/2540 ประจักษ์พยานโจทก์ที่นำสืบทั้งสองปากเป็นเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมนั้น มิได้แต่งเครื่องแบบเหตุที่เข้าจับกุมจำเลย ก็สืบเนื่องจากเหตุวิวาทส่วนตัวระหว่างจำเลยกับผู้จับกุม ถึงขั้นลงมือทำร้ายกัน ก่อนที่พยานโจทก์อ้างว่าได้แสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ จึงเห็นได้ชัดว่าลักษณะการปฏิบัติหน้าที่ของพยานผู้จับกุม เป็นผลสืบเนื่องจากการวิวาทส่วนตัว น้ำหนักความเป็นกลางของพยานผู้จับกุมจึงน้อย ไม่อาจจะรับฟังเชื่อถือได้มั่นคงดังนี้ เมื่อพิเคราะห์ถึงข้อเท็จจริงที่มีประจักษ์พยานบุคคลอื่นซึ่งเป็นประชาชน แต่โจทก์หาได้นำสืบประกอบเพื่อสนับสนุนให้คำเบิกความของพยานผู้จับกุมมีน้ำหนักดีขึ้นแต่ประการใดไม่ พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบจึงไม่พอรับฟังลงโทษจำเลยโดยปราศจากข้อสงสัย ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย
- คำพิพากษาฎีกาที่ 5980/2540 เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยที่ 1 ในข้อหาลักทรัพย์และควบคุมตัวจำเลยที่ 1 ไปที่รถโดยสิบตำรวจโท ศ. กับนาบดาบตำรวจ อ. เดินขนาบข้างคล้องแขนจำเลยที่ 1 ไว้คนละข้าง ระหว่างทางจำเลยที่ 2 กับพวกประมาณ 10 ถึง 15 คน เข้ามาแย่งตัวจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 เข้ามาดึงตัวจำเลยที่ 1 ออกไป และถีบสิบตำรวจโท ศ. กับนายดาบตำรวจ อ. ส่วนจำเลยที่ 1 ได้พยายามดิ้นรนเพื่อให้พ้นจากการถูกควบคุมตัว ซึ่งแม้ว่าในการดิ้นรนของจำเลยที่ 1 จะเป็นเหตุให้เท้าของจำเลยที่ 1 ไปโดนสิบตำรวจโท ศ. กับ นายดาบตำรวจ อ. ก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว ก็ยังไม่ถึงขั้นที่จะเป็นการต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 140
- คำพิพากษาฎีกาที่ 2410/2545 จำเลยขับรถยนต์กระบะมาถึงด่านตรวจ เจ้าพนักงานตำรวจได้ให้สัญญาณให้หยุดรถเพื่อตรวจ จำเลยไม่ยอมหยุด และได้ขับรถเลยไป จนต้องมีการไล่ติดตามเพื่อสกัดจับ การที่จำเลยขับรถเลยไป ไม่ยอมหยุดให้ตรวจค้นก็ดี การที่จำเลยดิ้นรนเพื่อให้หลุดพ้นจากการจับกุมก็ดี เป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งของการจะหลบหนี จึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นความผิดฐานต่อสู้ หรือขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่
- ประเด็นเรื่องเจตนาต่อสู้ขัดขวาง
- คำพิพากษาฎีกาที่ 3231/2531 จำเลยไม่ยอมให้ค้น เนื่องจากเกรงว่าตำรวจจะกลั่นแกล้ง เพราะเหตุที่เคยมีสาเหตุกับตำรวจนั้นมาก่อน ในที่สุดจำเลยยอมให้ค้น เห็นได้ว่าจำเลยขาดเจตนาต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงาน ไม่ผิด ม 138
|