แนวข้อสอบวิชาพยาน (โดย อ.พรณรงค์ บวรชัยธรรม)
คำถาม ข้อใดต่อไปนี้เป็นพยานหลักฐาน
ก. คำรับของคู่ความ
ข. รายงานของพนักงานของพนักงานคุมประพฤติ
ค. เอกสารภาษาต่างประเทศ
ง. คำแปลเอกสารภาษาต่างประเทศ
เฉลย ค.
เหตุผลที่ ก. ไม่ถูก เพราะคำรับของคู่ความไม่ใช่พยานหลักฐาน แต่มีฐานะดีกว่าพยานหลักฐานที่สามารถทำให้ข้อเท็จจริงเป็นอันยุติตามมาตรา 84(3)
เหตุผลที่ ข. ไม่ถูก เพราะรายงานของพนักงานคุมประพฤติไม่ใช่พยานหลัก...ฐาน (ฎ. 2944/2544) ถูก เพราะ
เหตุผลที่ ค. เพราะเอกสารภาษาต่างประเทศเป็นพยานหลักฐาน ส่วนคำแปลไม่ใช่พยานหลักฐาน (ฎ. 3698/2545)
คำถาม ข้อใดต่อไปนี้เป็นข้อเท็จจริงที่เป็นที่รู้กันอยู่ทั่วไป
ก. ประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย
ข. ระเบียบของทางราชการ
ค. คำสั่งของทางราชการ
ง. ไม่มีข้อใดถูก
เฉลย ง.
เหตุผล ทั้งสามกรณีดังกล่าว ศาลฎีกาไทยวินิจฉัยว่า ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่เป็นที่รู้กันอยู่ทั้งไปตามมาตรา 84(1) (ฎ. 460/2550)
คำถาม นาย A ถูกทำร้าย ในขณะที่นาย A ใกล้จะถึงแก่ความตายนั้น นาย B มาพบเข้า นาย A จึงบอกนาย B ว่า นาย C เป็นคนทำร้ายตน จากนั้น นาย A ก็ถึงแก่ความตาย ให้วินิจฉัยว่าคำบอกกล่าวของนาย A ก่อนตายเป็นพยานชนิดใด
ก. ประจักษ์พยาน
ข. พยานบอกเล่า
ค. พยานซักทอด
ง. พยานโดยตรง
เฉลย ข.
เหตุผล ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/3 วางหลักว่า ให้ถือเป็นพยานบอกเล่า
มาตรา 226/3 บัญญัติว่า “ข้อความซึ่งเป็นการบอกเล่าที่พยานบุคคลใดนำมาเบิกความต่อศาลหรือที่บันทึกไว้ในเอกสารหรือวัตถุอื่นใดซึ่งอ้างเป็นพยานหลักฐานต่อศาล หากนำเสนอเพื่อพิสูจน์ความจริงแห่งข้อความนั้น ให้ถือเป็นพยานบอกเล่า
ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานบอกเล่า เว้นแต่
(1)ตามสภาพ ลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของพยานบอกเล่านั้นน่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ หรือ
(2)มีเหตุจำเป็น เนื่องจากไม่สามารถนำบุคคลซึ่งเป็นผู้ที่ได้เห็น ได้ยิน หรือทราบ ข้อความเกี่ยวในเรื่องที่จะให้การเป็นพยานนั้นด้วยตนเองโดยตรงมาเป็นพยานไดและมีเหตุผลสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมที่จะรับฟังพยานบอกเล่านั้น
ในกรณีที่ศาลเห็นว่าไม่ควรรับไว้ซึ่งพยานบอกเล่าใด และคู่ความฝ่ายที่เกี่ยวข้องร้องคัดค้านก่อนที่ศาลจะดำเนินคดีต่อไป ให้ศาลจดรายงานระบุนาม หรือชนิดและลักษณะของพยานบอกเล่า เหตุผลที่ไม่ยอมรับ และข้อคัดค้านของคู่ความฝ่ายที่เกี่ยวข้องไว้ ส่วนเหตุผลที่คู่ความฝ่ายคัดค้านยกขึ้นอ้างนั้น ให้ศาลใช้ดุลพินิจจดลงไว้ในรายงานหรือกำหนดให้คู่ความฝ่ายนั้นยื่นคำแถลงต่อศาลเพื่อรวมไว้ในสำนวน”
คำถาม ในคดีอาญา ข้อใดกล่าวไว้ไม่ถูกต้อง
ก. จำเลยอ้างตนเองเป็นพยานได้
ข. โจทก์อ้างจำเลยเป็นพยานได้
ค. คำเบิกความจำเลยอื่น จำเลยอื่นซักค้านได้
ง. คำเบิกความจำเลยในฐานะพยาน ย่อมใช้ยันจำเลยนั้นได้
เฉลย ค.
ตามมาตรา 232 บัญญัติว่า “ห้ามโจทก์อ้างจำเลยเป็นพยาน”
คำถาม ข้อใดต่อไปนี้กล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับพยานบุคคลในคดีอาญา
ก. ห้ามจำเลยอ้างโจทก์เป็นพยาน
ข. ห้ามโจทก์อ้างจำเลยเป็นพยาน
ค. จำเลยอ้างตนเองเป็นพยานได้
ง. ถูกทุกข้อ
เฉลย ก.
เหตุผล มาตรา 232 บัญญัติแต่เพียงว่า ห้ามโจทก์อ้างจำเลยเป็นพยานเท่านั้น ไม่ได้ห้ามจำเลยอ้างโจทก์เป็นพยานแต่อย่างใด
มาตรา 232 ห้ามมิให้โจทก์อ้างจำเลยเป็นพยาน
ข้อสังเกต แต่ในคดีแพ่งนั้น ป.วิ.พ.มาตรา 97 คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะอ้างคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งเป็นพยานหลักฐานของตน หรือจะอ้างตนเองเป็นพยานก็ได้
และมาตรา 233 ที่แก้ไขใหม่ “จำเลยสามารถอ้างตนเองเป็นพยานได้ ในกรณีที่จำเลยอ้างตนเองเป็นพยาน ศาลจะให้เข้าสืบก่อนพยานอื่นฝ่ายจำเลยก็ได้ ถ้าคำจำเลยนั้นปรักปรำหรือเสียหายแก่จำเลยอื่น จำเลยอื่นนั้นซักค้านได้”
ในกรณีที่จำเลยเบิกความเป็นพยาน คำเบิกความของจำเลยย่อมใช้ยันจำเลยนั้นได้ และศาลอาจรับฟังคำเบิกความนั้นประกอบพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้”
|