วิ.แขวง (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๕๖ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ วันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๕๖
สาระสำคัญที่เปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติม...โดยสรุปเป็นประเด็นสั้นๆ เข้าใจง่ายๆ คือ คดีอาญาที่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแขวง
๑. กรณีไม่มีการจับ (ผู้ต้องหามอบตัวโดยไม่มีหมายจับ หรือถูกควบคุมตัวคดีอื่น) ถ้าพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาผู้ต้องหาแล้ว ต้องฟ้องภายในสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่แจ้งข้อหา ถ้าฟ้องไม่ทัน ต้องผัดฟ้อง หรือ ขออนุญาตฟ้อง แล้วแต่กรณีเหมือนมีการจับทุกประการ ตาม ม.๗ วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่
(เดิม...ผู้ต้องหามอบตัวโดยไม่มีหมายจับ หรือถูกควบคุมตัวคดีอื่น ไม่จำต้องฟ้องในกำหนด ไม่ต้องผัดฟ้อง ไม่ต้องขออนุญาตฟ้อง)
๒. ในระหว่างสอบสวน หากผู้ต้องหาซึ่งถูกแจ้งข้อหาได้หลบหนีไป พนักงานสอบสวนส่งสำนวนที่สอบสวนเสร็จสิ้นแล้วให้อัยการพิจารณาได้ โดยไม่ต้องส่งตัวผู้ต้องหาไปพร้อมสำนวน ถ้าพ้นกำหนดผัดฟ้อง ขออนุญาตอัยการสูงสุดเพื่อฟ้องไว้ก่อนได้ ตาม มาตรา ๗ วรรคท้าย
(เดิม กรณีได้ตัวผู้ต้องหามาสอบสวนแล้ว ถ้าพนักงานสอบสวนเห็นควรสั่งฟ้องต้องส่งตัวผู้ต้องหาพร้อมสำนวนให้อัยการ เว้นแต่ผู้ต้องหาถูกขังอยู่ ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา ๑๔๒)
๓. ผู้ต้องหามอบตัวไม่มีหมายจับ ถ้ามีเหตุออกหมายขัง พนักงานสอบสวนขอศาลขังผู้ต้องหาได้พร้อมการขอผัดฟ้องตาม วิ.แขวง มาตรา ๗ และ ๘ ถ้าผู้ต้องหาไม่ยอมไปศาล ตามคำสั่งพนักงานสอบสวนเพื่อขอศาลขังในกรณีนี้ พนักงานสอบสวนมีอำนาจจับผู้ต้องหาโดยไม่มีหมายจับ ควบคุม และให้ประกันได้ ตาม ป.วิ.อาญา ม. ๑๓๔ วรรคห้า ประกอบ วิ.แขวง ม. ๔ , ๘ วรรคห้า
(กรณีนี้แก้ไขให้สอดคล้อง ป.วิ.อาญา มาตรา ๑๓๔)
๔. กรณีผู้ต้องหาไม่ถูกควบคุมตัว ถ้าผู้ต้องหารับสารภาพตลอดข้อหา พนักงานสอบสวนสั่งผู้ต้องหาให้ไปพบพนักงานอัยการเพื่อฟ้องศาลด้วยวาจา “โดยมิต้องทำการสอบสวน” ตาม มาตรา ๒๐
(เพิ่มเติมข้อความเรื่องสั่งผู้ต้องหาให้ไปพบอัยการ เพื่อสอดคล้อง มาตรา ๗ วรรคสอง)
๕. คดีค้างเก่าที่ไม่มีการจับ แต่แจ้งข้อหาแก่ผู้ต้องหาไว้ก่อน วิ.แขวง (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๕๖ ใช้บังคับ ให้พนักงานสอบสวนส่งสำนวนให้อัยการพร้อมกับสั่งผู้ต้องหาไปพบอัยการเพื่อฟ้องให้ทันภายในสี่สิบแปดชั่วโมง นับแต่ วิ.แขวง (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๕๖ มีผลใช้บังคับ (วันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๕๖ เวลา ๐๐.๐๐ น.) ถ้าฟ้องไม่ทัน...ต้องผัดฟ้อง...ขออนุญาตฟ้อง แล้วแต่กรณี ตาม วิ.แขวง (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๕๖ มาตรา ๘
๖. อำนาจการออกข้อบังคับ (เสมือนกฎกระทรวง) ของอัยการสูงสุด เพื่อปฏิบัติการตาม วิ.แขวง โดยเฉพาะข้อบังคับการขออนุญาตฟ้อง ตาม วิ.แขวง มาตรา ๙ วรรคสอง ที่เพิ่มเติมใหม่ และ ม. ๒๖ ที่แก้ไขใหม่
(สำนักงานอัยการสูงสุดเป็นองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ จึงต้องให้อัยการสูงสุดมีอำนาจออกข้อบังคับ)
• เนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติ
เพิ่มเติมกรณีที่ไม่มีการจับแต่พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาแก่ผู้ต้องหาแล้วให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบส่งสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงานอัยการพร้อมกับสั่งให้ผู้ต้องหาไปพบพนักงานอัยการเพื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลแขวงให้ทันภายในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ต้องหาได้รับแจ้งข้อหา แต่มิให้นับเวลาเดินทางตามปกติจากที่ทำการของพนักงานสอบสวนหรือจากที่ทำการของพนักงานอัยการมาศาลเข้าในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงนั้นด้วย (ร่างมาตรา ๓ แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๗)
(เหตุผลในการแก้ไข กำหนดให้กรณีที่ไม่มีการจับแต่พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ต้องหาแล้วให้พนักงานสอบสวนสั่งให้ผู้ต้องหาไปพบพนักงานอัยการ เพื่อให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรา ๑๓๔ วรรคห้า แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา)
เพิ่มเติมกรณีที่ผู้ต้องหาไม่ได้อยู่ในความควบคุมของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจแต่พนักงานสอบสวนได้สั่งให้ผู้ต้องหาไปศาลเพื่อขอออกหมายขังตามมาตรา ๑๓๔ วรรคห้า แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ให้พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ แล้วแต่กรณี ยื่นคำร้องขอผัดฟ้องพร้อมกับขอให้ศาลออกหมายขังผู้ต้องหาไว้ และนำมาตรา ๗ วรรคสาม วรรคสี่ วรรคห้า มาใช้บังคับโดยอนุโลม ใน
กรณีที่ศาลสั่งอนุญาตให้ผัดฟ้อง ให้ศาลออกหมายขังผู้ต้องหาเท่ากับระยะเวลาที่ศาลอนุญาตให้ผัดฟ้อง แต่ถ้าการขอออกหมายขังดังกล่าวกระทำภายหลังจากที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตผัดฟ้องแล้ว ให้ศาลออกหมายขังผู้ต้องหาได้เท่ากับระยะเวลาที่ศาลอนุญาตให้ผัดฟ้อง(ร่างมาตรา ๔ แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๘)
(เหตุผลในการแก้ไข เพื่อให้ครอบคลุมถึงกรณีที่ผู้ต้องหาไม่ถูกควบคุมตัวและพนักงานสอบสวนสั่งให้ผู้ต้องหาไปศาลเพื่อออกหมายขัง ให้พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการยื่นคำร้องขอผัดฟ้องพร้อมกับการขอให้ศาลออกหมายขัง)
แก้ไขกรณีในคดีอาญาที่อยู่ในอำนาจศาลแขวงที่จะพิจารณาพิพากษาได้ ถ้าผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหาต่อพนักงานสอบสวน ให้พนักงานสอบสวนนำผู้ต้องหามายังพนักงานอัยการหรือสั่งให้ผู้ต้องหาไปพบอัยการในกรณีที่ผู้ต้องไม่ถูกควบคุมตัวเพื่อฟ้องศาลโดยมิต้องทำการสอบสวนและให้ฟ้องด้วยวาจา ให้ศาลถามผู้ต้องว่าจะให้การประการใด และถ้าผู้ต้องหายังให้การรับสารภาพให้ศาลบันทึกคำฟ้อง คำรับสารภาพ และทำคำพิพากษาในบันทึกฉบับเดียวกัน แล้วให้โจทก์จำเลยลงชื่อไว้ในบันทึกนั้น ถ้าผู้ต้องหาให้การปฏิเสธให้ศาลสั่งให้พนักงานอัยการรับตัวผู้ต้องหาคืนเพื่อดำเนินการต่อไป(ร่างมาตรา ๖ แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๐)
(เหตุผลในการแก้ไข การกำหนดให้ผู้ต้องหาซึ่งมิได้ถูกควบคุมตัวให้การรับสารภาพตลอดข้อหา ให้พนักงานสอบสวนสั่งให้ผู้ต้องหาไปพบพนักงานอัยการ เพื่อให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลโดยไม่ต้องทำการสอบสวนได้)
ข้อดีของการมีกฎหมายฉบับนี้
๑. เพื่อให้กระบวนการสอบสวนในชั้นพนักงานสอบสวนไม่ล่าช้านำไปสู่การพิจารณาในชั้นพนักงานอัยการเพื่อยื่นฟ้องคดีต่อไป ซึ่งมีการแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติในส่วนที่เกี่ยวกับวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงให้เป็นไปตามหลักการเดียวกับประมวลวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๓๔ วรรคห้า โดยสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
ประมวลวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๑๓๔ วรรคห้า
“เมื่อได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว ถ้าผู้ต้องหาไม่ใช่ผู้ถูกจับและยังไม่ได้มีการออกหมายจับ แต่พนักงานสอบสวนเห็นว่ามีเหตุที่จะออกหมายขังผู้นั้นได้ตามมาตรา ๗๑ พนักงานสอบสวน มีอำนาจสั่งให้ผู้ต้องหาไปศาลเพื่อขอออกหมายขังโดยทันที แต่ถ้าขณะนั้นเป็นเวลาที่ศาลปิดหรือใกล้จะปิดทำการ ให้พนักงานสอบสวนสั่งให้ผู้ต้องหาไปศาลในโอกาสแรกที่ศาลเปิดทำการ กรณีเช่นว่านี้ให้นำมาตรา ๘๗ มาใช้บังคับแก่การพิจารณาออกหมายขังโดยอนุโลม หาผู้ต้องหาไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานสอบสวนดังกล่าว ให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจจับผู้ต้องหานั้นได้ โดยถือว่าเป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วนที่จะจับผู้ต้องหาได้โดยไม่มีหมายจับ และมีอำนาจปล่อยชั่วคราวหรือควบคุมตัวผู้ต้องหานั้นไว้”
๑.๑ กรณีที่ผู้ต้องหาไปพบพนักงานสอบสวนโดยไม่มีการจับแต่พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาแก่ผู้ต้องหาแล้ว ให้อำนาจพนักงานสอบสวนสั่งให้ผู้ต้องหาไปพบพนักงานอัยการ เพื่อให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องผู้ต้องหาได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด
๑.๒ กรณีที่ผู้ต้องหาไม่ถูกควบคุมตัวและพนักงานสอบสวนสั่งให้ผู้ต้องหาไปศาลเพื่อออกหมายขัง ให้พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการยื่นคำร้องขอผัดฟ้องพร้อมกับการขอให้ศาลออกหมายขังผู้ต้องหาไว้
นอกจากนี้เพื่อให้ครอบคลุมถึงกรณีที่ผู้ต้องหามิได้ถูกควบคุมตัวให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ให้อำนาจพนักงานสอบสวนสั่งให้ผู้ต้องหาไปพบพนักงานอัยการ เพื่อให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลโดยไม่ต้องทำการสอบสวนก็ได้
๒. เพื่อให้เกิดสภาพบังคับในกรณีที่ผู้ต้องหาไม่ไปพบพนักงานอัยการตามที่พนักงานสอบสวนสั่ง
๓. กำหนดให้ผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ สอดคล้องกับอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด
ข้อสังเกต
ในขั้นตอนกระบวนการยุติธรรมทางอาญาพนักงานสอบสวนมีหน้าที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสิทธิและเสรีภาพของผู้ต้องหา พนักงานสอบสวนจึงมีโอกาสทั้งที่จะคุ้มครองสิทธิ และละเมิดสิทธิของผู้ต้องหาในเวลาเดียวกัน ดังนั้นการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวนในการสอบสวนผู้ต้องหาในคดีอาญาจึงมีผลต่อการอำนวยความยุติธรรมทางอาญาเป็นอย่างยิ่ง
สำหรับกระบวนการสอบสวนในชั้นพนักงานสอบสวนนั้น พนักงานสอบสวนแม้มีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินคดีกับผู้ต้องหา แต่การดำเนินคดีไม่ใช่เรื่องของการเป็นคู่ต่อสู้กับผู้ต้องหาหากแต่เป็นกระบวนการค้นหาความจริงในคดี มิใช่ค้นหาความผิดของผู้ต้องหาแต่เพียงอย่างเดียวต้องรวมถึงการรวบรวมพยานหลักฐานที่พิสูจน์ให้เห็นถึงความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหา และเปิดโอกาสให้ผู้ต้องหาแก้ข้อหาและแสดงข้อเท็จจริงอันเป็นประโยชน์แก่ตนด้วย อันถือได้ว่าเป็นการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานที่เป็นธรรมและชอบด้วยกฎหมายซึ่งการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวนในปัจจุบันขาดหลักการตรวจสอบและถ่วงดุลจากองค์กรอื่น และขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนทั้งนี้ บุคคลย่อมมีสิทธิในกระบวนการยุติธรรม ผู้เสียหาย ผู้ต้องหา โจทก์ จำเลย คู่กรณี ผู้มีส่วนได้เสีย หรือพยานในคดีมีสิทธิได้รับการปฏิบัติที่เหมาะสมในการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม ในคดีอาญาผู้ต้องหาหรือจำเลยมีสิทธิได้รับการสอบสวนหรือการพิจารณาคดีที่ถูกต้องรวดเร็วและเป็นธรรม โอกาสในการต่อสู้คดีอย่างเพียงพอการตรวจสอบหรือการรับทราบพยานหลักฐานตามสมควร การได้รับความช่วยเหลือในทางคดีจากทนายความ และการได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวถือเป็นสาระสำคัญที่จะต้องคุ้มครองสิทธิของประชาชนในกระบวนการยุติธรรม ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๔๐ (๔) และ (๗)
|