ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วย หุ้นส่วนและบริษัท
ประเภทของห้างหุ้นส่วน
ห้างหุ้นส่วน มี 2 ประเภท คือ
1. ห้างหุ้นส่วนสามัญ: เป็นห้างหุ้นส่วนประเภทซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนต้องรับผิดร่วมกันเพื่อหนี้ทั้งปวงของห้างโดยไม่มีจำกัด (ม. 1025) ห้างหุ้นส่วนสามัญนี้จะจดทะเบียนหรือไม่ก็ได้ หากจดทะเบียนแล้วก็จะมีสภาพเป็นนิติบุคคล เรียกว่าห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล
2. ห้างหุ้นส่วนจำกัด: เป็นห้างหุ้นส่วนซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนอยู่ 2 จำพวก คือ
1) หุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด ผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกนี้จะรับผิดในบรรดาหนี้สินของห้างไม่เกินจำนวนที่ตามรับว่าจะลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนนั้น (มาตรา 1077(1))
2) หุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด ผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกนี้จะต้องรับผิดร่วมกันในบรรดานี้สินของห้างโดยไม่มีจำกัดจำนวน (มาตรา 1077(2))
ผลของการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วน
ห้างหุ้นส่วนเมื่อได้จดทะเบียนแล้ว มีสภาพเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหลาย (มาตรา 1015) ซึ่งมีผล คือ
1) มีสิทธิและหน้าที่ของตนแยกต่างหากจากผู้เป็นหุ้นส่วน
2) มีสิทธิใช้ชื่อของตนเอง
3) มีสิทธิที่จะฟ้องคดีหรือถูกฟ้องคดีได้หรือร้องสอดเข้าเป็นคู่ความในคดี
คำพิพากษาฎีกาที่ 1525/2495 การฟ้องนิติบุคคลเป็นจำเลยนั้น โจทก์เพียงแค่ระบุชื่อนิติบุคคลเป็นจำเลย โดยไม่ระบุชื่อผู้แทนนิติบุคคลมาด้วยก็ได้ เพราะนิติบุคคลย่อมมีผู้ดำเนินการอยู่ในตัวตามกฎหมาย
คำพิพากษาฎีกาที่ 2082/2543 คณะบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่รวมกันเป็นหน่วยภาษีตามประมวลรัษฎากรมีหน้าที่ยืนรายการเงินได้สำหรับจำนวนเงินได้พึงประเมินเพื่อเสียภาษีเสมือนเป็นบุคคลธรรมดาคนเดียว โดยบุคคลแต่ละคนในคณะบุคคลไม่จำต้องยื่นรายการเงินได้สำหรับจำนวนเงินได้พึงประเมินของคณะบุคคลนั้นเพื่อเสียภาษีอีก เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการจดทะเบียนตามบทบัญญัติแห่งลักษณะ 22 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1015 คณะบุคคล บังอร - พงศ์วิทย์ ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีนี้จึงไม่เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายและเมื่อตามคำฟ้องของโจทก์ไม่ปรากฏว่า นางบังอรและนายพงศ์วิทย์ฟ้องคดีนี้ในฐานะส่วนตัว ผู้เป็นโจทก์ในคดีนี้จึงไม่ใช่บุคคลธรรมดาด้วยเช่นกันจึงไม่อาจเป็นคู่ความในคดีได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง
หมายเหตุ คดีนี้ พ.ร.บ. จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 และข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ. 2539 ไม่ได้บัญญัติถึงผู้ที่จะเป็นคู่ความไว้ จึงต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้โดยอนุโลม ซึ่งมาตรา 1 (11) “คู่ความ” หมายความว่า บุคคลผู้ยื่นคำฟ้องหรือถูกฟ้องต่อศาล...และคำว่า บุคคลนั้นตาม ป.พ.พ.ได้แก่บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล คำวินิจฉัยของศาลฎีกาคดีนี้จึงมีผลว่าคณะบุคคลตามประมวลกฎหมายรัษฎากรไม่อาจเป็นโจทก์ฟ้องคดีได้ หากถือเหตุผลในทำนองอย่างเดียวกันคณะบุคคลตามประมวลกฎหมายรัษฎากรก็ไม่ควรถูกฟ้องเป็นจำเลยได้เช่นกัน
4) มีภูมิสำเนาเป็นของตนเอง
5) มีสัญชาติของตนเอง โดยทั่วไปแล้วหากนิติบุคคลนั้นจดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของประเทศใดก็จะมีสัญชาติของประเทศนั้น ยกเว้นมีกฎหมายกำหนดไว้เป็นพิเศษ เช่น พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มาตรา 4 (3) ระบุไว้ว่านิติบุคคลซึ่งจดทะเบียนในประเทศไทย แต่มีลักษณะดังต่อไปนี้ถือว่าเป็นนิติบุคคลต่างด้าว
ก. มีหุ้นอันเป็นทุนตั้งแต่กึ่งหนึ่งของนิติบุคคลนั้นถือโดย
(1) บุคคลธรรมดาซึ่งไม่มีสัญชาติไทย หรือ
(2) บุคคลธรรมดาซึ่งไม่มีสัญชาติไทยหรือนิติบุคคลซึ่งไม่ได้จดทะเบียนในประเทศไทยลงทุนตั้งแต่กึ่งหนึ่งของทุนทั้งหมดในนิติบุคคลนั้น
ข. ห้างหุ้นส่วนจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนสามัญที่จดทะเบียนซึ่งมีหุ้นส่วนผู้จัดการหรือผู้จัดการเป็นบุคคลธรรมดาซึ่งไม่มีสัญชาติไทย
- เมื่อมีการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทแล้ว หากต่อมาห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้นตั้งสาขาเพิ่มเติมก็ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนสาขาให้เป็นนิติบุคคลต่างหากอีก เพราะศาลฎีกาเคยวินิจฉัยไว้ในคำพิพากษา ฎีกาที่ 1741/2504 ว่าสาขาเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท สำนักงานใหญ่และสาขามีฐานะตามกฎหมายเป็นนิติบุคคลเดียวกัน แต่ภูมิลำเนามีได้หลายแห่งสุดแต่กิจกรรมนั้นๆว่าทำ ณ ที่ใด (ฎ. 2766/2528) (ดูมาตรา 69)
|