ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วย หุ้นส่วนและบริษัท
การจัดการห้างหุ้นส่วน
1 กรณีไม่มีข้อตกลงแต่งตั้งผู้จัดการ
มาตรา 1033 ให้ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนมีอำนาจจัดการห้างหุ้นส่วนได้และถือว่าหุ้นส่วนทุกคนเป็นตัวแทนซึ่งกันและกัน ดังนั้นผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนมีอำนาจที่จะทำสัญญากับบุคคลภายนอกและมีผลผูกพันห้างหุ้นส่วนได้ แต่มีข้อจำกัดว่าผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งจะเข้าทำสัญญาโดยผู้เป็นหุ้นส่วนอีกคนหนึ่งทักท้วงไม่ได้ ซึ่งการทักท้วงนั้นก็ต้องทักท้วงก่อนที่จะมีการทำสัญญากับบุคคลภายนอก ปัญหาก็คือหากมีการทักท้วงแล้วก็ยังมีการฝ่าฝืนคำทักท้วง โดยไปทำสัญญากับบุคคลภายนอก ผลจะเป็นประการใด ในกรณีนี้ก็ต้องพิจารณาว่าสัญญาที่ทำไปนั้นเป็นเรื่องธรรมดาการค้าขายของห้างหุ้นส่วนหรือไม่ และบุคคลภายนอกทราบหรือไม่ว่ามีหุ้นส่วนอื่นคนหรือหลายคนได้ทักท้วงแล้ว ถ้าสัญญาดังกล่าวเป็นเรื่องธรรมดาการค้าขายของห้างหุ้นส่วนและบุคคลภายนอกก็ไม่ทราบว่าหุ้นส่วนคนอื่นได้ทักท้วงแล้ว สัญญานั้นย่อมผูกพันห้างหุ้นส่วนและผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคน รวมทั้งหุ้นส่วนคนที่ทักท้วงด้วย จะต้องร่วมกันรับผิดต่อบุคคลภายนอกโดยไม่มีจำกัดตามมาตรา 1050 แต่ในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน หุ้นส่วนที่ฝ่าฝืนอาจต้องรับผิดแต่เพียงผู้เดียวในการชดใช้ค่าเสียหายให้แก่หุ้นส่วนคนอื่น ๆ
คำพิพากษาฎีกาที่ 4293/2540 จำเลยทั้งสามเป็นหุ้นส่วนกัน มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันประกอบกิจการรับจ้างถมดิน ทราย และลูกรัง โดยมอบหมายให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับผิดชอบส่งมอบงานและรับค่าจ้างถมดินด้วยและหุ้นส่วนทุกคนจะรับผิดชอบในกิจการดังกล่าวจนแล้วเสร็จการที่จำเลยที่ 1 ว่าจ้างช่วงให้โจทก์ถมดินในที่ดินบางส่วนซึ่งจำเลยที่ 1 ทำสัญญารับจ้างกับผู้ว่าจ้าง แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้รับมอบหมายจากผู้เป็นหุ้นส่วนอื่นโดยตรง แต่กิจการที่จำเลยที่ 1 ทำไปนั้นก็เพื่อให้สามารถส่งมอบงานให้ผู้ว่าจ้างทันตามสัญญา จึงอยู่ภายในกรอบแห่งวัตถุประสงค์และความมุ่งหมายโดยตรงของการจัดตั้งห้างหุ้นส่วนอันถือได้ว่าเป็นการจัดทำไปในทางที่เป็นธรรมดาการค้าขายของห้างหุ้นส่วนด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1050 ซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนหมดทุกคนย่อมมีความผูกพันในกิจการที่ว่าจ้างนั้น และต้องรับผิดร่วมกันโดยไม่จำกัดจำนวนในการชำระหนี้อันได้ก่อให้เกิดขึ้นเพราะจัดการไปเช่นนั้น
อย่างไรก็ตามมีกิจการบางอย่างที่ผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งจะใช้อำนาจจัดการ
โดยลำพังคนเดียวไม่ได้ เช่น
1) การขับหุ้นส่วนออกจากห้างตามมาตรา 1031
2) การเปลี่ยนแปลงข้อสัญญาเดิมแห่งห้างหุ้นส่วนหรือประเภทแห่งกิจการของห้างหุ้นส่วนตามมาตรา 1032
3) การชักนำผู้อื่นเข้ามาเป็นหุ้นส่วนตามมาตรา 1040
4) การโอนส่วนกำไรให้บุคคลภายนอกซึ่งจะมีผลให้บุคคลภายนอกเข้ามาเป็นหุ้นส่วนตามมาตรา 1041
5) การอนุญาตให้ผู้เป็นหุ้นส่วนบางคนประกอบกิจการแข่งขันกับห่างหุ้นส่วนตามมาตรา 1038
6) การควบห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนเข้าด้วยกันตามมาตรา 1073
คำพิพากษาฎีกาที่ 1771/2499 (ประชุมใหญ่) เมื่อไม่มีกฎหมายห้ามไว้แล้ว การจัดการนั้นย่อมรวมถึงการฟ้องร้องและต่อสู้คดีในโรงศาลในกรณีที่เกี่ยวกับประโยชน์ได้เสียของห้างหุ้นส่วนด้วย ดังนั้นผู้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนเพียงคนเดียว อาจเป็นโจทก์ฟ้องคดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของห้างหุ้นส่วนได้โดยไม่จำเป็นต้องให้ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนเข้าชื่อกันเป็นโจทก์
คำพิพากษาฎีกาที่ 68/2488 สัญญาทำในนามของห้างหุ้นส่วนที่ไม่ได้จดทะเบียน ผู้เป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งไม่มีอำนาจฟ้องบังคับตามสัญญาในนามของตนเอง เมื่อความปรากฏว่าหุ้นส่วนผู้จัดการมาฟ้องบังคับตามสัญญา แต่คำบรรยายฟ้องเข้าใจว่าฟ้องเป็นส่วนตัว ดังนั้นต้องยกฟ้อง [ต้องฟ้องในนามของห้างหุ้นส่วนไม่ใช่ฟ้องในนามส่วนตัว]
คำพิพากษาฎีกาที่ 4264/2547 โจทก์และ ส. ตกลงเข้ากันเป็นหุ้นส่วนทำกิจการบ้านจัดสรรและอาคารพาณิชย์ แม้ในการทำสัญญาขายที่ดินพร้อมอาคารแก่จำเลย จะได้มอบอำนาจให้ ว. เป็นผู้มีอำนาจจัดการแทน อันมีผลทำให้โจทก์และ ส. ผูกพันตามสัญญาที่ ว. ทำไว้กับจำเลย ซึ่งโจทก์หรือ ส. ผู้เป็นหุ้นส่วนมีสิทธิฟ้องจำเลยได้โดยลำพังก็ตาม แต่การฟ้องคดีก็จะต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคน เมื่อโจทก์และ ส. ยังเป็นหุ้นส่วนกันอยู่ การที่โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยชำระหนี้เฉพาะส่วนของตนกึ่งหนึ่ง จึงเป็นการฟ้องเรียกหนี้สินของห้างหุ้นส่วนสามัญในฐานะส่วนตัว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระเงินตามฟ้องได้
ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จะทะเบียนไม่อาจถูกฟ้องคดีได้ ดังนั้นผู้ฟ้องคดีต้องฟ้องหุ้นส่วนผู้จัดการหรือหุ้นส่วนที่เป็นคู่สัญญา
คำพิพากษาฎีกาที่ 259/2526 โรงแรมจำเลยที่ 1 เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล จึงไม่อาจฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นคดีได้ จำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนและหุ้นส่วนทุกคนมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการโรงแรมจำเลยที่ 1 ได้ชื่อว่าจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าสำนัก โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ได้
2 กรณีมีข้อตกลงกันว่าให้จัดการห้างหุ้นส่วนโดยเสียงข้างมากของผู้เป็นหุ้นส่วน
ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนได้ตกลงกันไว้ว่าการงานของห้างหุ้นส่วนนั้นให้จัดการไปตามเสียงข้างมากของผู้เป็นหุ้นส่วน ในกรณีนี้มาตรา 1034 กำหนดให้ผู้เป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งมีเสียงหนึ่งคะแนน โดยไม่ต้องคำนึงถึงจำนวนที่ลงหุ้นว่าได้ลงหุ้นมากหรือน้อยเพียงใด
กรณีมาตรา 1034 นี้แตกต่างกับกรณีตามมาตรา 1033 กล่าวคือผู้เป็นหุ้นส่วนแต่ละคนจะจัดการห้างหุ้นส่วนโดยลำพังตนเองโดยไม่หารือกับผู้เป็นหุ้นส่วนคนอื่น ๆ ไม่ได้ เมื่อผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนได้ตกลงกันให้จัดการห้างหุ้นส่วนไปตามเสียงข้างมาก ดังนั้นผู้เป็นหุ้นส่วนจะต้องหารือกันเกี่ยวกับการจัดการห้างหุ้นส่วน และเมื่อเสียงส่วนใหญ่ของผู้เป็นหุ้นส่วนมีความเห็นอย่างไรแล้ว ก็ย่อมต้องจัดการห้างหุ้นส่วนไปตามนั้น ถึงแม้จะมีผู้เป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งหรือเสียงข้างน้อยของผู้เป็นหุ้นส่วนจะได้คัดค้านไว้ก็ตาม ก็สามารถดำเนินการจัดการห้างหุ้นส่วนไปตามเสียงข้างมากได้ ในการลงมติเกี่ยวกับการจัดการห้างหุ้นส่วนนั้น ผู้เป็นหุ้นส่วนแต่ละคนมีเสียงเท่ากัน คือหุ้นส่วนคนหนึ่งมีเสียงหนึ่งเสียงโดยไม่คำนึงว่าแต่ละคนจะลงหุ้นเป็นจำนวนเท่าใด แต่ผู้เป็นหุ้นส่วนก็สามารถตกลงเป็นอย่างอื่นได้ เช่น ตกลงกันว่าให้หุ้นส่วนแต่ละคนมีเสียงตามสัดส่วนของจำนวนที่ลงหุ้น
คำพิพากษาฎีกาที่ 482/ 2518 ผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหลายได้มอบหมายให้ผู้เป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งฟ้องคดีของห้างแล้ว การถอดถอนการมอบอำนาจต้องทำโดยผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนหรือโดยเสียงข้างมาก ถ้าทำโดยผู้เป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งโดยผู้เป็นหุ้นส่วนคนอื่นมิได้ยินยอมด้วยในการถอน ใบมอบอำนาจยังใช้ได้อยู่ ผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งได้รับมอบอำนาจนั้นคงถอนฟ้องได้
3 กรณีมีการตกลงกันตั้งหุ้นส่วนผู้จัดการ
หากผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหลายได้ตกลงกันมอบหมายอำนาจจัดการห้างหุ้นส่วนให้แก่ผู้เป็นหุ้นส่วนบางคนไป ผู้เป็นหุ้นส่วนที่ได้รับมอบอำนาจเช่นนั้นเรียกว่าหุ้นส่วนผู้จัดการ โดยหุ้นส่วนผู้จัดการเท่านั้นมีอำนาจจัดการห้างหุ้นส่วน ผู้เป็นหุ้นส่วนอื่นหามีอำนาจจัดการไม่ คงแต่มีอำนาจในการควบคุมการดำเนินงานของหุ้นส่วนผู้จัดการเท่านั้น
ก. กรณีมีหุ้นส่วนผู้จัดการคนเดียว
ในการตั้งหุ้นส่วนผู้จัดการนั้น ผู้เป็นหุ้นส่วนจะตั้งหุ้นส่วนเพียงคนเดียวเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการก็ได้ หรือจะตั้งหุ้นส่วนหลายคนเป็นผู้จัดการก็ได้ กรณีตั้งหุ้นส่วนเพียงคนเดียวเป็นผู้จัดการ หุ้นส่วนผู้จัดการคนนั้นย่อมมีอำนาจจัดการงานของห้างได้เต็มที่โดยลำพัง
ข. กรณีตั้งหุ้นส่วนหลายคนเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ
ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหลายได้ตกลงกันตั้งหุ้นส่วนผู้จัดการหลายคน หุ้นส่วนผู้จัดการแต่ละคนมีอำนาจจัดการห้างหุ้นส่วนได้ ไม่จำเป็นต้องจัดการร่วมกัน แต่อย่างไรก็ตามหุ้นส่วนผู้จัดการแต่ละคนจะกระทำการใดซึ่งหุ้นส่วนผู้จัดการอีกคนหนึ่งทักท้วงไม่ได้ (มาตรา 1035) ซึ่งแตกต่างกับตัวแทนผู้รับมอบอำนาจทั่วไปตามมาตรา 804 (คำพิพากษาฎีกาที่ 676/2486)
อย่างไรก็ตาม ในการตั้งหุ้นส่วนผู้จัดการนั้น อาจมีการแบ่งอำนาจหน้าที่ของหุ้นส่วนผู้จัดการไว้ก็ได้ เช่น ให้หุ้นส่วนผู้จัดการคนหนึ่งรับผิดชอบด้านการตลาดและให้หุ้นส่วนผู้จัดการอีกคนหนึ่งรับผิดชอบด้านการเงินของห้างหุ้นส่วนก็ได้
คำพิพากษาฎีกาที่ 1382/2519 ห้างหุ้นส่วนจำกัดจดทะเบียนหุ้นส่วนผู้จัดการไว้สามคน โดยไม่มีข้อจำกัดอำนาจหุ้นส่วนผู้จัดการ หุ้นส่วนผู้จัดการแต่ละคนจัดการห้างหุ้นส่วนได้ตามป.พ.พ.มาตรา 1035 เมื่อหุ้นส่วนผู้จัดการสองคนลงชื่อในใบแต่งทนาย ก็ใช้ได้ หาจำเป็นต้องให้หุ้นส่วนผู้จัดการทั้งสามร่วมทำการแทนห้างไม่
|