ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วย หุ้นส่วนและบริษัท
ความเกี่ยวพันระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน
1. ผู้เป็นหุ้นส่วนต้องมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดมาลงหุ้นด้วยในห้างหุ้นส่วน สิ่งที่นำมาลงหุ้นด้วยอาจเป็นเงินหรือทรัพย์สินอื่นหรือแรงงานก็ได้ (มาตรา 1026)
คำพิพากษาฎีกาที่ 1399/2523 เมื่อปรากฏว่าจำเลยทั้งสองไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดมาลงหุ้นกับโจทก์ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเงินหรือทรัพย์สินอื่นหรือแรงงาน จำเลยทั้งสองก็ไม่ได้เป็นหุ้นส่วนกับโจทก์ แม้จำเลยทั้งสองจะได้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจการบางสิ่งบางอย่างของโจทก์ ก็ไม่ทำให้จำเลยทั้งสองกลับกลายเป็นหุ้นส่วนกับโจทก์ได้ โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องให้จำเลยทั้งสองมาชำระบัญชีกับโจทก์ หรือให้จำเลยทั้งสองรับผิดในฐานะเป็นหุ้นส่วนกับโจทก์
คำพิพากษาฎีกาที่ 2530/2538 เมื่อมีสัญญาว่าจะนำสิ่งใดมาลงหุ้นแล้ว แม้ฝ่ายหนึ่งจะไม่นำทรัพย์สินตามที่ตกลงกันมาลงหุ้น ก็ไม่ทำให้สัญญาเข้าหุ้นส่วนเสียไป
2. ในกรณีของการนำเงินมาลงหุ้น หากตกลงกันว่าจะนำเงินมาลงหุ้นในวันใด เมื่อถึงกำหนดแล้วไม่นำเงินมาลงหุ้นในวันดังกล่าว ย่อมถือว่าผิดนัด และจะต้องจ่ายดอกเบี้ยเพื่อการผิดนัดนับแต่วันนั้น
3. การลงหุ้นด้วยทรัพย์สินนั้น อาจเป็นสังหาริมทรัพย์หรืออสังหาริมทรัพย์ ทรัพย์มีรูปร่างหรือทรัพย์ไม่มีรูปร่าง เช่น ทรัพย์สินทางปัญญาก็ได้ การนำทรัพย์สินมาลงหุ้นนั้นสามารถทำได้ 2 วิธี คือ 1) การนำทรัพย์สินมาให้ห้างหุ้นส่วนใช้ และ 2) การโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้กับห้างหุ้นส่วน
1) การนำทรัพย์สินมาให้ห้างหุ้นส่วนใช้นั้นมาตรา 1029 ระบุว่าความเกี่ยวพันระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนที่นำทรัพย์สินมาให้ห้างหุ้นส่วนใช้กับห้างหุ้นส่วนในเรื่องส่งมอบและซ่อมแซมก็ดี ความรับผิดเพื่อชำรุดบกพร่องก็ดี ความรับผิดเพื่อการรอนสิทธิก็ดี หรือข้อยกเว้นความรับผิดก็ดี ให้บังคับตามบทบัญญัติว่าด้วยเช่าทรัพย์ ดังนั้นผู้ลงหุ้นโดยให้ห้างหุ้นส่วนใช้ทรัพย์สินจึงมีฐานะดังผู้ให้เช่า มีหน้าที่ส่งมอบทรัพย์สินในสภาพที่ซ่อมแซมดีแล้ว (มาตรา 546) หากผู้ลงหุ้นส่งมอบทรัพย์สินโดยสภาพที่ไม่เหมาะแก่การใช้ประโยชน์ ห้างหุ้นส่วนก็อาจบอกเลิกสัญญาได้ (มาตรา 548) หรือหากห้างหุ้นส่วนต้องเสียค่าใช้จ่ายไปโดยความจำเป็นและสมควรเพื่อรักษาทรัพย์สินเพื่อให้อยู่ในสภาพที่เหมาะแก่การใช้ประโยชน์ หุ้นส่วนผู้ที่นำทรัพย์สินมาให้ห้างหุ้นส่วนใช้ก็ต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายดังกล่าวให้แก่ห้างหุ้นส่วน ยกเว้นเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อบำรุงรักษาตามปกติและเพื่อซ่อมแซมเพียงเล็กน้อย (มาตรา 547) ต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่องหรือการรอนสิทธิ (มาตรา 549 และ 550) เมื่อมีการเลิกห้างหุ้นส่วนแล้ว ผู้เป็นหุ้นส่วนคนอื่น ๆ ก็ต้องคืนทรัพย์สินนั้นให้แก่หุ้นส่วนที่เป็นเจ้าของ แต่มาตรา 1029 ไม่ได้กำหนดให้มีหน้าที่ต้องคืนในสภาพที่ซ่อมแซมดีแล้วอย่างกรณีของผู้เช่า ดังนั้นจึงน่าจะต้องส่งคืนทรัพย์สินในสภาพที่เป็นอยู่ตามความในมาตรา 323 วรรคที่ 1
ในการนำทรัพย์สินมาให้ห้างหุ้นส่วนใช้นั้น กรรมสิทธ์ในทรัพย์สินยังเป็นของผู้ลงหุ้นอยู่ เพราะฉะนั้นหากเกิดการบุบสลายหรือสูญหายขึ้นในระหว่างการให้ใช้ทรัพย์สินนั้น ถ้าเป็นกรณีที่ไม่อาจโทษห้างหุ้นส่วนได้ การบุบสลายหรือสูญหายนั้นก็ต้องตกเป็นบาปเคราะห์ของผู้ลงหุ้นซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์สิน และถ้าทรัพย์สินมีราคาเพิ่มขึ้นหรือลดลงก็ตกเป็นผลดีผลร้ายแก่ผู้ลงหุ้นนั้นเองเช่นกัน
คำพิพากษาฎีกาที่ 3740-3741/2542 การเอาทรัพย์สินมาลงหุ้นของโจทก์และจำเลยนั้นมิได้เอาทรัพย์สินมาเป็นกรรมสิทธิ์ของห้างหุ้นส่วน เป็นแต่เพียงเอามาใช้ในกิจการของห้างหุ้นส่วน จำเลยและโจทก์จึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1361 วรรคหนึ่ง เจ้าของรวมแต่ละคนสามารถจำหน่ายส่วนของตนหรือจำนองหรือก่อให้เกิดภาระติดพันก็ได้ ฉะนั้นการที่จำเลยจำหน่ายกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างโดยจำหน่ายเฉพาะส่วนของตน จึงเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย ไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ ทั้งไม่อาจถือได้ว่าเป็นการชักนำบุคคลอื่นเข้ามาเป็นหุ้นส่วนโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน เพราะการเป็นหุ้นส่วนต้องเกิดขึ้นโดยความตกลงระหว่าง ผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน เมื่อโจทก์ยังมิได้ตกลงให้ผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเฉพาะส่วนของจำเลยเข้ามาเป็นหุ้นส่วน ผู้รับโอนก็หากลายมาเป็นหุ้นส่วนไม่ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการผิดสัญญาหุ้นส่วน
2) การโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้แก่ห้างหุ้นส่วน ถ้าห้างหุ้นส่วนนั้นเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ได้จดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนนั้นก็ไม่มีสภาพเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากผู้เป็นหุ้นส่วน กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ผู้ลงหุ้นโอนให้แก่ห้างนั้นย่อมตกเป็นของหุ้นส่วนทุกคนร่วมกัน แต่ถ้ามีการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนแล้ว ก็มีสภาพเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากผู้ถือหุ้น กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ผู้ลงหุ้นโดนให้แก่ห้างหุ้นส่วนก็ตกเป็นของห้างหุ้นส่วนนั้น
คำพิพากษาฎีกาที่ 4193/2533 เอาที่ดินมาลงหุ้นโดยไม่ได้โอนทะเบียนกัน และผู้ลงหุ้นยังมีชื่อในโฉนดเป็นเจ้าของที่ดินอยู่ก็ตาม ก็ต้องถือว่าหุ้นส่วนผู้นั้นถือที่ดินนั้นแทนผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหมด หุ้นส่วนผู้เป็นเจ้าของที่ดินมาแต่เดิมจะอ้างว่าที่ดินยังเป็นของตนอยู่เพราะยังไม่ได้จดทะเบียนโอนให้ห้างหุ้นส่วนหาได้ไม่
คำพิพากษาฎีกาที่ 10866/2546 โจทก์และ ธ. ซึ่งมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินพิพาทได้นำที่ดินพิพาทมาลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด ร. แม้จะไม่มีการจดทะเบียนโอนในโฉนดที่ดิน ที่ดินพิพาทก็ย่อมเป็นทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนจำกัด ร. เมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัด ร. เป็นหนี้ค่าภาษีอากรค้าง จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 จึงมีคำสั่งให้อายัดและยึดที่ดินพิพาทได้
เนื่องจากกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่นำมาลงหุ้นได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันของผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคน (กรณีห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน) หรือของห้างหุ้นส่วน (กรณีห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน) แม้ยังไม่ได้จดทะเบียนโอนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ดังนั้นเมื่อมีการเลิกห้างหุ้นส่วนและชำระบัญชี ผู้ชำระบัญชีก็มีอำนาจที่จะนำที่ดินนั้นมาขายเอาเงินชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ของห้างหุ้นส่วนได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 533/2511) เจ้าหนี้ของห้างหุ้นส่วนก็นำยึดที่ดินนั้นมาชำระหนี้ได้ ผู้เป็นหุ้นส่วนผู้มีชื่อในโฉนดหรือทายาทจะมาร้องขอให้ปล่อยการยึดไม่ได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 288/2488, 84/2512)
กรณีมีผู้ลงหุ้นด้วยที่ดินโดยไม่มีการโอนโฉนดที่ดินกันเช่นนี้ ถ้าต่อมามีการเลิกห้างและผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหลายตกลงกันให้คืนที่ดินแก่ผู้ลงหุ้นตามเดิม ดังนี้ถือว่าที่ดินนั้นกลับคืนไปยังผู้ลงหุ้นคนนั้น ไม่เป็นของห้างหุ้นส่วนหรือของผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนรวมกันต่อไปอีก โดยไม่ต้องมีการแก้ไขในทะเบียนแต่อย่างใด (คำพิพากษาฎีกาที่ 933/2475)
สำหรับความเกี่ยวพันระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนที่นำกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินมาลงหุ้นกับห้างหุ้นส่วนนั้นมาตรา 1030 ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยซื้อขายมาใช้บังคับในเรื่องการส่งมอบและซ่อมแซมทรัพย์สิน ความรับผิดเพื่อชำรุดบกพร่อง ความรับผิดเพื่อการรอนสิทธิ หรือข้อยกเว้นความรับผิด โดยถือว่าผู้ลงหุ้นมีฐานะดังผู้ขาย
4. การหามูลค่าของสิ่งที่นำมาลงหุ้นเพื่อใช้คำนวณส่วนแบ่งกำไร
ส่วนลงหุ้นของผู้เป็นหุ้นส่วนนั้นมีความสำคัญต่อการแบ่งส่วนกำไรและขาดทุนอันเกิดจากจากกิจการของห้างหุ้นส่วน ซึ่งมาตรา 1044 บัญญัติไว้ว่าส่วนกำไรก็ดี ส่วนขาดทุนก็ดีของผู้เป็นหุ้นส่วนทุก ๆ คนนั้น ย่อมเป็นไปตามส่วนที่ลงหุ้น ส่วนลงหุ้นจึงเป็นฐานที่จะนำมาใช้ในการ คำนวณส่วนแบ่งกำไรและขาดทุนของหุ้นส่วนแต่ละคน
สำหรับหุ้นส่วนที่ลงหุ้นด้วยเงินนั้นย่อมทราบมูลค่าของส่วนลงหุ้นได้ชัดเจนว่าเงินที่นำมาลงหุ้นนั้นมีจำนวนเท่าใด แต่นอกจากการลงหุ้นด้วยเงินแล้วหุ้นส่วนบางคนอาจลงหุ้นด้วยทรัพย์สินอื่นหรือลงหุ้นด้วยแรงงาน ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องทราบว่าทรัพย์สินหรือแรงงานที่นำมาลงหุ้นนั้นมีราคาเท่าใด ซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนควรตกลงกันให้ชัดเจนในสัญญาเข้าหุ้นส่วนว่าทรัพย์สินหรือแรงงานที่นำมาลงหุ้นนั้นมีราคาเท่าใด โดยปกติทั่วไปแล้วราคาทรัพย์สินที่นำมาลงหุ้นมักจะถือราคาตามท้องตลาดเป็นเกณฑ์ แต่หากผู้เป็นหุ้นส่วนไม่ได้ตกลงกันเกี่ยวกับการตีราคาทรัพย์สินที่นำมาลงหุ้นและเมื่อเกิดกรณีเป็นข้อสงสัย มาตรา 1027 ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าสิ่งซึ่งนำมาลงหุ้นด้วยกันนั้นมีค่าเท่ากัน เช่น ก. และ ข. ตกลงเข้าหุ้นส่วนกันเพื่อดำเนินกิจการรับจ้างขนของ โดย ก. ลงหุ้นด้วยเงินสด 300,000 บาท ข. นำรถกระบะเก่ามาลงหุ้นโดยไม่ได้ตกลงกันตีราคาไว้ เมื่อเกิดมีข้อสงสัยว่าระกระบะเก่ามีราคาเท่าใด กรณีนี้อาจนำมาตรา 1027 มาใช้โดยสันนิษฐานไว้ก่อนว่ารถกระบะเก่าที่ ข. นำมาลงหุ้นนั้นมีค่าเท่ากับส่วนลงหุ้นของ ก. คือ 300,000 บาท
แต่อย่าไรก็ตามหากเห็นได้ชัดเจนว่าสิ่งซึ่งนำมาลงหุ้นนั้นมีค่าต่างกันมาก ก็ไม่อาจนำมาตรา 1027 ทาใช้ได้ เช่นในกรณีตัวอย่างข้างต้น ถ้า ข. นำรถกระบะใหม่ป้ายแดงมาลงหุ้น ดังนี้ย่อมเห็นได้ชัดเจนว่ารถกระบะใหม่ป้ายแดงมีมูลค่ามากกว่า 300,000 บาท ดังนี้ก็ไม่อาจนำมาตรา 1027 มาใช้ การตีราคาก็ต้องถือราคาตามท้องตลาดของรถกระบะป้ายแดง
สำหรับการลงหุ้นด้วยแรงงานนั้นผู้เป็นหุ้นส่วนก็ควรจะตกลงกันให้ชัดเจนว่าแรงงานนั้นมีค่าเท่าใด หากผู้เป็นหุ้นส่วนไม่ได้ตกลงกันตีราคาแรงงานไว้ ก็ต้องนำมาตรา 1028 มาใช้บังคับคือจะต้องถือว่าแรงงานที่นำมาลงหุ้นนั้นมีมูลค่าเท่ากับส่วนถัวเฉลี่ยของผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งได้ลงหุ้นด้วยเงินหรือทรัพย์สิน
ตัวอย่าง ก. ข. ค. ตกลงกันเข้าหุ้นส่วนเพื่อปลูกข้าวโพดขายเพื่อเอากำหรมาแบ่งปันกัน ก. ลงหุ้นด้วยเงินจำนวน 100,000 บาท ข. นำที่ดิน 1 ไร่มาลงหุ้นโดยไม่ได้ตีราคาไว้ ค. ลงหุ้นด้วยแรงงานโดยไม่ได้ตีราคาไว้เช่นเดียวกัน เมื่อกรณีเป็นข้อสงสัยว่าที่ดินที่ ข. นำมาลงหุ้นและแรงงานของ ค. มีราคาเท่าใด ดังนี้สามรถนำมาตรา 1027 มาใช้บังคับ ซึ่งให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าที่ดินของ ข. และแรงงานของ ค. มีมูลค่าเท่ากับเงินลงหุ้นของ ก. คือ 100,000 บาท
แต่ถ้ามีการตกลงกันตีราคาที่ดินของ ข. ไว้ 200,000 บาท แต่ไม่ได้ตกลงกันตีราคาแรงงานของ ค. ในการหามูลค่าแรงงานของ ค. เพื่อนำมาใช้เป็นฐานในการคำนวณส่วนแบ่งกำไรนั้นมาตรา 1028 ระบุว่าให้นำเงินและทรัพย์สินที่ ก. และ ข. ลงหุ้นมาหาส่วนถังเฉลี่ย ซึ่งในกรณีจะได้เท่ากับ 150,000 บาท ดังนั้นอัตราส่วนในการแบ่งกำไรระหว่าง ก. ข. และ ค. คือ ก.จะได้ปันกำไร 1 ส่วน ข. ได้ 2 ส่วน และ ค. ได้ 1.5 ส่วน
คำพิพากษาฎีกาที่ 817/2476 วินิจฉัยไว้ว่าหุ้นส่วนที่ได้มีข้องตกลงแบ่งส่วนกำไรนั้น ถ้าขาดทุนก็ต้องขาดทุนด้วยตามส่วนที่จะได้กำไรแม้หุ้นส่วนผู้นั้นจะลงหุ้นเพียงแรงงานก็ตาม แต่เมื่อมีการชำระบัญชีเลิกห้าง หรือหุ้นส่วนที่ลงด้วยแรงงานต้องการจะถอนตัวจากการเป็นหุ้นส่วน หุ้นส่วนผู้ลงแรงงานจะขอแบ่งเงินลงทุนจากผู้เป็นหุ้นส่วนที่ลงหุ้นด้วยเงินหรือด้วยทรัพย์สินอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากจะมีสัญญากันไว้ว่าให้แบ่งทุนได้
5. การละเลยไม่ส่งมอบส่วนลงหุ้น
ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดละเลยไม่ส่งมอบส่วนลงหุ้นของตนเสียเลยตามที่ได้ตกลงกันไว้ ผู้เป็นหุ้นส่วนคนอื่น ๆ มีทางเลือก 2 ทาง คือ
1) นำคดีไปฟ้องร้องต่อศาลบังคับให้หุ้นส่วนผู้นั้นปฏิบัติตามสัญญาเข้าหุ้นส่วนด้วยการส่งมอบส่วนลงหุ้นที่ค้างชำระและสามารถเรียกค่าเสียหายได้ด้วย (มาตรา 213, 215 และ 222) หรือ
2) ขับผู้เป็นหุ้นส่วนคนนั้นออกจากความเป็นหุ้นส่วนโดยดำเนินการตามขั้นตอนที่ระบุไว้ในมาตรา 1031 กล่าวคือ
ก. ส่งคำบอกกล่าวเป็นจดหมายลงทะเบียนไปรษณีย์ไปยังผู้เป็นหุ้นส่วนคนนั้นให้ส่งมอบส่วนลงหุ้นของตนมาภายในเวลาที่กำหนดไว้ในคำบอกกล่าว แต่เวลาที่ระบุไว้ในคำบอกกล่าวนั้นต้องเป็นเวลาอันสมควร
ข. หากพ้นเวลาที่กำหนดแล้ว ผู้นั้นยังคงละเลยไม่ส่งมอบส่วนลงหุ้นของตน ผู้เป็นหุ้นส่วนคนอื่น ๆ อาจมีมติเป็นเอกฉันท์หรือโดยเสียงข้างมากก็ได้สุดแท้แต่จะตกลงกันไว้ ให้เอาผู้เป็นหุ้นส่วนคนนั้นออกไปจากความเป็นหุ้นส่วน
ข้อสังเกต
1. การขับผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดออกจากความเป็นหุ้นส่วนตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1031 จะต้องเป็นกรณีที่หุ้นส่วนผู้นั้นไม่ส่งมอบส่วนลงหุ้นเสียเลยเท่านั้น ถ้ามีการส่งมอบส่วนลงหุ้นบางส่วน ผู้เป็นหุ้นส่วนคนอื่น ๆ จะขับหุ้นส่วนผู้นั้นออกจากความเป็นหุ้นส่วนไม่ได้ เว้นแต่จะมีข้อตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น
2. การขับผู้เป็นหุ้นส่วนที่ละเลยไม่ส่งมอบส่วนลงหุ้นเสียเลยออกจากความเป็นหุ้นส่วนตามมาตรา 1031 นั้นไม่มีผลทำให้ห้างหุ้นส่วนต้องเลิกกัน
6. การเปลี่ยนแปลงข้อสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วน
เมื่อมีการทำสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนกันตามมาตรา 1012 แล้ว หากผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดประสงค์จะเปลี่ยนแปลงข้อสัญญา หรือประเภทแห่งกิจการของห้างหุ้นส่วน การเปลี่ยนแปลงเช่นนั้นจะต้องได้รับความยินยอมของผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคน เว้นแต่จะมีข้อตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น (มาตรา 1032) เช่น ตกลงกันไว้ว่าการเปลี่ยนแปลงข้อสัญญาให้กระทำโดยเสียงข้างมาก เป็นต้น
7. การจัดการห้างหุ้นส่วน
7.1 กรณีไม่มีข้อตกลงในการจัดการ
มาตรา 1033 ให้ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนมีอำนาจจัดการห้างหุ้นส่วนได้และถือว่าหุ้นส่วนทุกคนเป็นตัวแทนซึ่งกันและกัน ดังนั้นผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนมีอำนาจที่จะทำสัญญากับบุคคลภายนอกและมีผลผูกพันห้างหุ้นส่วนได้ แต่มีข้อจำกัดว่าผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งจะเข้าทำสัญญาโดยผู้เป็นหุ้นส่วนอีกคนหนึ่งทักท้วงไม่ได้ ซึ่งการทักท้วงนั้นก็ต้องทักท้วงก่อนที่จะมีการทำสัญญากับบุคคลภายนอก ปัญหาก็คือหากมีการทักท้วงแล้วก็ยังมีการฝ่าฝืนคำทักท้วง โดยไปทำสัญญากับบุคคลภายนอก ผลจะเป็นประการใด ในกรณีนี้ก็ต้องพิจารณาว่าสัญญาที่ทำไปนั้นเป็นเรื่องธรรมดาการค้าขายของห้างหุ้นส่วนหรือไม่ และบุคคลภายนอกทราบหรือไม่ว่ามีหุ้นส่วนอื่นคนหรือหลายคนได้ทักท้วงแล้ว ถ้าสัญญาดังกล่าวเป็นเรื่องธรรมดาการค้าขายของห้างหุ้นส่วนและบุคคลภายนอกก็ไม่ทราบว่าหุ้นส่วนคนอื่นได้ทักท้วงแล้ว สัญญานั้นย่อมผูกพันห้างหุ้นส่วนและผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคน รวมทั้งหุ้นส่วนคนที่ทักท้วงด้วย จะต้องร่วมกันรับผิดต่อบุคคลภายนอกโดยไม่มีจำกัดตามมาตรา 1050 แต่ในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน หุ้นส่วนที่ฝ่าฝืนอาจต้องรับผิดแต่เพียงผู้เดียวในการชดใช้ค่าเสียหายให้แก่หุ้นส่วนคนอื่น ๆ
คำพิพากษาฎีกาที่ 4293/2540 จำเลยทั้งสามเป็นหุ้นส่วนกัน มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันประกอบกิจการรับจ้างถมดิน ทราย และลูกรัง โดยมอบหมายให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับผิดชอบส่งมอบงานและรับค่าจ้างถมดินด้วยและหุ้นส่วนทุกคนจะรับผิดชอบในกิจการดังกล่าวจนแล้วเสร็จการที่จำเลยที่ 1 ว่าจ้างช่วงให้โจทก์ถมดินในที่ดินบางส่วนซึ่งจำเลยที่ 1 ทำสัญญารับจ้างกับผู้ว่าจ้าง แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้รับมอบหมายจากผู้เป็นหุ้นส่วนอื่นโดยตรง แต่กิจการที่จำเลยที่ 1 ทำไปนั้นก็เพื่อให้สามารถส่งมอบงานให้ผู้ว่าจ้างทันตามสัญญา จึงอยู่ภายในกรอบแห่งวัตถุประสงค์และความมุ่งหมายโดยตรงของการจัดตั้งห้างหุ้นส่วนอันถือได้ว่าเป็นการจัดทำไปในทางที่เป็นธรรมดาการค้าขายของห้างหุ้นส่วนด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1050 ซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนหมดทุกคนย่อมมีความผูกพันในกิจการที่ว่าจ้างนั้น และต้องรับผิดร่วมกันโดยไม่จำกัดจำนวนในการชำระหนี้อันได้ก่อให้เกิดขึ้นเพราะจัดการไปเช่นนั้น
คำพิพากษาฎีกาที่ 1771/2499 (ประชุมใหญ่) เมื่อไม่มีกฎหมายห้ามไว้แล้ว การจัดการนั้นย่อมรวมถึงการฟ้องร้องและต่อสู้คดีในโรงศาลในกรณีที่เกี่ยวกับประโยชน์ได้เสียของห้างหุ้นส่วนด้วย ดังนั้นผู้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนเพียงคนเดียว อาจเป็นโจทก์ฟ้องคดีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิของห้างหุ้นส่วนได้โดยไม่จำเป็นต้องให้ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนเข้าชื่อกันเป็นโจทก์
คำพิพากษาฎีกาที่ 68/2488 สัญญาทำในนามของห้างหุ้นส่วนที่ไม่ได้จดทะเบียน ผู้เป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งไม่มีอำนาจฟ้องบังคับตามสัญญาในนามของตนเอง เมื่อความปรากฏว่าหุ้นส่วนผู้จัดการมาฟ้องบังคับตามสัญญา แต่คำบรรยายฟ้องเข้าใจว่าฟ้องเป็นส่วนตัว ดังนั้นต้องยกฟ้อง [ต้องฟ้องในนามของห้างหุ้นส่วนไม่ใช่ฟ้องในนามส่วนตัว]
คำพิพากษาฎีกาที่ 4264/2547 โจทก์และ ส. ตกลงเข้ากันเป็นหุ้นส่วนทำกิจการบ้านจัดสรรและอาคารพาณิชย์ แม้ในการทำสัญญาขายที่ดินพร้อมอาคารแก่จำเลย จะได้มอบอำนาจให้ ว. เป็นผู้มีอำนาจจัดการแทน อันมีผลทำให้โจทก์และ ส. ผูกพันตามสัญญาที่ ว. ทำไว้กับจำเลย ซึ่งโจทก์หรือ ส. ผู้เป็นหุ้นส่วนมีสิทธิฟ้องจำเลยได้โดยลำพังก็ตาม แต่การฟ้องคดีก็จะต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคน เมื่อโจทก์และ ส. ยังเป็นหุ้นส่วนกันอยู่ การที่โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยชำระหนี้เฉพาะส่วนของตนกึ่งหนึ่ง จึงเป็นการฟ้องเรียกหนี้สินของห้างหุ้นส่วนสามัญในฐานะส่วนตัว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระเงินตามฟ้องได้
ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จะทะเบียนไม่อาจถูกฟ้องคดีได้ ดังนั้นผู้ฟ้องคดีต้องฟ้องหุ้นส่วนผู้จัดการหรือหุ้นส่วนที่เป็นคู่สัญญา
คำพิพากษาฎีกาที่ 259/2526 โรงแรมจำเลยที่ 1 เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล จึงไม่อาจฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นคดีได้ จำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนและหุ้นส่วนทุกคนมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการโรงแรมจำเลยที่ 1 ได้ชื่อว่าจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าสำนัก โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ได้
7.2 กรณีมีข้อตกลงกันว่าให้จัดการห้างหุ้นส่วนโดยเสียงข้างมากของผู้เป็นหุ้นส่วน
ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนได้ตกลงกันไว้ว่าการงานของห้างหุ้นส่วนนั้นให้จัดการไปตามเสียงข้างมากของผู้เป็นหุ้นส่วน ในกรณีนี้มาตรา 1034 กำหนดให้ผู้เป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งมีเสียงหนึ่งคะแนน โดยไม่ต้องคำนึงถึงจำนวนที่ลงหุ้นว่าได้ลงหุ้นมากหรือน้อยเพียงใด
กรณีมาตรา 1034 นี้แตกต่างกับกรณีตามมาตรา 1033 กล่าวคือผู้เป็นหุ้นส่วนแต่ละคนจะจัดการห้างหุ้นส่วนโดยลำพังตนเองโดยไม่หารือกับผู้เป็นหุ้นส่วนคนอื่น ๆ ไม่ได้ เมื่อผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนได้ตกลงกันให้จัดการห้างหุ้นส่วนไปตามเสียงข้างมาก ดังนั้นผู้เป็นหุ้นส่วนจะต้องหารือกันเกี่ยวกับการจัดการห้างหุ้นส่วน และเมื่อเสียงส่วนใหญ่ของผู้เป็นหุ้นส่วนมีความเห็นอย่างไรแล้ว ก็ย่อมต้องจัดการห้างหุ้นส่วนไปตามนั้น ถึงแม้จะมีผู้เป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งหรือเสียงข้างน้อยของผู้เป็นหุ้นส่วนจะได้คัดค้านไว้ก็ตาม ก็สามารถดำเนินการจัดการห้างหุ้นส่วนไปตามเสียงข้างมากได้ ในการลงมติเกี่ยวกับการจัดการห้างหุ้นส่วนนั้น ผู้เป็นหุ้นส่วนแต่ละคนมีเสียงเท่ากัน คือหุ้นส่วนคนหนึ่งมีเสียงหนึ่งเสียงโดยไม่คำนึงว่าแต่ละคนจะลงหุ้นเป็นจำนวนเท่าใด แต่ผู้เป็นหุ้นส่วนก็สามารถตกลงเป็นอย่างอื่นได้ เช่น ตกลงกันว่าให้หุ้นส่วนแต่ละคนมีเสียงตามสัดส่วนของจำนวนที่ลงหุ้น
คำพิพากษาฎีกาที่ 482/ 2518 ผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหลายได้มอบหมายให้ผู้เป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งฟ้องคดีของห้างแล้ว การถอดถอนการมอบอำนาจต้องทำโดยผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนหรือโดยเสียงข้างมาก ถ้าทำโดยผู้เป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งโดยผู้เป็นหุ้นส่วนคนอื่นมิได้ยินยอมด้วยในการถอนใบมอบอำนาจยังใช้ได้อยู่ ผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งได้รับมอบอำนาจนั้นคงถอนฟ้องได้
7.3 กรณีมีการตกลงกันตั้งหุ้นส่วนผู้จัดการ
หากผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหลายได้ตกลงกันมอบหมายอำนาจจัดการห้างหุ้นส่วนให้แก่ผู้เป็นหุ้นส่วนบางคนไป ผู้เป็นหุ้นส่วนที่ได้รับมอบอำนาจเช่นนั้นเรียกว่าหุ้นส่วนผู้จัดการ โดยหุ้นส่วนผู้จัดการเท่านั้นมีอำนาจจัดการห้างหุ้นส่วน ผู้เป็นหุ้นส่วนอื่นหามีอำนาจจัดการไม่ คงแต่มีอำนาจในการควบคุมการดำเนินงานของหุ้นส่วนผู้จัดการเท่านั้น
ก. กรณีมีหุ้นส่วนผู้จัดการคนเดียว
ในการตั้งหุ้นส่วนผู้จัดการนั้น ผู้เป็นหุ้นส่วนจะตั้งหุ้นส่วนเพียงคนเดียวเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการก็ได้ หรือจะตั้งหุ้นส่วนหลายคนเป็นผู้จัดการก็ได้ กรณีตั้งหุ้นส่วนเพียงคนเดียวเป็นผู้จัดการ หุ้นส่วนผู้จัดการคนนั้นย่อมมีอำนาจจัดการงานของห้างได้เต็มที่โดยลำพัง
ข. กรณีตั้งหุ้นส่วนหลายคนเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ
ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหลายได้ตกลงกันตั้งหุ้นส่วนผู้จัดการหลายคน เฉพาะผู้ได้รับแต่งตั้งให้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการเท่านั้นที่มีสิทธิในการจัดการงานของห้าง โดยหุ้นส่วนผู้จัดการแต่ละคนมีอำนาจจัดการห้างหุ้นส่วนได้ ไม่จำเป็นต้องจัดการร่วมกัน แต่อย่างไรก็ตามหุ้นส่วนผู้จัดการแต่ละคนจะกระทำการใดซึ่งหุ้นส่วนผู้จัดการอีกคนหนึ่งทักท้วงไม่ได้ (มาตรา 1035) ซึ่งแตกต่างกับตัวแทนผู้รับมอบอำนาจทั่วไปตามมาตรา 804 ที่ตัวแทนจะต่างคนต่างทำการแยกกันไม่ได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 676/2486)
[ข้อสังเกต บทบัญญัติในมาตรา 1035 นี้ใช้ถ้อยคำที่แตกต่างไปจากมาตรา 1033 กล่าวคือมาตรา 1035 วางข้อจำกัดไว้ว่าหุ้นส่วนผู้จัดการคนหนึ่งคนใดจะทำการอันใดซึ่งหุ้นส่วนผู้จัดการอีกคนหนึ่งทักท้วงนั้นไม่ได้ จึงกว้างกว่ามาตรา 1033 ที่ห้ามผู้เป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งคนใดเข้าทำสัญญาอันใดซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งทักท้วงไม่ได้]
อย่างไรก็ตาม ในการตั้งหุ้นส่วนผู้จัดการนั้น อาจมีการแบ่งอำนาจหน้าที่ของหุ้นส่วนผู้จัดการไว้ก็ได้ เช่น ให้หุ้นส่วนผู้จัดการคนหนึ่งรับผิดชอบด้านการตลาดและให้หุ้นส่วนผู้จัดการอีกคนหนึ่งรับผิดชอบด้านการเงินของห้างหุ้นส่วนก็ได้ ในกรณีเช่นนี้หุ้นส่วนผู้จัดการย่อมมีอำนาจดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องที่ตนได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบได้โดยไม่ต้องประชุมหรือปรึกษาหารือกับหุ้นส่วนผู้จัดการคนอื่น ๆ
คำพิพากษาฎีกาที่ 1382/2519 ห้างหุ้นส่วนจำกัดจดทะเบียนหุ้นส่วนผู้จัดการไว้สามคน โดยไม่มีข้อจำกัดอำนาจหุ้นส่วนผู้จัดการ หุ้นส่วนผู้จัดการแต่ละคนจัดการห้างหุ้นส่วนได้ตามป.พ.พ.มาตรา 1035 เมื่อหุ้นส่วนผู้จัดการสองคนลงชื่อในใบแต่งทนาย ก็ใช้ได้ หาจำเป็นต้องให้หุ้นส่วนผู้จัดการทั้งสามร่วมทำการแทนห้างไม่
8. กิจการที่ต้องใช้เสียงเอกฉันท์หรือเสียงข้างมากของผู้เป็นหุ้นส่วนในการจัดการ
กิจการบางอย่างกฎหมายกำหนดให้ต้องใช้เสียงเอกฉันท์หรือเสียงข้างมากของผู้เป็นหุ้นส่วนของผู้เป็นหุ้นส่วนในการตัดสินใจ ดังนั้นในเรื่องเหล่านี้ หุ้นส่วนที่ไม่ได้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการย่อมเข้าไปมีส่วนในการตัดสินใจด้วยโดยอำนาจที่กฎหมายให้ไว้ เช่น :
1) การขับหุ้นส่วนออกจากห้างตามมาตรา 1031
2) การเปลี่ยนแปลงข้อสัญญาเดิมแห่งห้างหุ้นส่วนหรือประเภทแห่งกิจการของห้างหุ้นส่วนตามมาตรา 1032
3) การชักนำผู้อื่นเข้ามาเป็นหุ้นส่วนตามมาตรา 1040
4) การโอนส่วนกำไรให้บุคคลภายนอกซึ่งจะมีผลให้บุคคลภายนอกเข้ามาเป็นหุ้นส่วนตามมาตรา 1041
5) การอนุญาตให้ผู้เป็นหุ้นส่วนบางคนประกอบกิจการแข่งขันกับห่างหุ้นส่วนตามมาตรา 1038
6) การควบห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนเข้าด้วยกันตามมาตรา 1073
8. อำนาจของผู้เป็นหุ้นส่วนอื่นในการควบคุมหุ้นส่วนผู้จัดการ
มาตรา 1037 บัญญัติว่า ถึงแม้ว่าผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหลายได้ตกลงให้ผู้เป็นหุ้นส่วนคนเดียวหรือหลายคนเป็นผู้จัดการห้างหุ้นส่วนก็ดี ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคน นอกจากผู้จัดการย่อมมีสิทธิที่จะไต่ถามถึงการงานของห้างหุ้นส่วนที่จัดอยู่นั้นได้ทุกเมื่อ และมีสิทธิที่จะตรวจและคัดสำเนาสมุดบัญชี และเอกสารใดๆ ของหุ้นส่วนได้ด้วย
บทบัญญัติในมาตรา 1037 ชี้ให้เห็นว่า:
(1) เมื่อผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหลายตกลงกันมอบอำนาจในการจัดการงานของห้างหุ้นส่วนให้แก่หุ้นส่วนบางคน (ที่เรียกว่า “หุ้นส่วนผู้จัดการ”) ไปแล้ว ผู้เป็นหุ้นส่วนอื่น ๆ ก็ย่อมไม่มีอำนาจจัดการงานของห้าง คงมีแต่อำนาจในการควบคุมดูแลเท่านั้น
(2) อำนาจในการควบคุมดูแลตามมาตรา 1037 นี้ ได้แก่การไต่ถามถึงการงานของห้างหุ้นส่วน การตรวจและคัดสำเนาสมุดบัญชี และเอกสารใดๆ ของหุ้นส่วน เมื่อผู้เป็นหุ้นส่วนขอเข้าตรวจและคัดสำเนาสมุดบัญชีและเอกสารใด ๆ ของห้างหุ้นส่วนแล้ว หุ้นส่วนผู้จัดการจะต้องดำเนินการให้
คำพิพากษาฎีกาที่ 1876/2520 โจทก์มีสิทธิไต่ถามจำเลยซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการถึงการงาน และมีสิทธิที่จะขอตรวจและคัดสำเนาสมุดบัญชีและเอกสารใด ๆ ของห้างหุ้นส่วนได้ ตามมาตรา 1037 ประกอบกับมาตรา 1080 แม้จำเลยจะมีเอกสารของห้างหุ้นส่วนหรือไม่ก็ตาม เมื่อโจทก์ขอให้จำเลยแสดงบัญชีรับจ่ายพร้อมทั้งหลักฐานใบสำคัญการรับจ่ายเงินของห้างหุ้นส่วนตั้งแต่วันที่จำเลยเข้าดำเนินกิจการจนถึงปัจจุบัน ย่อมอยู่ในวิสัยที่จำเลยซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการจะแสดงให้ หาใช่เป็นเรื่องสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้ไม่
(3) ในการใช้อำนาจควบคุมดูแลดังกล่าวมาข้างต้นนี้ ผู้เป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งคนใดสามารถกระทำได้โดยลำพังตนเอง ไม่จำเป็นกระทำร่วมกับหุ้นส่วนคนอื่นหรือต้องอาศัยมติของที่ประชุมของผู้เป็นหุ้นส่วนแต่อย่างใด
9. การแต่งตั้งและถอดถอนหุ้นส่วนผู้จัดการ
มาตรา 1036 อันหุ้นส่วนผู้จัดการนั้น จะเอาออกจากตำแหน่งได้ต่อเมื่อผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหลายอื่นยินยอมพร้อมกัน เว้นแต่จะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น
(1) การแต่งตั้งหุ้นส่วนผู้จัดการ
มาตรา 1036 ไม่ได้กล่าวถึงการแต่งตั้งผู้จัดการว่าจะต้องทำอย่างไร แต่อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาจากมาตรา 1033 แล้วจะเห็นได้ว่าผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนย่อมมีสิทธิจัดการห้างหุ้นส่วนได้เท่าเทียมกัน ดังนั้นการที่ผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหลายจะมอบหมายให้หุ้นส่วนคนใดเป็นผู้ทำหน้าที่จัดการห้างหุ้นส่วนก็น่าที่จะต้องให้หุ้นส่วนทุกคนพร้อมใจกันมีมติเป็นเอกฉันท์ด้วย เว้นแต่จะมีการตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น เช่น ให้ใช้เสียงข้างมาก
(2) การถอดถอนหุ้นส่วนผู้จัดการ
มาตรา 1036 ยึดหลักว่าหุ้นส่วนผู้จัดการนั้นเปรียบเสมือนตัวแทนของผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหลายในการจัดการห้างหุ้นส่วน เป็นบุคคลที่ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนพร้อมใจกันมอบหมายให้ทำหน้าที่ดังกล่าว ดังนั้นถ้าจะถอดถอนหุ้นส่วนผู้จัดการก็ต้องกระทำโดยความยินยอมพร้อมใจกันของผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคน เว้นแต่ผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหลายจะตกลงกันเป็นอย่างอื่น เช่น ให้ถอดถอนโดยถือคะแนนเสียงข้างมาก เป็นต้น
อนึ่งการถอดถอนหุ้นส่วนผู้จัดการออกจากตำแหน่งตามมาตรานี้ ไม่จำเป็นต้องมีเหตุก็ได้
มาตรา 1036 เป็นกรณีที่หุ้นส่วนผู้จัดการพ้นจากตำแหน่งโดยการถูกถอดถอน แต่นอกจากการถูกถอดถอนแล้ว หุ้นส่วนผู้จัดการก็อาจพ้นจากตำแหน่งโดยวิธีอื่นอีก็ได้ เช่น ตาย ลาออก หรือเมื่อพ้นจากความเป็นหุ้นส่วน
ในการลาออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการนั้น หากกระทำในเวลาที่ไม่สะดวกแก่ผู้เป็นหุ้นส่วนคนอื่น ๆ เป็นเหตุให้ห้างหุ้นส่วนได้รับความเสียหาย ก็อาจต้องรับผิดต่อผู้เป็นหุ้นส่วนคนอื่น ๆ ก็ได้ตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายลักษณะตัวการตัวแทนมาตรา 826 และ 827 ซึ่งอนุโลมมาใช้ตามความในมาตรา 1042
10. การจัดการโดยไม่มีอำนาจ
ดังได้กล่าวมาแล้วว่า เมื่อมีการแต่งตั้งหุ้นส่วนผู้จัดการแล้ว ผู้เป็นหุ้นส่วนอื่น ๆ ที่ไม่ใช่หุ้นส่วนผู้จัดการย่อมไม่มีอำนาจเข้าไปจัดการห้างหุ้นส่วน คงมีแต่อำนาจในการควบคุมดูแล และในกรณีที่มีการแต่งตั้งหุ้นส่วนผู้จัดการหลายคน หากมีการแบ่งแยกอำนาจหน้าที่ของแต่ละคนไว้เป็นการเฉพาะ หุ้นส่วนผู้จัดการแต่ละคนก็ย่อมมีอำนาจหน้าที่จำกัดเฉพาะเรื่องที่ตนได้รับมอบหมายเท่านั้น ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งไม่มีอำนาจจัดการได้เข้าไปจัดการงานของห้างหุ้นส่วน หรือหุ้นส่วนผู้จัดการกระทำการเกินอำนาจที่ได้รับมอบหมาย มาตรา 1043 บัญญัติว่าให้นำบทบัญญัติในเรื่องจัดการงานนอกสั่งมาใช้บังคับ กล่าวคือ
(1) ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือหุ้นส่วนผู้จัดการซึ่งกระทำการโดยไม่มีอำนาจนั้นจะต้องจัดการงานของห้างหุ้นส่วนให้สมประโยชน์และตามความประสงค์อันแท้จริง หรือตามที่พึงสันนิษฐานได้ว่าเป็นความประสงค์ของผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหลาย (มาตรา 395) ถ้าการจัดการนั้นไม่สมประโยชน์หรือขัดกับความประสงค์ดังกล่าว ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือหุ้นส่วนผู้จัดการผู้นั้นจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เป็นหุ้นส่วนคนอื่น ๆ (มาตรา 396)
(2) ถ้าการนั้นสมประโยชน์และต้องตามความประสงค์ของผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหลาย ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือหุ้นส่วนผู้จัดการนั้นก็มีสิทธิเรียกร้องให้ผู้เป็นหุ้นส่วนอื่นทั้งหลายชดใช้เงินที่ตนออกไปได้ (มาตรา 401) หรือ
(3) ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนอื่นทั้งหลายได้ให้สัตยาบันแก่การกระทำนั้น ก็ต้องถือว่าการกระทำนั้นเป็นการกระทำแทนหุ้นส่วนทั้งหลายโดยชอบ (มาตรา 402 วรรคสอง)
คำพิพากษาฎีกาที่ 98/2495 ร้านของจำเลยเป็นผู้ติดต่อซื้อน้ำมันจากต่างประเทศและได้เข้าเป็นหุ้นส่วนกับโจทก์ ตั้งร้านขึ้นเพื่อรับน้ำมันจากร้านจำเลยเอามาขาย จำเลยเป็นผู้จัดการร้านหุ้นส่วนนี้ด้วย ต่อมาจำเลยได้เอาเงินของร้านหุ้นส่วนส่งไปซื้อน้ำมันยังบริษัทต่างประเทศ ซึ่งเป็นการนอกวัตถุประสงค์ของร้านหุ้นส่วน แล้วถูกบริษัทต่างประเทศหักเงินเป็นค่าถังเปล่า ซึ่งร้านของจำเลยค้างส่งอยู่ ดังนี้ได้ชื่อว่าจำเลยกระทำนอกเหนืออำนาจเป็นเหตุให้ร้านเสียหาย จำเลยจึงต้องรับผิดในเงินที่ส่งไปนั้น
มาตรา 1043 นี้เป็นเรื่องความเกี่ยวพันระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน สำหรับบุคคลภายนอกนั้น แม้หุ้นส่วนซึ่งไม่ใช่หุ้นส่วนผู้จัดการได้เข้าไปจัดการงานของห้างหรือหรือหุ้นส่วนผู้จัดการกระทำการเกินอำนาจที่ได้รับมอบหมายก็ตาม แต่การกระทำดังกล่าวได้จัดทำไปในทางที่เป็นธรรมดาการค้าขายของห้างหุ้นส่วนแล้ว ก็ผูกพันผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหมดให้ต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอก (มาตรา 1050) เนื่องจากข้อจำกัดอำนาจของผู้เป็นหุ้นส่วนนั้นไม่มีผลต่อบุคคลภายนอก (มาตรา 1053)
สำหรับกรณีของห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้น มาตรา 1087 และ 1088 บัญญัติว่า ผู้เป็นหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิดไม่มีอำนาจจัดการงานของห้าง ถ้าสอดเข้าไปจัดการก็ต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกโดยไม่จำกัด แต่สำหรับความรับผิดต่อผู้เป็นหุ้นส่วนอื่นนั้นก็ต้องนำมาตรา 1043 มาใช้บังคับเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ตามบทบัญญัติในมาตรา 1080
11. การจัดการงานของห้างหุ้นส่วนนั้นไม่มีบำเหน็จตอบแทน
มาตรา 1046 ผู้เป็นหุ้นส่วนไม่ว่าคนหนึ่งคนใดหามีสิทธิจะได้รับบำเหน็จเพื่อที่ได้จัดการงานของห้างหุ้นส่วนนั้นไม่ เว้นแต่จะได้มีความตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น
เหตุที่กฎหมายกำหนดให้การจัดการงานของห้างหุ้นส่วนนั้นไม่มีบำเหน็จตอบแทนก็เพราะว่าหุ้นส่วนทุกคนเป็นเจ้าของกิจการร่วมกัน และผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนก็มีสิทธิที่จะได้รับแบ่งผลกำไรจากกิจการอยู่แล้ว แต่กฎหมายก็เปิดช่องให้ผู้เป็นหุ้นส่วนสามารถตกลงกันเป็นอย่างอื่นได้ เช่นอาจตกลงกันให้หุ้นส่วนผู้จัดการได้รับเงินเดือนก็ได้
อนึ่งคำว่าบำเหน็จตามมาตรานี้ไม่ได้หมายความเฉพาะเงินเท่านั้น อาจเป็นทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่น ๆ ก็ได้
12. ความระมัดระวังของผู้เป็นหุ้นส่วนในการจัดการห้างหุ้นส่วน
มาตรา 1039 ผู้เป็นหุ้นส่วนจำต้องจัดการงานของห้างหุ้นส่วนด้วยความระมัดระวังให้มากเสมือนกับจัดการงานของตนเองฉะนั้น
ในการจัดการงานของห้างหุ้นส่วน กฎหมายกำหนดให้ผู้เป็นหุ้นส่วนใช้ความระมัดระวังเหมือนกับการจัดการงานของตนเองเท่านั้น ไม่ได้ใช้ระดับความระมัดระวังของผู้เป็นหุ้นส่วนคนอื่น หรือระดับวิญญูชน ดังนั้นผู้เป็นหุ้นส่วนแต่ละคนอาจมีความระมัดระวังไม่เท่ากัน ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนได้ใช้ความระมัดระวังเหมือนกับการจัดกิจการงานของตนเองแล้ว แม้ความระมัดระวังดังกล่าวจะต่ำกว่าหุ้นส่วนอื่นบางคน หรือต่ำกว่าวิญญูชน และการจัดการงานนั้นไม่ดี หรือก่อให้เกิดความเสียหายแล้ว หุ้นส่วนผู้นั้นก็ไม่ต้องรับผิดต่อผู้เป็นหุ้นส่วนคนอื่น ๆ
ระดับความระมัดระวังตามที่บัญญัติไว้ในมาตรานี้นั้น เป็นกรณีที่หุ้นส่วนเข้าจัดการงานของห้างหุ้นส่วนโดยมีอำนาจ ไม่ใช่กรณีที่หุ้นส่วนเอื้อมเข้าไปจัดการห้างหุ้นส่วนโดยไม่มีอำนาจ หรือกรณีหุ้นส่วนผู้จัดการทำการเกินอำนาจของตนซึ่งจะต้องนำมาตรา 1043 มาใช้บังคับดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น
13. ความสัมพันธ์ระหว่างหุ้นส่วนผู้จัดการกับหุ้นส่วนคนอื่น ๆ
มาตรา 1042 ความเกี่ยวพันระหว่างหุ้นส่วนผู้จัดการกับผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหลายอื่นนั้น ท่านให้บังคับด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยตัวแทน
(1) มาตรานี้ให้นำกฎหมายลักษณะตัวแทนมาใช้เฉพาะแต่ในความเกี่ยวพันระหว่างหุ้นส่วนผู้จัดการกับหุ้นส่วนอื่น ๆเท่านั้น ไม่ได้นำมาใช้กับบุคคลภายนอก
(2) การนำบทบัญญัติเรื่องตัวแทนมาใช้บังคับนั้น มีลักษณะเป็นการใช้บังคับโดยอนุโลม ไม่ใช่นำมาใช้บังคับทุกมาตรา เรื่องใดที่มีบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะแล้วในกฎหมายลักษณะหุ้นส่วน ก็จะนำบทบัญญัติในเรื่องตัวแทนมาใช้บังคับไม่ได้ เช่น ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียนมีผู้จัดการ 2 คน ผู้จัดการคนใดคนหนึ่งเพียงคนเดียวมีอำนาจทำหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีแทนห้างได้ตามมาตรา 1035 (ไม่ต้องร่วมกันทำตามมาตรา 804) และไม่ต้องห้ามตามมาตรา 801 เพราะหุ้นส่วนผู้จัดการไม่ใช่ตัวแทนรับมอบอำนาจทั่วไป หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือมาตรา 804 และ 801 ไม่นำมาใช้ (ฎีกาที่ 672/2486)
คำพิพากษาฎีกาที่ 603/2506 จำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนเดินรถโดยสารประจำทางกับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับขี่ จำเลยที่ 2 เป็นผู้ควบคุมรถและเก็บค่าโดยสาร ตัวจำเลยที่ 1 ขับขี่รถยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้บุตรโจทก์ถึงแก่ความตายและตัวโจทก์ได้รับบาดเจ็บ จำเลยที่ 2 ก็ต้องรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 1 กระทำต่อโจทก์ เช่นเดียวกับตัวการร่วมรับผิดกับตัวแทนตามนัยมาตรา 1042 และมาตรา 427
คำพิพากษาฎีกาที่ 1836/2514 จำเลยทั้งสองเข้าหุ้นกันรับขนลูกระเบิด จำเลยที่ 1 ขับรถไปชนรถของโจทก์ จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิด
บทบัญญัติในเรื่องของตัวแทนที่จะนำมาใช้ระหว่างหุ้นส่วนผู้จัดการกับผู้เป็นหุ้นส่วนอื่น เช่น
- หุ้นส่วนผู้จัดการต้องจัดการงานด้วยตนเอง เว้นแต่จะมีข้อตกลงให้ผู้อื่นทำแทนได้ (มาตรา 806)
- เมื่อผู้เป็นหุ้นส่วนประสงค์จะทราบความเป็นไปของการงานของห้างในเวลาอันควร หุ้นส่วนผู้จัดการต้องแจ้งให้ทราบ (มาตรา 809)
หุ้นส่วนผู้จัดการได้รับเงินหรือทรัพย์สินอย่างอื่นมาอันเนื่องมาจากการจัดการงานของห้างก็ต้องส่งมอบให้กับห้าง (มาตรา 810) คำพิพากษาฎีกาที่ 1365/2493 หุ้นส่วนของห้างรับเงินแทนห้างแล้วไม่มอบให้แก่ผู้เป็นหุ้นส่วนอื่น ผู้เป็นหุ้นส่วนอื่นทุกคนย่อมเป็นโจทก์ฟ้องเรียกเงินนั้นได้
- ถ้าหุ้นส่วนผู้จัดการเอาเงินของห้างไปเป็นประโยชน์ส่วนตน ก็ต้องรับผิดใช้คืนให้กับห้างพร้อมทั้งดอกเบี้ย (มาตรา 811)
- ถ้ามีความเสียหายเกิดขึ้นแก่ห้างเพราะความประมาทเลินเล่อของหุ้นส่วนผู้จัดการ หรือเพราะการไม่ทำงานหรือทำงานโดยปราศจากอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจ หุ้นส่วนผู้จัดการก็ต้องรับผิดชดใช้ให้แก่ห้าง (มาตรา 812)
14. การชักนำผู้อื่นเข้ามาเป็นหุ้นส่วน
มาตรา 1040 ห้ามมิให้ชักนำเอาบุคคลผู้อื่นเข้ามาเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วน โดยมิได้รับความยินยอมของผู้เป็นหุ้นส่วนหมดด้วยกันทุกคน เว้นแต่จะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น
สาเหตุที่กฎหมายห้ามมิให้หุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งชักนำบุคคลอื่นเข้ามาเป็นหุ้นส่วนใหม่เว้นแต่ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนจะยินยอมด้วยนั้น เพราะว่าคุณสมบัติของผู้เป็นหุ้นส่วนนั้นเป็นสาระสำคัญ อีกประการหนึ่งการชักนำบุคคลอื่นเข้ามาเป็นหุ้นส่วนมีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงแก้ไขสัญญาเข้าหุ้นส่วน ซึ่งมาตรา 1032 ก็วางหลักไว้อย่างเดียวกันว่าการเปลี่ยนแปลงข้อสัญญาเดิมแห่งห้างหุ้นส่วนจะต้องได้รับความยินยอมของผู้เป็นหุ้นส่วนหมดด้วยกันทุกคน
อย่างไรก็ตามผู้เป็นหุ้นส่วนอาจตกลงกันไว้ล่วงหน้าได้ว่า การนำบุคคลอื่นเข้ามาเป็นหุ้นส่วนใหม่นั้นอาจทำโดยเสียงข้างมาก หรือให้ผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดหรือหลายคนสามารถชักนำบุคคลอื่นเข้ามาเป็นหุ้นส่วนในฐานะผู้สืบสิทธิหรือในฐานะอื่นใดก็ได้
คำพิพากษาฎีกาที่ 978/2474 โจทก์และ จ. เป็นหุ้นส่วนกันในการทำกิจการโรงสี ได้เคยตกลงกันไว้ว่าใครจะโอนหุ้นจะต้องแจ้งให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบล่วงหน้า 3 เดือน ต่อมา จ.ได้ทำการยกหุ้นของตนให้แก่บุตร 2 คน บุตรคนหนึ่งเป็นสามีของจำเลย ส่วนบุตรอีกคนหนึ่งนั้นได้ขายหุ้นให้แก่จำเลยในเวลาต่อมา และไม่เคยปรากฏว่า จ. ได้เคยแจ้งการโอนหุ้นของตนให้โจทก์ทราบเลย ต่อมาจำเลยไม่พอในในการดำเนินงานของห้างหุ้นส่วน จึงนำกุญแจไปใส่ปิดโรงสี ทำให้โจทก์สีข้าวไม่ได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยยังไม่ได้เป็นหุ้นส่วนตามมาตรา 1040 จำเลยไม่มีอำนาจปิดโรงสี ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์
คำพิพากษาฎีกาข้างต้นนี้ชี้ให้เห็นว่าการชักนำบุคคลอื่นเข้ามาเป็นหุ้นส่วนใหม่อาจจะกระทำโดยการโอนหุ้นก็ได้ แต่ถ้าเป็นการโอนส่วนกำไรโดยไม่ได้มีการโอนหุ้นให้แก่บุคคลภายนอก ไม่ได้มีผลทำให้ผู้รับโอนส่วนกำไรเข้ามาเป็นหุ้นส่วนด้วย และกฎหมายก็ไม่ได้บังคับว่าจะต้องได้รับความยินยอมจากผู้เป็นหุ้นส่วนอื่น ๆ ก่อนจึงจะสามารถโอนส่วนกำไรให้แก่บุคคลภายนอก แต่จะอย่างไรก็ตาม ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดโอนส่วนกำไรของตนไม่ว่าทั้งหมดหรือแต่เพียงบางส่วนให้แก่บุคคลภายนอกโดยประสงค์จะให้ผู้รับโอนเข้ามาเป็นหุ้นส่วนด้วย การโอนส่วนกำไรดังกล่าวก็ต้องได้รับความยินยอมจากผู้เป็นหุ้นส่วนอื่น ๆ ด้วย มิฉะนั้นแล้วผู้รับโอนก็จะได้ไปแต่ส่วนกำไรเท่านั้น ไม่มีสิทธิที่จะเข้ามาเป็นหุ้นส่วน ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1041 ว่า “ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งโอนส่วนกำไรของตนในห้างหุ้นส่วนทั้งหมดก็ดีหรือแต่บางส่วนก็ดีให้แก่บุคคลภายนอกโดยมิได้รับความยินยอมของผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหลายอื่นไซร้ ท่านว่าบุคคลภายนอกนั้นจะกลายเป็นเข้าหุ้นส่วนด้วยก็หามิได้”
มาตรา 1040 และมาตรา 1041 ตามที่กล่าวมานี้ เป็นกรณีที่ห้างหุ้นส่วนยังไม่ได้เลิก ถ้าห้างหุ้นส่วนเลิกแล้ว การโอนสิทธิที่จะได้แบ่งทรัพย์สินของห้างเมื่อห้างเลิก แม้จะไม่มีบทบัญญัติใดกล่าวถึงการโอนสิทธิดังกล่าว ก็น่าจะถือว่าย่อมโอนกันได้ได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้เป็นหุ้นส่วนอื่น
คำพิพากษาฎีกาที่ 41/2493 ห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ได้จดทะเบียน เมื่อผู้เป็นหุ้นส่วนมีมติให้เลิก ความเป็นหุ้นส่วนก็สิ้นสุดลง จะนำมาตรา 1299 และมาตรา 1040 ป.พ.พ. มาใช้บังคับไม่ได้ ผู้เป็นหุ้นส่วนย่อมโอนสิทธิในหุ้นส่วนภายหลังที่มีมติให้เลิกห้างหุ้นส่วนแล้วได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้เป็นหุ้นส่วนอื่น และผู้รับโอนย่อมเป็นผู้เสียหายในทางอาญาของบุคคลอื่นที่กระทำผิดในทางอาญาเกี่ยวกับทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนนั้นได้
15. ผู้เป็นหุ้นส่วนจะประกอบกิจการค้าแข่งกับห้างไม่ได้
มาตรา 1038 ห้ามมิให้ผู้เป็นหุ้นส่วนประกอบกิจการอย่างหนึ่งอย่างใดซึ่งมีสภาพดุจเดียวกันและเป็นการแข่งขันกับกิจการของห้างหุ้นส่วนนั้นไม่ว่าทำเพื่อประโยชน์ตนหรือประโยชน์ผู้อื่น โดยมิได้รับความยินยอมของผู้เป็นหุ้นส่วนคนอื่นๆ
ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดทำการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติมาตรานี้ไซร้ ผู้เป็นหุ้นส่วนคนอื่นๆ ชอบที่จะเรียกเอาผลกำไรซึ่งผู้นั้นหาได้ทั้งหมด หรือเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อการที่ห้างหุ้นส่วนได้รับความเสียหายเพราะเหตุนั้น แต่ท่านห้ามมิให้ฟ้องเรียกเมื่อพ้นเวลาปีหนึ่งนับแต่วันทำการฝ่าฝืน
(1) มาตรานี้ห้ามหุ้นส่วนทุกคนประกอบกิจการค้าแข่งกับห้าง ไม่ว่าหุ้นส่วนผู้นั้นจะเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการหรือไม่
(2) ข้อห้ามตามมาตรานี้ไม่ได้คำนึงถึงว่าใครเป็นเจ้าของกิจการ ความสำคัญอยู่ที่ว่าใครเป็นผู้ดำเนินกิจการนั้น ดังนั้นแม้จะเป็นกิจการของบุคคลภายนอก แต่ผู้เป็นหุ้นส่วนเป็นผู้ดำเนินการ ไม่ว่าจะดำเนินการในฐานะที่เป็นตัวแทนของบุคคลภายนอกหรือผู้แทน เช่น เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการให้แก่ห้างหุ้นส่วนอื่น หรือเป็นกรรมการบริษัท ถ้ากิจการนั้นมีสภาพดุจเดียวกันกับกิจการของห้างหุ้นส่วนและเป็นกิจการที่แข่งขันกับกิจการของห้างหุ้นส่วนแล้วก็เป็นการต้องห้ามตามมาตรานี้ เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากผู้เป็นหุ้นส่วนคนอื่น ๆ ถ้ากิจการนั้นมีสภาพดุจเดียวกันกับกิจการของห้างหุ้นส่วนแต่ไม่เป็นการแข่งขันกับกิจการของห้างหุ้นส่วน เช่น ห้างหุ้นส่วนประกอบกิจการผลิตสับปะรดกระป๋องเพื่อส่งไปขายต่างประเทศ ผู้เป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งทำการรับซื้อสับปะรดจากไร่แล้วมาขายต่อให้ห้างหุ้นส่วน ดังนี้ไม่ใช่การแข่งขันกับห้างหุ้นส่วน การพิจารณาว่ากิจการใดแข่งขันกับกิจการของห้างหุ้นส่วนหรือไม่นั้นเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งอาจต้องพิจารณาถึงสภาพของกิจการและสถานที่ประกอบด้วย (ฎีกาที่ 3-4/2487) เป็นต้นว่า ถ้าเขตพื้นที่ทางตลาดแตกต่างกัน ไม่มีการแย่งลูกค้ากัน ก็ไม่ถือว่าเป็นการแข่งขันกัน
(3) การฝ่าฝืนข้อห้ามตามมาตรานี้มีผลให้ผู้เป็นหุ้นส่วนอื่นสามารถเรียกเอากำไรซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนที่ทำการแข่งขันกับห้างหุ้นส่วนหามาได้ หรือเรียกเอาค่าเสียหายที่เกิดแก่ห้างหุ้นส่วนก็ได้ แล้วแต่จะเลือก
(4) การเรียกร้องเอาผลกำไรหรือการเรียกค่าเสียหายตามมาตรานี้ ต้องเรียกร้องภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่มีการฝ่าฝืน โดยไม่คำนึงถึงว่าผู้เป็นหุ้นส่วนอื่นจะทราบการฝ่าฝืนนั้นเมื่อใด
(5) การเรียกร้องเอาผลกำไรหรือการเรียกค่าเสียหายตามมาตรานี้ไม่น่าที่จะเป็นการลบล้างสิทธิที่จะเลิกห้าง หากการฝ่าฝืนมาตรานี้ส่งผลให้เป็นเหตุที่จะเลิกห้างได้ตามกฎหมายหรือตามสัญญา ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1067 แม้มาตราดังกล่าวจะกล่าวถึงกรณีห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียนก็ตาม ผลก็น่าจะเป็นในทำนองเดียวกัน
16. หุ้นส่วนผู้ออกจากห้างหุ้นส่วนมีสิทธิให้เอาชื่อของตนออกจากชื่อห้าง
มาตรา 1047 ถ้าชื่อของผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งออกจากหุ้นส่วนไปแล้วยังคงใช้เรียกขานติดเป็นชื่อห้างหุ้นส่วนอยู่ ท่านว่าผู้เป็นหุ้นส่วนนั้นชอบที่จะเรียกให้งดใช้ชื่อของตนเสียได้
มาตรา 1047 เป็นกรณีที่มีการนำเอาชื่อของหุ้นส่วนไปใช้เป็นชื่อของห้าง เมื่อหุ้นส่วนคนใดได้ออกจากห้างไปแล้ว ความเป็นหุ้นส่วนก็ย่อมสิ้นสุดลง แต่การที่ชื่อของหุ้นส่วนผู้นั้นยังถูกนำไปใช้เป็นชื่อห้างอยู่นั้น อาจทำให้บุคคลภายนอกเข้าใจผิดว่าเขายังคงเป็นหุ้นส่วนอยู่และเป็นเหตุให้หุ้นส่วนคนนั้นต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกตามความในมาตรา 1054 ได้ ดังนั้นกฎหมายจึงให้สิทธิแก่หุ้นส่วนที่ออกจากห้างไปแล้วมีที่จะเรียกให้งดใช้ชื่อของตนเป็นชื่อห้างได้
17. ผู้เป็นหุ้นส่วนอาจเรียกเอาส่วนของตนจากผู้เป็นหุ้นส่วนอื่นในกิจการค้าที่ไม่ปรากฏชื่อตนได้
มาตรา 1048 ผู้เป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งจะเรียกเอาส่วนของตนจากหุ้นส่วนอื่นๆ แม้ในกิจการค้าขายอันใดซึ่งไม่ปรากฏชื่อของตนก็ได้
การที่หุ้นส่วนคนใดจัดการงานของห้างหุ้นส่วนนั้น ย่อมถือว่าจัดการงานในนามและเพื่อประโยชน์ของผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคน ฉะนั้นผู้เป็นหุ้นส่วนอื่นจึงสามารถเรียกเอาส่วนของตนจากกิจการดังกล่าวได้ แม้กิจการค้าขาย เช่น สัญญาที่ทำไปนั้น จะไม่ปรากฏชื่อของตนก็ตาม มาตรา 1048 นี้จึงมีหลักการเดียวกับมาตรา 810 ในเรื่องของตัวแทน
การเรียกเอาส่วนของตนตามมาตรา 1048 นี้ต่างกับเรื่องตัวการไม่เปิดเผยชื่อตามมาตรา 806 ตรงที่ว่ามาตรา 806 นั้นให้สิทธิแก่ตัวการที่ไม่เปิดเผยชื่อที่จะเข้าถือเอาสิทธิใด ๆ กับบุคคลภายนอกได้ แต่มาตรา 1048 เป็นเรื่องการเรียกเอาจากหุ้นส่วนที่เข้าจัดกิจการของห้างที่ได้รับผลประโยชน์นั้น ๆ มา ไม่ใช่เรียกเอาจากบุคคลภายนอก ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันถึงบุคคลภายนอกแล้วต้องอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 1049
|