ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วย หุ้นส่วนและบริษัท
ความเกี่ยวพันระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนกับบุคคลภายนอก
1. กิจการซึ่งไม่ปรากฏชื่อของตน
มาตรา 1049 ผู้เป็นหุ้นส่วนจะถือเอาสิทธิใดๆแก่บุคคลภายนอกในกิจการค้าขาย ซึ่งไม่ปรากฏชื่อของตนนั้นหาได้ไม่
(1) มาตรา 1049 เป็นเรื่องของห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน หากมีการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วน (ไม่ว่าจะจดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียนหรือห้างหุ้นส่วนจำกัด) ผลจะเป็นตรงกันข้าม คือเป็นไปตามมาตรา 1065 ที่บัญญัติว่า “ผู้เป็นหุ้นส่วนอาจถือเอาประโยชน์แก่บุคคลภายนอกในบรรดาสิทธิอันห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนนั้นได้มา แม้ในกิจการซึ่งไม่ปรากฏชื่อของตน”
(2) มาตรา 1049 แตกต่างกับมาตรา 1048 กล่าวคือมาตรา 1048 นั้นใช้กับความเกี่ยวพันระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน แต่มาตรา 1049 เป็นเรื่องความเกี่ยวพันระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนกับบุคคลภายนอก
(3) เมื่อเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ได้จดทะเบียน จึงไม่ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามมาตรา 1022 และไม่มีทะเบียนที่จะให้บุคคลภายนอกตรวจดูได้ว่าใครเป็นหุ้นส่วนบ้าง มาตรา 1049 จึงห้ามผู้เป็นหุ้นส่วนที่ไม่ได้มีชื่อปรากฏในกิจการค้าขายของห้างเรียกร้องสิทธิของห้างเอาจากบุคคลภายนอก ตัวอย่างเช่น
คำพิพากษาฎีกาที่ 6848/2540 โจทก์ที่ 2 ที่ 3 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 8 ไม่ได้เป็นคู่สัญญาใด ๆ กับจำเลย จึงไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน และแม้ว่าจะเป็นหุ้นส่วนกับโจทก์ที่ 1 ที่ 4 และที่ 5 ดังที่อ้างแต่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1049 ผู้เป็นหุ้นส่วนจะถือเอาสิทธิใดแก่บุคคลภายนอกในกิจการค้าขายซึ่งไม่ปรากฏชื่อของตนนั้นหาได้ไม่ ดังนั้นเมื่อไม่ปรากฏชื่อของโจทก์ที่ 2 ที่ 3 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 8 ในกิจการค้าขาย โจทก์ดังกล่าวจึงไม่มีอำนาจ
คำพิพากษาฎีกาที่ 1566/2518 โจทก์ที่ 1 ออกเงินให้จำเลยนำไปใช้ก่อสร้างสถานีวิทยุกระจายเสียงโดยจำเลยสัญญาจะให้สิทธิโจทก์ที่ 1 ในการโฆษณาสินค้าทางวิทยุนั้น ต่อมาจำเลยผิดสัญญา โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนกันจึงฟ้องจำเลย ศาลฎีกาวินิจฉัยเกี่ยวกับอำนาจฟ้องของโจทก์ที่ 2 ว่า “โจทก์ที่ 2 มิได้เป็นคู่สัญญากับจำเลยจึงไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน และตามกฎหมายผู้เป็นหุ้นส่วนจะถือเอาสิทธิใดแก่บุคคลภายนอกในกิจการค้าขายซึ่งไม่ปรากฏชื่อของตนหาได้ไม่ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1049 ฉะนั้น โจทก์ที่ 2 จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้”
คำพิพากษาฎีกาที่ 5897/2531 โจทก์และ ส. กับพวกนำเงินไปเปิดบัญชีไว้ที่ธนาคารเพื่อดำเนินกิจการร่วมกันโดยไม่ได้จดทะเบียนห้างหุ้นส่วน ส. เอาเงินของห้างหุ้นส่วนจ่ายให้จำเลยเพื่อแลกเช็คพิพาทจากจำเลย แล้วธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค ดังนี้ แม้การรับแลกเช็คนั้นจะเป็นกิจการของห้างหุ้นส่วน แต่เมื่อไม่ปรากฏชื่อของโจทก์ในกิจการนี้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเงินตามเช็คจากจำเลย
(4) การที่หุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งไปทำสัญญากับบุคคลภายนอกในกิจการของห้างหุ้นส่วน หุ้นส่วนผู้เป็นคู่สัญญากับบุคคลภายนอกสามารถฟ้องบุคคลภายนอกได้โดยลำพัง ตัวอย่างเช่น
คำพิพากษาฎีกาที่ 149/2584 โจทก์ได้ลงชื่อทำหนังสือสัญญาเช่าโรงสีจากจำเลยแต่ผู้เดียว แม้ภายหลังจะมีบุคคลอื่นมาเข้าเป็นหุ้นส่วนในการสีข้าวกับโจทก์ด้วย โจทก์มีอำนาจฟ้องร้องจำเลยเรียกค่าเสียหายเกี่ยวกับสัญญาเช่าได้ คดีหาได้ต้องด้วยมาตรา 1049 แห่ง ป.พ.พ. ไม่
2. ความรับผิดร่วมกันของผู้เป็นหุ้นส่วนต่อบุคคลภายนอกในกิจการที่เป็นธรรมดาการค้าขายของห้าง
มาตรา 1050 การใดๆ อันผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งได้จัดทำไปในทางที่เป็นธรรมดาการค้าขายของห้างหุ้นส่วนนั้น ท่านว่าผู้เป็นหุ้นส่วนหมดทุกคนย่อมมีความผูกพันในการนั้นๆ ด้วย และจะต้องรับผิดร่วมกันโดยไม่จำกัดจำนวนในการชำระหนี้ อันได้ก่อให้เกิดขึ้นเพราะจัดการไปเช่นนั้น
มาตรานี้เป็นกรณีที่ผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งกระทำการไปโดยมิได้รับมอบอำนาจโดยตรงจากผู้เป็นหุ้นส่วนอื่น ๆ จึงต้องพิจารณาว่าการกระทำนั้นเป็นธรรมดาการค้าขายของห้างหุ้นส่วนหรือไม่ หากเป็นการกระทำซึ่งเป็นธรรมดาการค้าขายของห้างหุ้นส่วนแล้วผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนย่อมผูกพัน แต่ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนกระทำการโดยได้รับมอบหมายจากผู้เป็นหุ้นส่วนอื่น ๆ การกระทำนั้นย่อมผูกพันผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนโดยไม่จำต้องพิจารณาว่ากระทำนั้นเป็นธรรมดาการค้าขายของห้างหุ้นส่วนหรือไม่
การกระทำซึ่งซึ่งเป็นธรรมดาการค้าขายของห้างหุ้นส่วน อาจได้แก่
(1) การกระทำภายในขอบวัตถุประสงค์ของห้าง หากหุ้นส่วนได้จัดการหรือกระทำการอันอยู่ในกรอบวัตถุประสงค์ของห้างแล้ว การนั้นย่อมผูกพันห้างและผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคน ตัวอย่างเช่น
คำพิพากษาฎีกาที่ 2-3/2574 จำเลยหลายคนเข้าหุ้นกันตั้งโรงฆ่าสุกรโดยมีความประสงค์เพื่อจะเก็บเงินจากผู้นำสุกรไปฆ่า จ. ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการซื้อสุกรของโจทก์มาฆ่าเสียเองแล้วไม่ใช้เงินโจทก์ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จ. ทำการนอกวัตถุประสงค์ของห้างหุ้นส่วน และไม่ได้ความว่า จ. ทำไปในฐานะตัวแทนของจำเลยหรือจำเลยมีส่วนได้เสียร่วมด้วย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิด
(2) การกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับวัตถุประสงค์ของห้างหุ้นส่วนหรือจำเป็นในการดำเนินกิจการของห้างหุ้นส่วน
คำพิพากษาฎีกาที่ 288/2488 ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนต้องรับผิดในหนี้สินซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งไปกู้เขามาใช้จ่ายในกิจการค้าของห้างหุ้นส่วน
คำพิพากษาฎีกาที่ 4293/2540 จำเลยทั้งสามเป็นหุ้นส่วนกัน มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันประกอบกิจการรับจ้างถมดิน ทราย และลูกรัง โดยมอบหมายให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับผิดชอบส่งมอบงานและรับค่าจ้างถมดินด้วยและหุ้นส่วนทุกคนจะรับผิดชอบในกิจการดังกล่าวจนแล้วเสร็จการที่จำเลยที่ 1 ว่าจ้างช่วงให้โจทก์ถมดินในที่ดินบางส่วนซึ่งจำเลยที่ 1 ทำสัญญารับจ้างกับผู้ว่าจ้าง แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้รับมอบหมายจากผู้เป็นหุ้นส่วนอื่นโดยตรง แต่กิจการที่จำเลยที่ 1 ทำไปนั้นก็เพื่อให้สามารถส่งมอบงานให้ผู้ว่าจ้างทันตามสัญญา จึงอยู่ภายในกรอบแห่งวัตถุประสงค์และความมุ่งหมายโดยตรงของการจัดตั้งห้างหุ้นส่วนอันถือได้ว่าเป็นการจัดทำไปในทางที่เป็นธรรมดาการค้าขายของห้างหุ้นส่วนด้วย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1050 ซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนหมดทุกคนย่อมมีความผูกพันในกิจการที่ว่าจ้างนั้น และต้องรับผิดร่วมกันโดยไม่จำกัดจำนวนในการชำระหนี้อันได้ก่อให้เกิดขึ้นเพราะจัดการไปเช่นนั้น
แม้การกระทำของผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งโดยปกติแล้วเป็นเรื่องธรรมดาการค้าขายของห้าง ถ้าปรากฏว่าผู้กระทำมิได้ทำในฐานะที่เป็นหุ้นส่วน แต่กระทำในฐานะส่วนตัวและบุคคลภายนอกก็รู้เช่นนั้น ผู้เป็นหุ้นส่วนอื่นก็ไม่ต้องร่วมรับผิด เช่น
คำพิพากษาฎีกาที่ 1673/2506 จำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 8 เข้าหุ้นส่วนกันตั้งโรงรับจำนำเชียงฮวด โดยมิได้จะทะเบียนเป็นนิติบุคคล จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการร่วมกับจำเลยที่ 9 กู้เงินโจทก์ มีปัญหาว่าจำเลยที่ 2 ถึง 8 จะต้องรับผิดด้วยหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 9 เป็นผู้ทำหนังสือสัญญาลงนามเป็นผู้กู้เงินโจทก์ ตามปกติคนทั้งสองนี้เท่านั้นจะต้องรับผิดตามสัญญานี้ จะให้บุคคลภายนอกซึ่งมิได้เป็นคู่สัญญาด้วยต้องพลอยรับผิดด้วยหาได้ไม่ เว้นไว้แต่โจทก์จะพิสูจน์ได้ว่าบุคคลที่ลงชื่อเป็นผู้กู้นี้ได้ทำในฐานะเป็นผู้จัดการหรือตัวแทนของห้างหุ้นส่วน หรือได้นำเงินที่กู้นั้นมาใช้ในกิจการของห้างหุ้นส่วน ดังนี้ บุคคลภายนอกซึ่งเป็นหุ้นส่วนจึงจะต้องรับผิด” ศาลฎีกาวินิจฉัยต่อไปว่า ตามสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วน การกู้ยืมเงิน จะต้องให้จำเลยที่ 1 ลงชื่อร่วมกับจำเลยที่ 8 และประทับตราของห้างซึ่งจำเลยที่ 8 เก็บรักษาไว้ด้วย แต่การกู้เงินนี้ไม่ปรากฏว่าได้ให้จำเลยที่ 8 ลงชื่อด้วย กลับไปเอาจำเลยที่ 9 ซึ่งมิได้เกี่ยวข้องกับห้างมาลงชื่อร่วม ทั้งมิได้ประทับตราซึ่งจำเลยที่ 8 เป็นผู้เก็บรักษา เงินที่กู้มาก็ไม่ได้ลงบัญชีของห้างหุ้นส่วนโรงรับจำนำเชียงฮวด แสดงว่ามิได้กู้มาเพื่อใช้ในกิจการของห้างหุ้นส่วน “จริงอยู่ โจทก์เป็นบุคคลภายนอกย่อมไม่มีโอกาสที่จะรู้ข้อสัญญาหรือข้อบังคับอันเป็นกิจการภายในของห้างหุ้นส่วนโรงรับจำนำเชียงฮวด เพราะห้างหุ้นส่วนนี้มิได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล โจทก์รับว่ารู้จักโรงรับจำนำนี้มา 20 ปีแล้ว ที่โจทก์รับเอาจำเลยที่ 9 ซึ่งเป็นเจ้าของร้านทอง มิได้เป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนโรงรับจำนำเข้ามาเป็นผู้กู้กับจำเลยที่ 1 ด้วยนั้นเป็นเหตุผลแสดงว่าโจทก์รู้ว่ามิได้เป็นการกู้เพื่อห้างหุ้นส่วนโรงรับจำนำ และโจทก์ก็นำสืบไม่ได้ว่า ห้างหุ้นส่วนดังกล่าวได้เชิดหรือแสดงออกให้โจทก์หลงเชื่อว่าจำเลยได้กู้เงินในฐานะเป็นตัวแทนของห้างหุ้นส่วนหรือนำเงินนั้นไปใช้ในกิจการของห้างหุ้นส่วน จำเลยที่ 7-8 ซึ่งมิได้เป็นคู่สัญญาด้วยจึงไม่ต้องรับผิด”
(3) หุ้นส่วนทุกคนต้องรับผิดในละเมิดที่เกิดจากการกระทำในกิจการธรรมดาการค้าขายของห้าง ตัวอย่างเช่น
คำพิพากษาฎีกาที่ 3848/2531 จำเลยร่วมกับผู้อื่นรับก่อสร้างสะพานโดยจดทะเบียนการค้าว่า “สาธรบริดจ์ จอยเวนเจอร์” อันมีลักษณะเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน จำเลยจึงต้องรับผิดในละเมิดที่เกิดจากการกระทำในกิจการธรรมดาของห้างหุ้นส่วน
คำพิพากษาฎีกาที่ 1836/2514 จำเลยเข้าหุ้นกันรับจ้างขนลูกระเบิด จำเลยที่ 2 เป็นผู้ออกรถยนต์ จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับ จำเลยที่ 1 ขับรถไปชนโจทก์จำเลยทั้งสองก็ต้องร่วมกันรับผิด
ถ้าหุ้นส่วนได้กระทำการซึ่งเป็นธรรมดาการค้าขายของห้างแล้ว แม้จะกระทำการทุจริตต่อบุคคลภายนอกโดยหุ้นส่วนคนอื่น ๆ ไม่ได้รู้เห็นด้วย หุ้นส่วนคนอื่น ๆ ก็ต้องร่วมรับผิด เช่น ห้างหุ้นส่วนที่ตั้งขึ้นเพื่อรับฝากทรัพย์ของลูกค้าโดยมีค่าตอบแทน หากหุ้นส่วนคนหนึ่งรับฝากทรัพย์ของลูกค้าไว้แล้วยักยอกเอาทรัพย์นั้นไปเสียโดยหุ้นส่วนอื่น ๆ ไม่ได้รู้เห็นด้วยกับการยักยอก หุ้นส่วนอื่น ๆ ก็ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดที่หุ้นส่วนผู้นั้นกระทำไป
3. ความรับผิดของหุ้นส่วนที่ออกไปแล้ว
มาตรา 1051 ผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งออกจากหุ้นส่วนไปแล้วยังคงต้องรับผิดในหนี้ซึ่งห้างหุ้นส่วนได้ก่อให้เกิดขึ้นที่ตนได้ออกจากหุ้นส่วนไป
การที่หุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งออกจากห้างไป ไม่ว่าจะออกไปโดยวิธีการใด ก็ไม่มีผลทำให้หุ้นส่วนที่ออกไปนั้นหลุดพ้นจากหนี้ของห้างที่เกิดขึ้นในระหว่างที่ตนเป็นหุ้นส่วนอยู่ ไม่ว่าหนี้นั้นจะถึงกำหนดชำระก่อนหรือหลังจากที่หุ้นส่วนผู้นั้นออกไปจากห้างก็ตาม หรือขณะฟ้องคดีหุ้นส่วนผู้นั้นจะได้ออกจากห้างหุ้นส่วนไปแล้วก็ไม่สำคัญ
คำพิพากษาฎีกาที่ 482/2485 จำเลยทั้งสองเป็นหุ้นส่วนกัน ได้เช่าโรงเลื่อยจากโจทก์ 3 ปี มีข้อตกลงว่าแม้เช่าไม่ครบก็ต้องชำระค่าเช่าเต็มทั้ง 3 ปี เช่าได้ปีเดียวจำเลยก็คืนโรงสี โจทก์จึงฟ้องเรียกค่าเช่าอีก 2 ปี มีปัญหาว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งออกจากห้างหุ้นส่วนไปแล้วจะต้องรับผิดหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าสัญญาเช่าโรงเลื่อยจักรนี้ได้ทำกันก่อนที่จำเลยที่ 1 ได้ออกจากหุ้นส่วนสามัญ ฉะนั้น ความผูกพันต่าง ๆ ตามสัญญานี้จึงผูกพันถึงจำเลยที่ 1 ผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยตามมาตรา 1051 ขณะฟ้องคดีจำเลยจะได้ออกจากหุ้นส่วนไปแล้วหรือไม่ก็ไม่สำคัญ เพราะจำเลยไม่อาจปลดเปลื้องความรับผิผิดตามสัญญาเช่าในฐานะที่เป็นหุ้นส่วนอยู่ด้วยโดยการออกไปเสียจากหุ้นส่วน หนี้ตามสัญญาถึงกำหนดชำระเมื่อใดก็ไม่สำคัญ ข้อสำคัญอยู่ที่ว่าหนี้เกิดขึ้นเมื่อจำเลยเป็นหุ้นส่วนอยู่
หนี้ที่หุ้นส่วนต้องรับผิดตามมาตรา 1051 นี้เป็นหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนที่หุ้นส่วนออกไปจากความเป็นหุ้นส่วน ถ้าหนี้นั้นเกิดขึ้นภายหลังจากที่หุ้นส่วนออกไปแล้ว หุ้นส่วนผู้นั้นก็ไม่ต้องรับผิด เว้นแต่จะเข้ากรณีมาตรา 1054 ซึ่งบัญญัติว่า “บุคคลใดแสดงตนว่าเป็นหุ้นส่วนด้วยวาจาก็ดี ด้วยลายลักษณ์อักษรก็ดี ด้วยกิริยาก็ดี ด้วยยินยอมให้เขาใช้ชื่อตนเป็นชื่อห้างหุ้นส่วนก็ดี หรือรู้แล้วไม่คัดค้านปล่อยให้เขาแสดงว่าตนเป็นหุ้นส่วนก็ดี ท่านว่าบุคคลนั้นย่อมต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกในบรรดาหนี้ของห้างหุ้นส่วนเสมือนเป็นหุ้นส่วน”
อย่างไรก็ตาม สำหรับห้างหุ้นส่วนที่ไม่ได้จดทะเบียนนั้นเป็นการยากที่บุคคลทั่วไปจะรู้ได้ว่าใครเป็นหุ้นส่วนหรือหุ้นส่วนคนใดได้ออกจากห้างไปแล้ว หุ้นส่วนที่ออกจากห้างจึงอาจแจ้งให้ลูกค้าหรือประกาศโฆษณาเพื่อป้องกันการโต้เถียงกัน
คำพิพากษาฎีกาที่ 598/2474 ผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญที่ได้ออกจากห้างหุ้นส่วนและได้ประกาศให้บุคคลภายนอกทราบแล้วนั้น ไม่ต้องรับผิดชอบในหนี้สินของห้างหุ้นส่วนซึ่งเกิดขึ้นภายหลังที่ตนออกจากห้างไปแล้ว
4. ความรับผิดของผู้เป็นหุ้นส่วนใหม่
มาตรา 1052 บุคคลผู้เข้าเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนย่อมต้องรับผิดในหนี้ใดๆ ซึ่งห้างหุ้นส่วนได้ก่อให้เกิดขึ้นก่อนที่ตนเข้ามาเป็นหุ้นส่วนด้วย
บทบัญญัติมาตรานี้ไม่ยุติธรรมต่อผู้เข้ามาเป็นหุ้นส่วนใหม่ แต่คงพอจะอธิบายได้ว่ากฎหมายอาจเห็นว่าผู้ที่จะเข้ามาเป็นหุ้นส่วนใหม่นั้นควรจะต้องตรวจสอบว่าห้างหุ้นส่วนมีหนี้สินอยู่หรือไม่เพียงใด การเข้ามาเป็นหุ้นส่วนจึงถือว่าสมัครใจที่จะยอมรับผิดในหนี้ของห้างที่เกิดขึ้นก่อนที่ตนจะเข้ามาเป็นหุ้นส่วน
คำพิพากษาฎีกาที่ 5949/2534 หุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดต้องรับผิดในหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัดที่เกิดขึ้นก่อนที่ตนเข้ามาเป็นหุ้นส่วน และแม้ผู้เป็นหุ้นส่วนจะออกจากหุ้นส่วนไปแล้ว ก็ยังคงต้องรับผิดในหนี้ซึ่งห้างหุ้นส่วนได้ก่อให้เกิดขึ้นก่อนที่ตนจะได้ออกจากหุ้นส่วนไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 1050 และ 1051
5. ข้อจำกัดอำนาจของผู้เป็นหุ้นส่วนไม่ผูกพันบุคคลภายนอก
มาตรา 1053 ห้างหุ้นส่วนซึ่งมิได้จดทะเบียนนั้น ถึงแม้จะมีข้อจำกัดอำนาจของหุ้นส่วนคนหนึ่งในการที่จะผูกพันผู้เป็นหุ้นส่วนคนอื่นๆ ท่านว่าข้อจำกัดเช่นนั้นก็หามีผลถึงบุคคลภายนอกไม่
ในเรื่องของห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนนั้นมีมาตรา 1033 บัญญัติว่า ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนไม่ได้ตกลงกันเกี่ยวกับกระบวนการจัดการห้างหุ้นส่วนไว้ หุ้นส่วนทุกคนสามารถจัดการงานของห้างหุ้นส่วนได้ แต่แม้หุ้นส่วนจะตกลงกันเกี่ยวกับการจัดการห้าง ข้อตกลงดังกล่าวก็เป็นเรื่องภายนอก บุคคลภายนอกไม่อาจทราบได้ เพราะไม่มีทะเบียนจะให้บุคคลภายนอกเข้าตรวจดู มาตรา 1053 จึงกำหนดว่าข้อจำกัดอำนาจของหุ้นส่วนจึงไม่มีผลผูกพันบุคคลภายนอก อย่างไรก็ตามมาตรานี้คุ้มครองบุคคลภายนอกผู้สุจริตเท่านั้น ถ้าบุคคลภายนอกรู้ถึงข้อจำกัดอำนาจดังกล่าว บุคคลภายนอกก็ไม่อาจใช้ประโยชน์จากมาตรานี้ได้
6. ความรับผิดของผู้แสดงออกว่าเป็นหุ้นส่วน
มาตรา 1054 บุคคลใดแสดงตนว่าเป็นหุ้นส่วนด้วยวาจาก็ดี ด้วยลายลักษณ์อักษรก็ดี ด้วยกิริยาก็ดี ด้วยยินยอมให้เขาใช้ชื่อตนเป็นชื่อห้างหุ้นส่วนก็ดี หรือรู้แล้วไม่คัดค้านปล่อยให้เขาแสดงว่าตนเป็นหุ้นส่วนก็ดี ท่านว่าบุคคลนั้นย่อมต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกในบรรดาหนี้ของห้างหุ้นส่วนเสมือนเป็นหุ้นส่วน
ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งคนใดตายไปแล้ว และห้างหุ้นส่วนนั้นยังคงค้าต่อไปในชื่อเดิมของห้าง ท่านว่าเหตุเพียงที่คงใช้ชื่อเดิมนั้นก็ดี หรือใช้ชื่อของหุ้นส่วนผู้ตายควบอยู่ด้วยก็ดีหาทำให้ความรับผิดมีแก่กองทรัพย์มรดกของผู้ตายเพื่อหนี้ใดๆ อันห้างหุ้นส่วนได้ก่อให้เกิดขึ้นภายหลังมรณะนั้นไม่
(1) บุคคลที่จะต้องรับผิดตามมาตรา 1054 มิได้เป็นหุ้นส่วน แต่เนื่องจากไปแสดงตนว่าเป็นหุ้นส่วนนั้นอาจทำด้วยวาจา ลายลักษณ์อักษร หรือโดยกิริยา เป็นต้นว่ายินยอมให้เขาใช้ชื่อตนเป็นชื่อห้างหุ้นส่วน หรือรู้แล้วแต่ไม่คัดค้านปล่อยให้เขาแสดงว่าตนเป็นหุ้นส่วน บุคคลนั้นย่อมต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกในบรรดาหนี้ของห้างหุ้นส่วนเสมือนเป็นหุ้นส่วน หรืออีกนัยหนึ่งก็คือกฎหมายปิดปากไม่ให้ปฏิเสธว่าตนไม่ได้เป็นหุ้นส่วน มาตรา 1054 วรรค 1 จึงคุ้มครองบุคคลภายนอกที่สุจริตหลงเชื่อว่าผู้นั้นเป็นหุ้นส่วน
คำพิพากษาฎีกาที่ 887/2479 บุคคล 2 คนประกอบกิจการค้าขายในร้านเดียวกัน และแสดงต่อบุคคลภายนอกเสมือนเป็นหุ้นส่วนกัน ต้องรับผิดร่วมกันในหนี้สินอันเกิดแต่การค้าขายนั้น
(2) ขอบเขตของความรับผิดของผู้แสดงออกตามมาตรา 1054 ย่อมจำกัดเฉพาะสิ่งที่เขาทำไปเท่านั้น เช่น ก และ ข เป็นหุ้นส่วนกันทำกิจการขายรถจักรยาน ค มิได้เป็นหุ้นส่วนด้วยแต่ไปอ้างว่าเป็นหุ้นส่วนและไปสั่งซื้อจักรยานจาก ง มาให้ห้างหุ้นส่วน ความรับผิดของ ค ตามมาตรา 1054 ก็จำกัดเฉพาะที่เกี่ยวกับสัญญาซื้อจักรยานจาก ง เท่านั้น ไม่ได้รับผิดในหนี้สินอื่น ๆ ของห้างหุ้นส่วน
คำพิพากษาฎีกาที่ 1306/2479 การที่ศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดให้บุคคลรับผิดร่วมกันในฐานเป็นหุ้นส่วนโดยแสดงออกให้เจ้าหนี้ของตนหลงเชื่อตามป.พ.พ.มาตรา 1054 นั้นเป็นการเฉพาะคดีเท่านั้น หาต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้รายอื่น ๆ โดยทั่วไปไม่
(2) มาตรา 1054 ไม่นำมาใช้กับกรณีของห้างหุ้นส่วนจำกัดเพราะไม่อาจกำหนดได้ว่าจะต้องรับผิดเสมือนเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดหรือไม่จำกัดความรับผิด
คำพิพากษาฎีกาที่ 2626/2548 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1025 ห้างหุ้นส่วนสามัญคือห้างหุ้นส่วนประเภทซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนหมดทุกคนต้องรับผิดร่วมกันเพื่อหนี้ทั้งปวงของหุ้นส่วนโดยไม่มีจำกัด ดังนั้นบุคคลใดแสดงตนว่าเป็นหุ้นส่วน ป.พ.พ. มาตรา 1054 จึงบัญญัติให้รับผิดต่อบุคคลภายนอกในบรรดาหนี้ของห้างหุ้นส่วนสามัญเสมือนเป็นหุ้นส่วน คือต้องรับผิดโดยไม่มีจำกัดจำนวนหนี้ ส่วนห้างหุ้นส่วนจำกัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1077 คือ ห้างหุ้นส่วนประเภทซึ่งมีผู้เป็นหุ้นส่วนสองประเภทคือ ผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดและพวกไม่จำกัดความรับผิด ซึ่งมีความผิดไม่เท่ากัน จึงไม่อาจนำมาตรา 1054 มาใช้บังคับกับห้างหุ้นส่วนจำกัดได้ เพราะไม่อาจกำหนดได้ว่าจะต้องรับผิดเสมือนเป็นหุ้นส่วนประเภทใด จึงได้บัญญัติแก้ไขเปลี่ยนแปลงเพื่อบังคับใช้กับผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดไว้โดยเฉพาะในมาตรา 1082 โดยให้ผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดที่ยินยอมโดยแสดงออกชัดหรือโดยปริยายให้ใช้ชื่อของตนระคนเป็น ชื่อห้างรับผิดต่อบุคคลภายนอกเสมือนเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด
(3) กรณีที่ผู้เป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งตายลง แต่ห้างก็ยังคงใช้ชื่อของหุ้นส่วนที่ตายไปแล้วเป็นชื่อของห้างควบอยู่ด้วย ไม่มีผลทำให้กองมรดกของหุ้นส่วนที่ตายไปนั้นรับผิดในหนี้ใด ๆ ของห้างที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่หุ้นนั้นตายไปแล้ว มาตรา 1054 วรรค 2 จึงเป็นข้อยกเว้นหลักกฎหมายปิดปากตามวรรค 1
|