ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วย หุ้นส่วนและบริษัท
ผลของการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วน
1. ความรับผิดชอบของหุ้นส่วนที่ออกไปแล้วมีกำหนด 2 ปี
มาตรา 1068 ความรับผิดของผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนอันเกี่ยวแก่หนี้ซึ่งห้างหุ้นส่วนได้ก่อให้เกิดขึ้นก่อนที่ตนออกจากหุ้นส่วนนั้น ย่อมมีจำกัดเพียงสองปีนับแต่เมื่อออกจากหุ้นส่วน
ก. มาตรานี้เป็นบทบัญญัติที่จำกัดระยะเวลาของความรับผิดของหุ้นส่วนที่ออกจากห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ไม่ใช่บทบัญญัติเรื่องอายุความ ดังนั้นถ้าหนี้นั้นมีอายุความน้อยกว่า 2 ปี เช่นการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากมูลหนี้ละเมิด จะต้องฟ้องร้องใน 1 ปี กรณีนี้ก็นำมาตรา 1068 มาใช้ไม่ได้
ข. มาตรา 1068 ไม่ใช่บทบัญญัติอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ดังนั้นหากหุ้นส่วนผู้ที่ออกไปจากห้างทำสัญญายอมรับผิดในหนี้ของห้างหุ้นส่วนที่มีอยู่ก่อนที่ตนจะออกจากห้างหุ้นส่วนทั้งหมด ข้อตกลงดังกล่าวก็มีผลบังคับได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 2613/2523)
คำพิพากษาฎีกาที่ 94/2547 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีก่อนให้จำเลยในคดีดังกล่าวดำเนินการยื่นคำขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงแก้ไขชื่อจำเลยที่ 3 ออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ต่อนายทะเบียนกรมทะเบียนการค้า หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ดังนั้น จำเลยที่ 3 จะพ้นจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ได้ต่อเมื่อนายทะเบียนได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงแก้ไขชื่อจำเลยที่ 3 ออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการแล้ว เพราะการเป็นนิติบุคคลและอำนาจนิติบุคคล นายทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัทจะต้องแต่งย่อรายการซึ่งได้ลงทะเบียนส่งไปลงพิมพ์โฆษณาในราชกิจจานุเบกษา และถือเป็นอันรู้แก่บุคคลทั้งปวงตาม ป.พ.พ.มาตรา 1021 และ 1022 หาใช่จำเลยที่ 3 ออกจากการเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 นับแต่วันที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาไม่ ดังนั้นเมื่อขณะที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 3 เป็นคดีนี้ จำเลยที่ 3 ยังเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 อยู่ จำเลยที่ 3 จึงหาหลุดพ้นจากความผิดในหนี้ของจำเลยที่ 1 ไม่ แต่ต้องร่วมกันรับผิดในบรรดาหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยไม่จำกัดจำนวนตาม ป.พ.พ.มาตรา 1070 และ1077(2)
2. ผู้เป็นหุ้นส่วนเป็นเสมือนผู้ค้ำประกัน
มาตรา 1070 เมื่อใดห้างหุ้นส่วนซึ่งจดทะเบียนผิดนัดชำระหนี้ เมื่อนั้นเจ้าหนี้ของห้างหุ้นส่วนนั้นชอบที่จะเรียกให้ชำระหนี้เอาแต่ผู้เป็นหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งก็ได้
มาตรา 1071 ในกรณีที่กล่าวไว้ในมาตรา ๑๐๗๐ นั้น ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนนำพิสูจน์ได้ว่า
(๑) สินทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนยังมีพอที่จะชำระหนี้ได้ทั้งหมดหรือบางส่วนและ
(๒) การที่จะบังคับเอาแก่ห้างหุ้นส่วนนั้นไม่เป็นการยากฉะนี้ไซร้
ศาลจะบังคับให้เอาสินทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนนั้นชำระหนี้ก่อนก็ได้ สุดแต่ศาลจะเห็นสมควร
บทบัญญัติมาตรา 1070 และ 1071 นี้มีความคล้ายคลึงกับมาตรา 686 และ 689 ในเรื่องของการค้ำประกัน ความรับผิดของผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียนจึงคล้ายกับความรับผิดของผู้ค้ำประกัน สำหรับหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนนั้น เจ้าหนี้สามารถบังคับให้ผู้เป็นหุ้นส่วนชำระหนี้ได้โดยไม่ต้องรอให้ห้างหุ้นส่วนผิดนัดก่อน กล่าวอีกนัยหนึ่งคือว่าหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนมีความรับผิดอย่างลูกหนี้ชั้นต้น แต่หุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียนมีความรับผิดต่อเจ้าหนี้ทำนองเดียวกับผู้ค้ำประกัน คือผู้เป็นหุ้นส่วนจะต้องรับผิดก็ต่อเมื่อห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียนผิดนัดก่อน (มาตรา 1070) และแม้ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียนจะผิดนัดชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ ผู้เป็นหุ้นส่วนก็อาจเกี่ยงให้เจ้าหนี้บังคับเอาจากทรัพย์สินของห้างก่อนตามมาตรา 1071
อย่างไรก็ตามแม้หุ้นส่วนจะเกี่ยงให้เจ้าหนี้ไปบังคับเอาจากทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียนก่อนตามมาตรา 1071 วรรคท้ายก็ให้เป็นดุลพินิจของศาลที่จะพิจารณาว่าสมควรจะให้ดำเนินการเช่นนั้นหรือไม่
คำพิพากษาฎีกาที่ 1092/2544 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1071 ประกอบมาตรา 1080 ให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจในการบังคับคดี โดยจะให้บังคับเอาแก่ทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนจำกัดก่อน หรือจะให้บังคับชำระหนี้เอาแก่จำเลยซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด ซึ่งเป็นลูกหนี้ก็ได้ ซึ่งแตกต่างกับกรณีเป็นผู้ค้ำประกันที่ผู้ค้ำประกันสามารถจะใช้สิทธิเรียกร้องให้เจ้าหนี้บังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ก่อนตามมาตรา 688 อีกทั้งไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดห้ามโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของห้างหุ้นส่วนจำกัดมิให้ฟ้องร้องหุ้นส่วนผู้จัดการ โดยต้องไปบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนจำกัดการที่โจทก์ฟ้องจำเลยก่อนจึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย
3. สิทธิของผู้เป็นหุ้นส่วนในทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน
มาตรา 1072 ถ้าห้างหุ้นส่วนซึ่งจดทะเบียนยังมิได้เลิกกันตราบใด เจ้าหนี้ของผู้เป็นหุ้นส่วนเฉพาะตัวย่อมใช้สิทธิได้แต่เพียงในผลกำไรหรือเงินซึ่งห้างหุ้นส่วนค้างชำระแก่ผู้เป็นหุ้นส่วนคนนั้นเท่านั้น ถ้าห้างหุ้นส่วนนั้นเลิกกันแล้วเจ้าหนี้ย่อมใช้สิทธิได้ตลอดจนถึงหุ้นของผู้เป็นหุ้นส่วนคนนั้นอันมีในสินทรัพย์ของห้างหุ้นส่วน
กรณีของห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียนนั้น ห้างหุ้นส่วนมีสถานะเป็นบุคคลต่างหากจากผู้เป็นหุ้นส่วน ทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนและของผู้เป็นหุ้นส่วนจึงแยกออกจากกัน ดังนั้นตราบใดที่ยังไม่เลิกห้าง ผู้เป็นหุ้นส่วนจึงมีสิทธิได้รับแบ่งกำไรเท่านั้น แต่เมื่อเลิกห้างแล้วหุ้นส่วนก็มีสิทธิเพียงได้รับทุนหรือค่าหุ้นคืนเท่านั้น
หากหุ้นส่วนไปก่อหนี้ใด ๆ เป็นการส่วนตัว หุ้นส่วนผู้นั้นก็ต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้ของตน ไม่เกี่ยวกับห้างหุ้นส่วน ตราบใดที่ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียนยังไม่เลิกห้าง เจ้าหนี้ส่วนตัวของหุ้นส่วนมีสิทธิจะบังคับเอาจากผลกำไรหรือเงินที่ห้างหุ้นส่วนค้างชำระแก่ผู้เป็นหุ้นส่วนเท่านั้น จะมาบังคับเอาจากหุ้นของผู้เป็นหุ้นส่วนไม่ได้ เพราะผู้เป็นหุ้นส่วนไม่อาจขอถอนหุ้นคืนได้ก่อนมีการเลิกห้าง
4. คามรับผิดของห้างและหุ้นส่วนในการกระทำของหุ้นส่วนต่อบุคคลภายนอก
ในกรณีของห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนนั้น ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนต้องผูกพันในการกระทำของหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งซึ่งเป็นธรรมดาการค้าขายของห้าง (มาตรา 1050) และแม้จะมีข้อจำกัดอำนาจของหุ้นส่วนผู้จัดการ ข้อจำกัดนั้นก็ไม่ผูกพันภายนอก (มาตรา 1053) แต่ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียนนั้น จะมีการจดทะเบียนวัตถุประสงค์ของห้าง ดังนั้นถ้าหุ้นส่วนคนใดหรือหุ้นส่วนผู้จัดการไปกระทำการที่ไม่ได้อยู่ในกรอบวัตถุประสงค์ของห้างหุ้นส่วนแล้ว ห้างก็อาจปฏิเสธความรับผิดได้ และในการจดทะเบียนก็จะต้องระบุว่าใครเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการบ้างตลอดจนข้อจำกัดอำนาจของหุ้นส่วนผู้จัดการตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1065 (5) และ (6) ซึ่งก็ต้องพิจารณาประกอบกับมาตรา 1022, 1023 และ 1023/1 ประกอบด้วย
|