ความหมายคำว่า “หนี้” # กฎหมายหนี้
สมัยโบราณหนี้ใช้คำว่าอะไร บางครั้งก็ใช้คำว่าพันธะธรรม มุ่งหมายให้ตรงกับคำว่า OBLICTION ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ฉบับที่ ๒๔๖๖ มาตรา ๑๐ บัญญัติว่า หนี้นั้นโดยนิตินัยเป็นความเกี่ยวพันอันบุคคลคนเดียวหรือหลายคนฝ่ายหนึ่ง เรียกว่าลูกหนี้ จำต้องส่งทรัพย์สินก็ดี หรือทำการ หรือละเว้นทำการใดให้แก่บุคคลคนเดียวหรือหลายคนอีกฝ่ายหนึ่ง เรียกกว่าเจ้าหนี้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ฉบับปัจจุบันไม่มีมาตรา ๑๐ ดังกล่าว พอไม่มี นักวิชาการก็ต้องให้ความหมาย
อาจารย์เสนีย์ ปราโมช ให้ความหมายว่า หนี้คือความผูกพันที่มีผลในทางกฎหมาย ซึ่งบุคคลฝ่ายหนึ่งเรียกว่าเจ้าหนี้ชอบที่จะได้รับชำระหนี้ มีวัตถุเป็นการกระทำหรืองดเว้นหรือส่งมอบทรัพย์สินจากบุคคลอีกฝ่ายหนึ่งเรียกว่าลูกหนี้
อาจารย์จิ๊ด เศรษฐบุตร บอกว่า หนี้นั้นอธิบายได้ว่า เป็นนิติสัมพันธ์ระหว่างบุคคลสองฝ่าย ซึ่งฝ่ายหนึ่งต้องกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งให้แก่อีกฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายที่ต้องกระทำนั้นเรียกว่าลูกหนี้ ส่วนฝ่ายที่ได้รับผลการกระทำเรียกว่าเจ้าหนี้ ส่วนการกระทำนั้นแยกออกเป็น ๓ ชนิด คือ กระทำการอย่างที่เข้าใจกัน กระทำละเว้นการกระทำ กระทำการโอนทรัพย์สิน
ดังนั้น จึงสรุปได้ว่าหนี้เป็นอย่างนี้
(๑) เป็นความผูกพันที่มีผลตามกฎหมายลักษณะหนี้
(๒) เป็นความผูกพันระหว่างบุคคลสองฝ่าย สองฝ่ายลอยๆ ไม่ได้ ต้องฝ่ายหนึ่งเป็นเจ้าหนี้ อีกฝ่ายหนึ่งเป็นลูกหนี้
(๓) มีวัตถุแห่งหนี้ที่จะได้รับชำระหนี้เป็นการกระทำการ งดเว้นกระทำการ หรือส่งมอบทรัพย์สิน
ควรสนใจข้อความที่ว่า หนี้เป็นความผูกพันที่มีผลแห่งกฎหมายลักษณะหนี้ ความผูกพันที่เป็นหนี้ก่อให้เกิดผลในกฎหมายลักษณะหนี้ ถ้าความผูกพันนั้นไม่ใช่หนี้จะก่อให้เกิดผลในกฎหมายลักษณะหนี้ไม่ได้ จะใช้กฎหมายลักษณะหนี้ไม่ได้ ผลในทางกฎหมายในลักษณะหนี้อาจมีผลทุกมาตราในกฎหมายลักษณะหนี้ตั้งแต่มาตรา ๑๙๔ ถึงมาตรา ๓๕๓ หรือมีผลที่ไม่ได้ทุกมาตราในกฎหมายลักษณะหนี้ก็ได้ พูดง่ายๆ หนี้ที่ขาดหลักฐานเป็นหนังสือฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้ ขาดผลตามมาตรา ๒๑๓ เรายังเรียกว่าหนี้ บางกรณีต้องถามว่ามีหนี้ไหมเพื่อตีเช็คชำระหนี้ รับสภาพหนี้ก็ต้องถามว่ามีหนี้ไหม แต่ไม่ได้ถามว่าหนี้มีผลสมบูรณ์ไหม
|