หัวข้อ : สกัดหลัก - ข้อสังเกต ตาม ป.วิ.อ. ที่แก้ไขใหม่ตามประกาศคณะรักษาความสงบฯ ฉบับที่ ๑๑๕/๒๕๕๗
หมวดหมู่ : บทความกฎหมาย
รายละเอียด : รวมข้อมูล เกี่ยวกับบทความกฎหมาย เกี่ยวกับ การคิด วิคราะห์ หลักการทางกฎหมาย อื่นๆ



 

 สกัดหลัก - ข้อสังเกต ตาม ป.วิ.อ. ที่แก้ไขใหม่ตามประกาศคณะรักษาความสงบฯ ฉบับที่ ๑๑๕/๒๕๕๗

 

สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๗ มีประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑๕/๒๕๕๗ เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แก้ไขมาตรา ๒๑/๑, ๑๔๒ วรรคสาม และ ๑๔๕ เห็นว่า เป็นการแก้ไขหลักการสำคัญโดยเฉพาะอำนาจในส่วนภูมิภาค มีข้อสังเกตดังนี้

๑) การชี้ขาดอำนาจการสอบสวน
 ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑๕/๒๕๕๗ เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ลงวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๗ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๒๑/๑ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

"มาตรา ๒๑/๑ สำหรับการสอบสวนซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าพนักงานตำรวจ ในกรณีที่ไม่แน่ว่าพนักงานสอบสวนคนใดในจังหวัดเดียวกันหรือในกองบัญชาการเดียวกันควรเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ให้ผู้บัญชาการซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของพนักงานสอบสวนนั้นเป็นผู้ชี้ขาด
การรอคำสั่งชี้ขาด ไม่เป็นเหตุให้งดการสอบสวน"

________________________

ข้อสังเกต

บทบัญญัติเดิมให้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจชี้ขาดในจังหวัดเดียวกัน ส่วนอัยการสูงสุดชี้ขาดในระหว่างหลายจังหวัด และมีอำนาจชี้ขาดได้ทุกคดี แต่ตามบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ เพิ่มเติมคำว่า "สำหรับการสอบสวนซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าพนักงานตำรวจ" ซึ่งหมายความว่า ต่อไปเฉพาะคดีที่อยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าพนักงานตำรวจ ผู้บัญชาการซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของพนักงานสอบสวนนั้นเป็นผู้ชี้ขาดแทน ไม่ว่าจะเป็นในจังหวัดเดียวกันหรือในกรณีหลายจังหวัด

แต่กรณีหลายจังหวัดนั้น มีเงื่อนไขว่า จะต้องเป็นกรณีที่ไม่แน่ว่าพนักงานสอบสวนคนใด "ในกองบัญชาการเดียวกัน" เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ เช่น มีปัญหาระหว่างตำรวจภูธรเพชรบุรี กับตำรวจภูธรประจวบคีรีขันธ์ แม้คนละจังหวัด แต่ยังอยู่ใน "กองบัญชาการเดียวกัน" กรณีนี้ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค ๗ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของพนักงานสอบสวนทั้งสองจังหวัดนั้นเป็นผู้ชี้ขาด

แต่หากเป็นกรณีมีปัญหาที่ไม่แน่ว่าพนักงานสอบสวนคนใดในระหว่างหลายจังหวัด ควรเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ และระหว่างหลายจังหวัดนั้น ไม่ได้อยู่ใน "กองบัญชาการเดียวกัน" เช่น มีปัญหาระหว่างตำรวจภูธรประจวบคีรีขันธ์ (ภาค ๗) กับตำรวจภูธรชุมพร (ภาค ๘) ซึ่งไม่ได้อยู่ใน "กองบัญชาการเดียวกัน" ในกรณีนี้ ยังต้องกลับไปใช้บทบัญญัติเดิม กล่าวคือ อัยการสูงสุดยังคงมีอำนาจชี้ขาด

ส่วนคดีที่อยู่ในอำนาจของพนักงานฝ่ายปกครอง (๑๙ ฉบับ) ผู้ว่าฯ ในจังหวัดเดียวกัน และอัยการสูงสุด ในกรณีหลายจังหวัด ยังคงมีอำนาจชี้ขาดเหมือนเดิม

แต่อาจมีปัญหาในกรณีชี้ขาดในเขตจังหวัดเดียวกันซึ่งอยู่ในกรุงเทพมหานคร บทบัญญัติเดิมให้อำนาจรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติขึ้นไป ชี้ขาดได้ทุกคดี ไม่ว่าจะเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของเจ้าพนักงานตำรวจหรือไม่ แต่ตามบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ คดีที่อยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าพนักงานตำรวจ "ผู้บัญชาการ" ซึ่งน่าจะหมายถึงผู้บัญชาการตำรวจนครบาลเป็นผู้ชี้ขาดแทนรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จึงต้องแปลเป็นว่า ต่อไปในเขตกรุงเทพฯ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมีอำนาจชี้ขาดเฉพาะคดีที่อยู่ในอำนาจของฝ่ายปกครองเท่านั้น

หมายเหตุ
 ๑) คำว่า "ผู้บัญชาการ" หมายถึง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค ๑ ถึง ๙ (ไม่ใช่ "ผู้บังคับการ" ซึ่งมีอำนาจบังคับบัญชาเฉพาะในจังหวัดเท่านั้น) และผู้บัญชาการตำรวจไม่อาจมอบหมายให้ผู้อื่น "ทำการแทน" ได้ เพราะเป็นอำนาจเฉพาะตัว เว้นแต่จะเป็นรักษาราชการแทนเท่านั้น ตาม พ.ร.บ.บริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔

๒) ตามข้อบังคับกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยระเบียบการดำเนินคดีอาญา พ.ศ. ๒๕๒๐ ลงวันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๒๐ กำหนดคดีอาญาในความผิดตามกฎหมาย ๑๐ ฉบับ ให้อยู่ในความรับผิดชอบของพนักงานฝ่ายปกครองฝ่ายเดียว เช่น กฎหมายว่าด้วยทะเบียนราษฎร์ กฎหมายว่าด้วยบัตรประจำตัวประชาชน กฎหมายว่าด้วยภาษีบำรุงท้องที่ ฯลฯ ปัจจุบันมีกฎกระทรวงกำหนดการสอบสวนความผิดอาญาบางประเภทในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานครโดยพนักงานฝ่ายปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๔ กำหนดให้พนักงานฝ่ายปกครองมีอำนาจสอบสวนความผิดอาญาเพิ่มขึ้นอีก ๙ ฉบับ ทำให้ปัจจุบันพนักงานฝ่ายปกครองมีอำนาจสอบสวนความผิดอาญาตามกฎหมายรวมเป็น ๑๙ ฉบับ

๒) การส่งสำนวนประเภทไม่มีตัวผู้ต้องหา

ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑๕/๒๕๕๗ เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ลงวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๗ (และใช้บังคับทันทีตั้งแต่วันประกาศ) ให้ยกเลิกความในวรรคสามของมาตรา ๑๔๒ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

"มาตรา ๑๔๒ วรรคสาม ในกรณีที่เสนอความเห็นควรสั่งฟ้อง ให้พนักงานสอบสวนส่งสำนวนพร้อมผู้ต้องหาไปยังพนักงานอัยการ เว้นแต่ผู้ต้องหาถูกขังอยู่แล้ว หรือผู้ต้องหาซึ่งถูกแจ้งข้อหาได้หลบหนีไป"
 ______________________

ข้อสังเกต

เดิมกฎหมายบัญญัติเพียงว่า "ในกรณีที่เสนอความเห็นควรสั่งฟ้อง ให้พนักงานสอบสวนส่งสำนวนพร้อมผู้ต้องหาไปยังพนักงานอัยการ เว้นแต่ผู้ต้องหาถูกขังอยู่แล้ว"

จะเห็นได้ว่า กฎหมายกำหนดข้อยกเว้นประการเดียวว่า "เว้นแต่ผู้ต้องหาถูกขังอยู่แล้ว" ที่พนักงานสอบสวนไม่ต้องส่งสำนวนพร้อมผู้ต้องหาไปยังพนักงานอัยการ ทำให้เกิดปัญหาสำนวนประเภทรู้ตัวผู้กระทำความผิดและเรียกหรือจับตัวได้แล้ว แต่ผู้ต้องหาได้หลบหนีระหว่างปล่อยชั่วคราวไป พนักงานสอบสวนไม่อาจส่งสำนวนประเภทนี้ไปยังพนักงานอัยการได้ จนกว่าจะได้ตัวผู้ต้องหา (ซึ่งเป็นไปตามบันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ ๕๓๔/๒๕๔๔) แต่บทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ เพิ่มเติมถ้อยคำใหม่ว่า "หรือผู้ต้องหาซึ่งถูกแจ้งข้อหาได้หลบหนีไป" ถือว่าเพิ่มข้อยกเว้นใหม่เข้ามาอีกประการหนึ่ง มีผลทำให้ต่อไป เมื่อพนักงานสอบสวนมีความเห็นควรสั่งฟ้อง เมื่อแจ้งข้อหาแล้ว แม้ผู้ต้องหาจะหลบหนีไป (ไม่ว่าจะหลบหนีโดยแหกที่คุมขังหรือหลบหนีระหว่างปล่อยชั่วคราว) พนักงานสอบสวนไม่จำต้องส่งตัวผู้ต้องหาพร้อมสำนวนไปยังพนักงานอัยการ และพนักงานอัยการจะไม่รับสำนวนเพราะเหตุไม่มีตัวผู้ต้องหาไม่ได้

หมายเหตุ
 ล่าสุดสำนักงานอัยการสูงสุดมีหนังสือด่วนที่สุดที่ อส ๐๐๐๗ (พก)/ว ๑๘๖ ลงวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๗ กำหนดแนวทางปฏิบัติใหม่เพื่อให้เป็นไปตามประกาศฯ มาตรา ๑๔๒ วรรคสาม ว่า "กรณีดังกล่าวเป็นสำนวนคดีอาญาที่ปรากฏตัวผู้กระทำผิดและพนักงานสอบสวนได้ดำเนินการแจ้งข้อหาให้ผู้ต้องหาทราบแล้วไม่ว่ากรณีใด หากพนักงานสอบสวนไม่ได้ส่งตัวผู้ต้องหามาเนื่องหลบหนีหรือผู้ต้องหาถูกขังอยู่ในอำนาจศาลที่จะรับฟ้อง ให้พนักงานอัยการรับสำนวนไว้เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป"

๓) การแย้งคำสั่งไม่ฟ้อง

ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑๕/๒๕๕๗ เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ลงวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๗ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๑๔๕/๑ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (และใช้บังคับทันทีตั้งแต่วันประกาศ)

"มาตรา ๑๔๕/๑ สำหรับการสอบสวนที่อยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าพนักงานตำรวจ ในกรณีที่มีคำสั่งไม่ฟ้อง และคำสั่งนั้นไม่ใช่ของอัยการสูงสุด ถ้าในกรุงเทพมหานคร ให้รีบส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมกับคำสั่งเสนอผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ถ้าในจังหวัดอื่น ให้รีบส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมกับคำสั่งเสนอผู้บัญชาการหรือรองผู้บัญชาการ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ แต่ทั้งนี้ มิได้ตัดอำนาจพนักงานอัยการที่จะจัดการอย่างใดแก่ผู้ต้องหาดังบัญญัติไว้ในมาตรา ๑๔๓

ในกรณีที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในกรุงเทพมหานคร หรือผู้บัญชาการหรือรองผู้บัญชาการ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในจังหวัดอื่นแย้งคำสั่งของพนักงานอัยการ ให้ส่งสำนวนพร้อมกับความเห็นที่แย้งกันไปยังอัยการสูงสุดเพื่อชี้ขาด แต่ถ้าคดีจะขาดอายุความ หรือมีเหตุอย่างอื่นอันจำเป็นจะต้องรีบฟ้อง ก็ให้ฟ้องคดีนั้นตามความเห็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้บัญชาการหรือรองผู้บัญชาการดังกล่าวแล้วแต่กรณีไปก่อน

บทบัญญัติในมาตรานี้ ให้นำมาบังคับในการที่พนักงานอัยการจะอุทธรณ์ ฎีกา หรือถอนฟ้อง ถอนอุทธรณ์และถอนฎีกาโดยอนุโลม"

_____________________

ข้อสังเกต

๑) เดิมให้อำนาจผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รองฯ หรือผู้ช่วยฯ (กรุงเทพฯ) และผู้ว่าราชการจังหวัด (จังหวัดอื่น) แย้งคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการได้ ไม่ว่าจะเป็นคดีที่อยู่ในความรับผิดชอบของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ

แต่ตามบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ แยกประเภทคดีออกมา กล่าวคือ หากเป็นคดีที่อยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าพนักงานตำรวจ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รองฯ หรือผู้ช่วยฯ (กรุงเทพฯ) หรือผู้บัญชาการ หรือรองผู้บัญชาการ (ภาค ๑ ถึง ๙) ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบนั้นๆ (ในจังหวัดอื่น) มีอำนาจแย้งคำสั่งของพนักงานอัยการได้

ส่วนคดีที่อยู่ในความรับผิดชอบของพนักงานฝ่ายปกครอง ผู้ว่าราชการจังหวัดยังคงมีอำนาจแย้งคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการเหมือนเช่นเดิม (จังหวัดอื่น)

มีข้อน้าสังเกตเพิ่มเติมอีกว่า ในส่วนของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รองฯ หรือผู้ช่วยฯ ตามบทบัญญัติเดิมให้อำนาจแย้งคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการได้ทุกคดี ไม่ว่าจะเป็นคดีของฝ่ายปกครองหรือฝ่ายตำรวจ (เฉพาะในกรุงเทพฯ) แต่ตามบทบัญญัติใหม่บัญญัติซ้ำไว้อีกครั้งว่า ให้อำนาจแย้งคำสั่งไม่ฟ้องคดีที่อยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าพนักงานตำรวจ (ในเขตกรุงเทพฯ) ได้ จึงมีผลสำคัญทำให้ "ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล" ไม่มีอำนาจแย้งคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการ

สรุป อำนาจที่มีการแก้ไขตามมาตรานี้

๑) ลดอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดให้เหลือเพียงเห็นแย้งได้เฉพาะคดีที่อยู่ในความรับผิดชอบของพนักงานฝ่ายปกครอง (จังหวัดอื่น)
๒) เพิ่มอำนาจผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค ๑ ถึง ๙ (รวมถึง"รอง" ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค) ให้มีอำนาจเห็นแย้งได้ในคดีที่อยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าพนักงานตำรวจ (จังหวัดอื่น)
๓) คงอำนาจผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รองฯ และผู้ช่วยฯ มีอำนาจแย้งคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการไม่ว่าจะเป็นคดีที่อยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าพนักงานตำรวจหรือพนักงานฝ่ายปกครอง (เฉพาะในเขตกรุงเทพฯ)
๔) ผู้บัญชาการตำรวจ "นครบาล" ไม่มีอำนาจเห็นแย้งคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการในเขตกรุงเทพฯ

สรุปอีกครั้ง
๑) หากเป็นคดีของฝ่ายปกครอง ให้ใช้มาตรา ๑๔๕
๒) หากเป็นคดีของฝ่ายตำรวจ ให้ใช้มาตรา ๑๔๕/๑

หมายเหตุ

๑) อำนาจแย้งคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการ รวมถึงแย้งคำสั่งไม่อุทธรณ์ ฎีกา แย้งคำสั่งถอนฟ้อง และคำสั่งถอนอุทธรณ์ฎีกาของพนักงานอัยการด้วย ตาม ป.วิ.อ.มาตรา ๑๔๕ วรรคท้าย และ ๑๔๕/๑ วรรคท้าย

๒) เนื่องจากอัยการสูงสุดและรองอัยการสูงสุดมีอำนาจดำเนินคดีได้ทุกศาล ตาม พ.ร.บ.องค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ.๒๕๕๓ มาตรา ๑๕ โดยเฉพาะอัยการสูงสุด หากเป็นผู้ใช้อำนาจสั่งไม่ฟ้อง สั่งไม่อุทธรณ์ ไม่ฎีกา หรือถอนฟ้องหรือถอนอุทธรณ์ฎีกาเอง ย่อมเป็นเด็ดขาด (ใช้คำว่า "เด็ดขาด") ไม่อาจแย้งคำสั่งได้อีก ซึ่งเป็นไปตามข้อยกเว้นมาตรา ๑๔๕ วรรคหนึ่ง และตามมาตรา ๑๔๕/๑ วรรคหนึ่ง





สกัดหลัก - ข้อสังเกต ตาม ป.วิ.อ. ที่แก้ไขใหม่ตามประกาศคณะรักษาความสงบฯ ฉบับที่ ๑๑๕/๒๕๕๗ | สาระความรู้ บทความกฎหมาย ที่น่าสนใจ ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม


จำนวนผู้ชม : 2796 ครั้ง
ลงวันที่ 29/07/2014 02:50:37


ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน