แนวคิด ที่มาของสิทธิมนุษยชนในกระบวนการยุติธรรม
เพื่อเป็นพื้นฐานในการทำความเข้าใจ สิทธิลักษณะนี้ นักปราชญ์สองคนที่อยากจะพูดถึงก็คือ โธมัส ฮอบส์ (Thomas Hobbes) และจอห์น ล็อค (John Locke) แนวคิดทางปรัชญาของนักปราชญ์สองคนนี้แหละที่เป็นที่มาของสิทธิมนุษยชน ซึ่งจะขอนำมากล่าวต่อไป
นักศึกษาที่เรียนวิชานิติปรัชญาคงจะจำกันได้ เราสรุปกันง่ายๆ ว่า ทฤษฎี กฎหมายมีสองทฤษฎี คือ ทฤษฎีปฏิฐานนิยมหรือสำนักกฎหมายบ้านเมืองและทฤษฎีกฎหมายธรรมชาติ ทฤษฎีปฏิฐานนิยมหรือสำนักกฎหมายบ้านเมือง (legal positivism) คือ ทฤษฎีที่เห็นว่ากฎหมายเป็นคำบัญชาของรัฐาธิปัตย์ กฎหมายเกิดจากอำนาจ และ อำนาจนี้แยกอย่างเด็ดขาดจากศีลธรรม เราเรียกทฤษฎีกฎหมายแนวนี้อีกอย่างหนึ่งว่า command theory
นักกฎหมายแนวนี้ที่นักกฎหมายโดยทั่วไปเคยได้ยินคือ จอห์น ออสติน (John Austin) ในที่นี้ก็อยากจะบอกนักศึกษาว่า แนวคิดแบบปฏิฐานนิยมหรือสำนักกฎหมาย บ้านเมืองของออสตินมีฐานรากจากปรัชญาทางการเมืองของฮอบส์ โดยออสตินสืบทอด ความคิดของฮอบส์โดยผ่านนักนิติศาสตร์แนวนี้ที่สำคัญ แต่นักกฎหมายไทยไม่คุ้นเคย คือ เจเรมี เบนธม (Jeremy Bentham) ในการทำความเข้าใจปฏิฐานนิยม จึงต้อง ทำความเข้าใจความคิดทางปรัชญาของพอสมควร
ผลงานของฮอบส์ คือ หนังสือชื่อ Leviathan ซึ่งพิมพ์เผยแพร่ใน ค.ศ. 1651 ในหนังสือนี้ ออบสัแยกรัฐในฐานะเป็นกลไกลในการใช้อำนาจในการปกครองรัฐออกอย่างเด็ดขาดจากความเป็นส่วนตัวของผใช้อำนาจรัฐ กล่าวคือ รัฐต้องแยกจากสังคม จริงอยู่ ฮอบส์ยอมรับว่า การปกครองเกิดจากสัญญาระหว่างประชาชนที่ร่วมกันสถาปนา รัฐาธิปัตย์ แต่ฮอบส์ยืนยันว่า เมื่อรัฐได้สถาปนาขึ้นมาแล้ว ในฐานะอธิปัตย์ รัฐมิใช่มีสถานะเป็นเพียง ตัวแทนของประชาชนที่ร่วมกันสถาปนารัฐขึ้นมา แต่เป็นองค์อำนาจที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า the office of sovereign ที่มีอำนาจบัญชาประชาชนอย่าง เด็ดขาด และในสถานะนี้ ประชาชนต้องเชื่อฟังรัฐ จนกว่าความเป็นรัฐจะสิ้นสุดลง
ความคิดของฮอบส์นี้มันสัมพันธ์กับเหตุการณ์ทางการเมืองสมัยนั้น นักศึกษา คงจะเคยได้ยินคำว่า "รัฐชาติ" (nation-state) คือ รัฐที่มีอำนาจอธิปไตยเหนือเขตดินแดนที่กำหนด และประชาชนภายในรัฐมีความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกันที่เรียกว่า "ชาตินิยม" (nationalism) การเกิดรัฐแบบนี้มีขึ้นใน ค.ศ. 1648 ก่อนที่หนังสือ Leviathan ของฮอบส์จะพิมพ์เผยแพร่ไม่กี่ปี กล่าวกันว่า หนังสือของฮอบส์สนับสนุนแนวคิดเรื่องรัฐชาติใน ค.ศ. 1648 นั่นเอง
รัฐชาติหรือ "รัฐอธิปไตย" ที่ว่านี้สืบเนื่องจากสงครามที่เกิดจากความขัดแย้งทางการเมืองและศาสนาภายหลังการล่มสลายของจักรพรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์โดยการล่มสลายดังกล่าวทำให้ดินแดนที่เคยอยู่ภายใต้การปกครองของจักรพรรดิโรมันแตกเป็นส่วนเล็กส่วนน้อยที่มีผู้นำท้องถิ่นตั้งตัวเป็นพระมหากษัตริย์ สังคมเข้าสู่ยุคศักดินา สวามิภักดิ์ (feudalism) อยู่หลายศตวรรษ ครั้นเมื่อระบบศักดินาสวามิภักดิ์ตกต่ำ ก็เกิดความคิดเกี่ยวกับการค้นหาความจริงโดยอาศัยวิธีการทางวิทยาศาสตร์เรียกว่ายุคฟื้นฟู ศิลปวิทยาการ คือ การนำความรู้สมัยโรมันที่ถูกทอดทิ้งไปมาฟื้นฟู ในยุคที่อำนาจของความเชื่อทางศาสนาตกต่ำนี้ สงครามที่ต่อสู้กันเนื่องจากความขัดแย้งทางศาสนาเกิดยุติกันโดยสัญญาสงบศึกเวสต์ฟาเลียใน ค.ศ. 1648 รัฐที่สถาปนาโดยสนธิสัญญานี้เรียกว่า รัฐชาติ สำหรับนักรัฐศาสตร์แล้ว รัฐชาติที่สถาปนาโดยสัญญาสงบศึกเวสต์ฟาเลียนี้ถูกเสริมฐานรากทางปรัชญาโดยผลงานของฮอบส์
ความคิดของฮอบส์เกี่ยวโยงอย่างเหนียวแน่นกับชีวิตของผู้คนในยุคก่อนยุคการ เกิดขึ้นมาของรัฐสมัยที่เรียกว่า รัฐชาติ โดยฮอบส์มองว่า ในยุคนั้นผู้คนมีชีวิตอยู่ด้วย ความหวาดกลัว ความหวาดกลัวทำให้ผู้คนแสวงหาความปลอดภัยโดยร่วมกันสถาปนารัฐ และยอมตนตกอยู่ภายใต้อำนาจรัฐที่สถาปนาขึ้นมานี้ โดยปราศจากเงื่อนไขใดๆ ตามความคิดของฮอบส์อำนาจจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญของการเมือง ส่วนสังคมเป็นเพียงกลไกที่ผ่านไปสู่การเมืองเท่านั้น ความคิดนี้ทำให้เกิด "รัฐนิยม" (statism) ที่มองว่า อำนาจและศูนย์อยู่ที่รัฐและไม่ให้ความสำคัญกับภาคสังคม
ความคิดทางการเมืองของฮอบส์เป็นฐานรากสำคัญของความคิดทางกฎหมายที่ ถูกพัฒนาในเวลาอีกต่อมา ทฤษฎีกฎหมายที่มีรากฐานจากความคิดนี้ที่ถูกเรียกว่า ปฎิฐานนิยม ก็เพราะเป็นทฤษฎีแนววิทยาศาสตร์เป็นทฤษฎีที่ให้ความสำคัญกับความเป็นจริง โดยถือว่ากฎหมายเป็นคำสั่งคำบัญชาของรัฐาธิปัตย์ที่มีอำนาจสูงสุด ถือกฎหมายแยก จากศีลธรรม กฎหมายมิใช่มาจากสวรรค์หรือพระเจ้า หรือแม้แต่กฎธรรมชาติอะไรอย่างที่เคยเชื่อกันในสมัยกรีกและในยุคกลางสิ่งที่อยู่เบื้องหลังความรุ่งเรืองสุดขีดของทฤษฎีนิตินิยม คือการยกย่องฝ่าย นิติบัญญัติ ในยุคที่มีการยกย่องฝ่ายนิติบัญญัติ สิทธิขั้นพื้นฐานที่เรากำลังเรียนกันอยู่นี้จะ อ่อนกำลัง ดังที่เบนธัมเคยกล่าวว่า สิทธิเป็นเรื่องไร้สาระโดยสิ้นเชิง
ที่มา อ้างอิงจาก : หนังสือรวมคำบรรยายเนติบัณฑิต 2/67 วิชา สิทธิมนุษยชนในกระบวนการยุติธรรม(อ.วิชัย วิวิตเสวี) เล่มที่1
|