คำศัพท์คำหนึ่งที่อยากขยายความให้นักศึกษารับรู้เอาไว้ คือ legal formalism หรือที่นักนิติศาสตร์ไทยสำนักธรรมศาสตร์แปลตรงตัวว่า "รูปนัยนิยม" ความหมายของ มันก็คือ ทฤษฏีนิติศาสตร์แนวปฏิฐานนิยมหรือนิตินิยมนั่นเอง แต่เป็นปภิฐานนิยมรปแบบที่เคยรุ่งเรืองอยู่ในสหรัฐอเมริกา ขณะนี้อ่อนกำลังลงแล้ว สาระของนิติศาสตร์แนวนี้คือ การแยกกฎหมายออกจากศีลธรรมและปัจจัยอื่นๆ ของสังคม การศึกษากฎหมายแนวนี้ เป็นการศึกษาโดยนำวิธีการทางวิทยาศาสตร์มาใช้ คือ ถือว่าคำลังคำบัญชาจะมีสถานะ เป็นกฎหมายหรือไม่ อยู่ที่ความเป็นจริงว่า คำลังคำบัญชานั้นเป็นคำลังคำบัญชาของผู้มี อำนาจสงสฺดที่เป็นรัฐาธิปัตย์หรือไม่ เราจึงเรียกกภหมายในระบบนี้ว่า positive law ซึ่ง นักนิติศาสตร์ไทยบางคนแปลว่า "กฎหมายบ้านเมือง" สำหรับนักนิติศาสตร์แนวนี้แล้ว สาระสำคัญของทฤษฎี คือ การให้ความสำคัญ แก่ลักษณะเฉพาะของระบบกฎหมายสามประการ ดังนี้
ประการแรก กฎหมายควรมีลักษณะ "เป็นแบบพิธี" (formal) หมายความว่า การใช้กฎหมายต้องเป็นการสร้าง ผลลัพธ์โดยการปรับใช้แก่ข้อเท็จจริง โดยปราศจากการแทรกแซงของดุลพินิจ ในทำนอง เดียวกับการปรับใช้กฎเกณฑ์ทางคณิตศาสตร์
ประการที่สอง กฎหมายุควรมีลักษณะ "เป็นระบบ" (systematic) กล่าวคือ กฎเกณฑ์ทางกฎหมายต้องเป็นกฎเกณฑ์ที่สืบเนื่องเชิงนิรนัยจากความคิดและหลักการพื้นฐานจำนวนหนึ่งที่ยึดโยงกันอย่างมีระบบระเบียบ
ประการที่สาม จากลักษณะประการที่หนึ่งและที่สองดังกล่าว ระบบกฎหมายที่ เป็นผลตามมาควรมีลักษณะ "สมบูรณ์ในตัวเอง" (autonomous) คือ กฎเกณฑ์ทาง กฎหมายต้องไม่ขึ้นอยู่กับข้อเรียกร้องหรือวิธีการที่เกี่ยวกับข้อถกเถียงทางการเมืองหรือ ปรัชญา
ลักษณะสามประการ คือ ความเป็นกฎหมายตามแบบพิธี ความเป็นกฎหมายที่เป็นระบบและความเป็นกฎหมายสมบูรณ์ในตัวเองตามความเชื่อของนักนิติศาสตร์แนวนี้ นิติศาสตร์แนวนี้จึงเป็นการปรับใช้สูตรคณิตศาสตร์ ดังที่มีการเรียกทฤษฎีนิติศาสตร์แนวนี้ ว่าเป็น "นิติศาสตร์เชิงกล" (mechanical jurisprudence)
ที่มา อ้างอิงจาก : หนังสือรวมคำบรรยายเนติบัณฑิต 2/67 วิชา สิทธิมนุษยชนในกระบวนการยุติธรรม(อ.วิชัย วิวิตเสวี) เล่มที่1
|