สรุปขั้นตอนของการดำเนินคดีแพ่ง
การศึกษากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งเป็นบทกฎหมายที่กำหนดหลักเกณฑ์ ในการดำเนินคดีแพ่งนั้น ในชั้นต้นต้องรู้ถึงขั้นตอนของการดำเนินคดีแพ่งเสียก่อนว่ามีขั้นตอนในการดำเนินคดีอย่างไร ขั้นตอนของการดำเนินคดีแพ่งมีโดยย่อ ดังนี้
เริ่มต้น จากการเสนอคำฟ้องหรือคำร้องขอต่อศาลที่มีอำนาจ โดยโจทก์หรือผู้ร้อง
ขั้นที่สอง ก็มีการยื่นคำให้การหรือยื่นคำคัดค้าน โดยจำเลยหรือผู้คัดค้าน หรือ ฟ้องแย้งมาในคำให้การถ้าจำเลยไม่ยื่นคำให้การภายในกำหนด ก็ถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลก็จะดำเนินคดีไปในหลักของการพิจารณาโดยขาดนัด
ขั้นที่สาม เมื่อจำเลยยื่นคำให้การแล้ว ก็จะมีการชี้สองสถานและสืบพยานต่อไป
ในเมื่อมีการเสนอคำฟ้องแล้วอาจจะมีการขอใช้วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาได้ โดยขอคุ้มครองชั่วคราวหรือคุ้มครองประโยชน์ตามลักษณะของคำฟ้องและคำขอบังคับ
เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว ก็อาจมีการอุทธรณ์ฎีกาต่อไป
ในชั้นที่จะมีการบังคับตามคำพิพากษา ก็ต้องมีการออกคำบังคับและหมายบังคับคดี ในชั้นที่มีการบังคับคดีนั้น อาจจะมีการร้องขัดทรัพย์ ขอเฉลี่ยทรัพย์ ขอกันส่วน ขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ขอรับชำระหนี้บุริมสิทธิ
การดำเนินคดีแพ่งนั้นก็จะต้องมีการเสียค่าธรรมเนียมศาลซึ่งเป็นหลักการทั่วไปของรัฐที่จะต้องเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการให้บริการ แต่ไม่ถือว่าการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเรียกเป็นค่าตอบแทน แต่ว่าเรียกเพื่อป้องกันมิให้ผู้ใช้บริการนั้นใช้บริการของรัฐในทางที่จะก่อให้เกิดความฟุ่มเฟือยและยุ่งยากและเสียเวลา ปัจจุบันนี้หลังจากวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๑ ก็สามารถขอดำเนินคดีโดยยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล หรือเดิมเรียกว่าขอดำเนินคดีอย่างคนอนาถา แต่บทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ๒๔) พ.ศ. ๒๕๔๑ ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๕๑ นั้น ได้ยกเลิกกระบวนการดำเนินคดีอย่างคนอนาถาไปเปลี่ยน หลักเกณฑ์กติกาใหม่สำหรับผู้ที่ไม่มีเงินเสียค่าธรรมเนียมเป็นให้ขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลได้ ในขั้นตอนหลักสำหรับคดีแพ่งก็มีเท่าที่กล่าว แต่การที่จะปฏิบัติในแต่ละขั้นตอน นั้นมีรายละเอียดตามบทบัญญัติของกฎหมายหลายอย่างหลายประการ
พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง พุทธศักราช ๒๔๗๗ มาตรา ๓ กำหนดให้ใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง สำหรับคดี แพ่งในศาลทั่วไปตลอดราชอาณาจักร จึงต้องถือเป็นหลักว่า ถ้าเป็นคดีแพ่งแล้วต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้ในทุกศาล ไม่ว่าจะเป็นศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกา โดยมีข้อยกเว้นว่า
๑. เมื่อมี "ศาลพิเศษ" ตั้งขึ้นโดยมีข้อบังคับสำหรับศาลนั้น ก็ต้องเป็นไปตามกฎหมายที่วางวิธีการพิจารณาของศาลนั้น จะนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาใช้ไม่ได้ ในปัจจุบันมีศาลพิเศษจัดตั้งขึ้น ๕ ศาล คือ
ก. ศาลแรงงาน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดี แรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒
ข. ศาลภาษีอากร ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณา คดีภาษีอากร พ.ศ. ๒๕๒๘
ค. ศาลเยาวชนและครอบครัว ตามพระราชบัญญัติศาลเยวชนและครอบครัว และวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๓
ง. ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ตามพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๓๙
จ. ศาลล้มละลาย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณา คดีล้มละลาย พ.ศ. ๒๕๔๒
นอกจากศาลพิเศษข้างต้นแล้ว ศาลในระบบอื่นที่มิใช่ศาลยุติธรรม เช่น ศาล รัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง ศาลทหาร ก็จะนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งไป ใช้ไม่ได้ เว้นแต่วิธีพิจารณาของศาลในระบบอื่นนั้นจะมีบทบัญญัติให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งไปใช้ ก็นำไปใช้ตามเงื่อนไขที่กฎหมายนั้นๆ บัญญัติไว้
๒. เมื่อมีกฎหมายให้ใช้ธรรมเนียมประเพณีหรือกฎหมายทางศาสนา
ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ. ๒๔๘๙ บัญญัติให้มีดะโต๊ะยุติธรรมนั่งพิจารณาคดี พร้อมด้วย ผู้พิพากษาในศาลชั้นต้น ดะโต๊ะยุติธรรมเป็นผู้มีอำนาจชี้ขาดข้อกฎหมายอิสลาม และคำชี้ขาดนั้นเป็นเด็ดขาดอุทธรณ์ฎีกาไม่ได้ คดีที่จะใช้กฎหมายอิสลามนั้น มีหลักโดยสรุป ดังนี้
ก. เป็นคดีแพ่ง
ข. เกี่ยวด้วยเรื่องครอบครัวหรือมรดกของอิสลามมิกชน
ค. เป็นคดีในเขตศาลในท้องที่จังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา สตูล
ง. ทั้งโจทก์และจำเลยเป็นอิสลามมิกชน
คดีที่จะต้องพิจารณาตามกฎหมายและศาสนาอิสลามนั้น คู่ความจะตกลงกันให้พิจารณาคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งก็ได้
คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๕๑/๒๕๕๑ คดีเกิดขึ้นในเขตจังหวัดสตูลและผู้ร้องซึ่งเป็นอิสลามศาสนิกเริ่มต้นคดีอย่างไม่มีข้อพิพาทโดยยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของผู้ตายซึ่งเป็นอิสลามศาสนิก การที่ผู้คัดค้านที่ ๑ ยื่นคำคัดค้านมีผลให้คดี กลายเป็นคดีมีข้อพิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๘๘ (๔) โดยผู้ร้องและผู้คัดค้านมีฐานะเป็นคู่ความ เมื่อผู้ค้ดค้านที่ ๑ ซึ่งมีฐานะเสมือนจำเลย มิใช่อิสลามศาสนิกจึงไม่ต้องด้วยมาตรา ๓ ของพระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ. ๒๔๘๙ ถือไม่ได้ว่าเป็นคดีแพ่งเกี่ยวด้วยเรื่องครอบครัวและมรดกของอิสลามศาสนิกในเขตจังหวัดสตูล จึงต้องใช้ บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๖ บังคับแก่คดี
๓. คดีอาญา การดำเนินคดีอาญาก็ต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญา แต่มีบทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๕ มีความว่า วิธีพิจารณาข้อใดมิได้บัญญัติไวในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาโดยเฉพาะก็ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้แต่ที่พอจะบังคับได้
๔. คดีผู้บริโภค ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ ที่ ใช้บังคับเมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๑ ได้กำหนดให้มีการพิจารณาคดีผู้บริโภคขึ้นในศาลแพ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลแพ่งธนบุรี ศาลจังหวัดและศาลแขวงโดยมีบทบัญญัติ ในการพิจารณาตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ กำหนดวิธีพิจารณาคดีบางประเภทขึ้นมา ดังนั้นคดีที่ขึ้นสู่ศาลส่วนแพ่งนั้นถ้าเป็นคดีผู้บริโภคก็ต้องพิจารณาตามบทบัญญัติว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๕๑ และข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาตามมาตรา ๖ นอกจากกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติและข้อกำหนดดังกล่าวจึงจะนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับ
อ้างอิง : คำบรรยายเนติฯ กฏหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค1 (อ.อุดม เฟื่องฟุ้ง) เล่มที่2 การบรรยายครั้งที่1 ภาค2/67
|