คำพิพากษาศาลฎีกาที่235-237/2555 "เจตนา , ผลธรรมดา"
การที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 พบผู้เสียหายโดยบังเอิญขณะที่ผู้เสียหายไปที่เกิดเหตุเพื่อรับ ป. กลับบ้าน แล้วจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่3 รุมถีบ เตะและกระทืบผู้เสียหายทันที จากนั้นจึงมีชาวบ้านอีกจำนวนหนึ่งเข้ารุมเตะและกระทืบผู้เสียหาย และจำเลยที่1 ที่ 2 และที่3 ลากผู้เสียหายไปรุมเตะและกระทืบอีกทีที่บริเวณข้างบ้านเลขที่ 35 โดยไม่ปรากฎว่าผู้เสียหายถูกอาวุธมีดแทงขณะที่จำเลยที่1 ที่2 และที่3 เข้ารุมทำร้ายในตอนแรกหรือหลังจากชาวบ้านเข้าร่วมรุมทำร้ายแล้ว จึงฟังไม่ได้ว่าการใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหายเกิดจากการกระทำของจำเลยที่1 ที่2 และที่3 ทั้งการที่ชาวบ้านเข้ารุมทำร้ายผู้เสียหายด้วยนั้นก็ไม่ได้มีการสมคบหรือนัดหมายกับจำเลยที่1 ที่2 และที่3 มาก่อน จำเลยที่1 ที่2 และที่3 ย่อมไม่อาจเล็งเห็นหรือคาดหมายได้ว่าพวกที่เข้าร่วมรุมทำร้ายผู้เสียหายดังกล่าวจะมีอาวุธมีด พฤติการณ์ที่จำเลยที่1 ที่2 และที่3 เพียงแต่ใช้เท้าถีบเตะและกระทืบผู้เสียหาย ยังไม่พอฟังว่า จำเลยที่1 ที่2 และที่3 มีเจตนฆ่า จำเลยที่1 ที่2 และที่3 คงมีเพียงเจตนาทำร้าย การกระทำของจำเลยที่1 ที่2 และที่3 จึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น
ผู้เสียหายถูกอาวุธมีดแทงที่บริเวณท้อง แพทย์ให้การรักษาโดยการผ่าตัด หลังจากออกจากโรงพยาบาลแล้วต้องไปรักษาตัวต่อที่บ้านโดยต้องนอนพักประมาณ 2 เดือน ผลการตรวจชันสูตรบาดแผลหรือศพของแพทย์ระบุว่า ได้ผ่าตัดเย็บซ่อมลำไส้และจุดที่มีเลือดออก บาดแผลจะหายใน 3 สัปดาห์ หากไม่มีสาเหตุแทรกซ้อน แสดงว่าเหตุที่ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสเพราะต้องป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่ายี่สิบวันหรือจนประกอบกรณียกิจไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวันนั้น เกิดจากการที่ผู้เสียหายถูกอาวุธมีดแทง ไม่ได้เกิดจากการรุมถีบ เตะและกระทืบของจำเลยที่1 ถึงที่3 ดังนั้น การที่ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสจึงไม่ได้เป็นผลโดยตรงจากการร่วมกันทำร้ายของจำเลยที่1 ถึงที่3 และไม่ได้เป็นผลที่ตามธรรมดาย่อมเกิดขึ้นได้จากร่วมกันทำร้ายของจำเลยที่1 ถึงที่3 การกระทำของจำเลยที่1 ถึงที่3 จึงไม่เป็นความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นให้ได้รับอันตรายสาหัส
|