หัวข้อ : จิตวิญญาณและการดำรงตนของผู้พิพากษาตุลาการ โดย สมลักษณ์ จัดกระบวนพล
หมวดหมู่ :





สมลักษณ์ จัดกระบวนพล อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกาและกรรมการ ป.ป.ช. อาจารย์พิเศษผู้บรรยายวิชาระบบศาลและการพิจารณาคดี(พระธรรมนูญศาลยุติธรรม) คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์




ในระบอบประชาธิปไตยซึ่งอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย อำนาจตุลาการเป็นอำนาจหนึ่งในสามอำนาจ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับจะมีบทบัญญัติให้พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจตุลาการทางศาล ดังนั้น ผู้พิพากษาตุลาการจึงมีอำนาจหน้าที่ในการประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้แก่ประชาชนชาวไทยภายใต้พระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์

ศาลและผู้พิพากษาตุลาการจึงเป็นสถาบันในการดับทุกข์และอำนวยสุขให้แก่ประชาชนที่มีความทุกข์จากการที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม จนกระทั่งมีคำกล่าวอันเป็นที่ทราบกันทั่วไปว่า "ศาลเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน"Ž

ศาลและผู้พิพากษาจึงเป็นสถาบันที่ดำรงอยู่อย่างมั่นคงและเป็นที่ยอมรับในความบริสุทธิ์ยุติธรรมจากสังคมมาโดยตลอด จนกระทั่งมีการปฏิรูปการเมืองเมื่อปี 2549 ความศักดิ์สิทธิ์ในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาเริ่มแกว่งไกว ความเคารพต่อศาลหรือต่อผู้พิพากษาตุลาการลดน้อยถอยลงอย่างเห็นได้ชัดเจน ซึ่งหากจะทำจิตใจให้ยอมรับอย่างกล้าหาญก็ต้องบอกว่า เกิดขึ้นโดยเหตุเพียงสองประการ คือ

1.การประพฤติปฏิบัติตนไม่ว่าจะในการปฏิบัติหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีหรือในการครองตนของตัวผู้พิพากษาตุลาการเองก็มีปัญหา

2.เหตุแวดล้อมตัวผู้พิพากษาตุลาการ เช่น ความเปลี่ยนแปลงในแนวความคิดของบุคคลในสังคม ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และด้านอื่นๆ มีปัญหา

การประพฤติปฏิบัติตนของผู้พิพากษาตุลาการนั้นควรจะระลึกถึงคุณงามความดีของบรรพตุลาการที่ช่วยกันสร้างสรรค์ความยุติธรรมให้แก่สังคมไทยตลอดมา บรรพตุลาการทั้งหลายเหล่านั้นไม่เพียงแต่ทำหน้าที่ในการพิจารณาพิพากษาคดีตามตัวบทกฎหมายเท่านั้น แต่ในการดำรงตนก็ยังประพฤติปฏิบัติด้วยความซื่อสัตย์สุจริต มีจิตประภัสสร ปราศจากอคติทั้งปวงโดยเฉพาะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับปัญหาทางการเมือง หากผู้พิพากษาตุลาการรุ่นใหม่จะตระหนักและระลึกถึงคุณงามความดีของตุลาการในอดีตทั้งในด้านการทำงาน การดำรงตน และการรักษาคุณธรรมและจริยธรรมเป็นหลัก ก็น่าจะเรียกศรัทธาจากมวลชนคืนมาได้

ผู้พิพากษาตุลาการควรจะได้ศึกษาแนวความคิดของบรรพตุลาการหลายท่าน ที่ได้แสดงไว้ในโอกาสต่างๆ เช่นศาสตราจารย์ สัญญา ธรรมศักดิ์ อดีตประธานศาลฎีกา นายกรัฐมนตรี และประธานองคมนตรี ได้กล่าวเกี่ยวกับจิตวิญญาณของผู้พิพากษาตุลาการไว้ว่า ต้องทำจิตใจให้ผ่องใส มีสติอยู่เสมอว่า เราต้องเป็นกลาง อย่าให้จิตใจของเรารวนเร อย่าให้มีสิ่งแปดเปื้อน ถ้าแปดเปื้อนแล้วเราไม่เป็นกลาง เมื่อไม่เป็นกลางแล้วเราก็ไม่ใช่ตุลาการที่ดี ที่ใช้อำนาจอิสระพิจารณาพิพากษาคดี พวกเราผู้พิพากษาตุลาการจะต้องรักษาจิตเป็นพิเศษ ต้อง Cultivate ต้องปลูกจิตเป็นพิเศษให้มีความรู้สึกที่สูง ต้องปราศจากความลำเอียงเพราะโลภ เพราะโกรธ เพราะหลงŽ

และอีกถ้อยคำหนึ่งที่ท่านอาจารย์สัญญากล่าวว่า "ผู้พิพากษาผู้ใหญ่ของเราเป็นอันมากที่ดีๆ ท่านสามารถเข้าสังคมได้ดี และใช้ชีวิตเด่นในสังคม เหมือนคนธรรมดาที่เด่นๆ แต่ว่าเมื่อมีคดีใดในศาลที่ต้องรับผิดชอบ ท่านก็เป็นกลางจริงๆ คุณก็เหมือนกัน ถ้าเป็นอย่างอื่นไปคุณก็ไม่ควรเป็นผู้พิพากษาŽ"



ในเรื่องของความเป็นกลางนั้น ท่านอาจารย์สัญญาเล่าถึงกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ (พระบิดากฎหมายไทย) ที่ทูลพระราชบิดา (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) เป็นใจความว่า ข้าพระพุทธเจ้าจ้างให้เขามาเป็นกลาง ให้เขาใช้ปัญญา ใช้ความรู้ที่ถูกต้อง ควบคุมเขาไม่ได้ ต้องให้เขาเห็นความสำคัญของตัวเขาเอง เงินเดือนจึงมากกว่าคนอื่นŽ อุดมการณ์ของผู้พิพากษาตุลาการนั้น ท่านอาจารย์สัญญากล่าวว่า อุดมการณ์ของตุลาการไม่เหมือนข้าราชการฝ่ายอื่น เป็นอุดมการณ์ที่จับไม่ได้ มองไม่เห็น แต่อยู่ในจิตใจในหัวใจของเรา เราต้องพิจารณาด้วยความเป็นกลาง ไม่มีอารมณ์ ส่วนจะผิดจะถูก ตัดสินผิดศาลอุทธรณ์ท่านกลับก็สุดแล้วแต่ท่าน ถ้าเรามีความรู้ดี มีการเพิ่มพูนความรู้อยู่เสมอ คำพิพากษาศาลฎีกาใหม่ก็ดูอยู่เรื่อยๆ มีความขยันหมั่นเพียร มีการศึกษาสืบเนื่อง มีความเข้าใจ มีความเป็นกลาง จิตใจผ่องใสเบิกบานแล้ว ยังผิดอยู่ก็ถือว่าให้ผิดไป เพราะเราทำดีที่สุดแล้ว ทีหลังก็ถูกเอง นี่แหละครับ จิตใจของบรรพตุลาการ ศาลยุติธรรมจะอยู่ได้ด้วยความเคารพนับถือของคนทั้งหลาย...Ž

ซึ่งคำกล่าวของอาจารย์สัญญานี้ตรงกับอุดมการณ์ของผู้พิพากษาตามประมวลจริยธรรมของผู้พิพากษา ข้อ 1.ที่ว่า หน้าที่สำคัญของผู้พิพากษา คือ การประสาทความยุติธรรมแก่ผู้มีอรรถคดี ซึ่งจักต้องปฏิบัติด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเที่ยงธรรม ถูกต้องตามกฎหมาย และนิติประเพณี ทั้งจักต้องแสดงให้เป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชนด้วยว่าตนปฏิบัติเช่นนี้อย่างเคร่งครัดครบถ้วน เพื่อการนี้ผู้พิพากษาจักต้องยึดมั่นในความเป็นอิสระของตนเองและเทิดทูนไว้ซึ่งเกียรติศักดิ์แห่งสถาบันตุลาการŽ

เรื่องความเป็นกลางนี้นอกจากจะต้องมีในตำแหน่งของผู้พิพากษาตุลาการแล้ว บุคคลอื่นซึ่งมีหน้าที่ดูแลรักษาความสงบของประเทศก็ต้องมีเช่นเดียวกัน แต่ทว่ามีการเข้าใจผิดกันว่าถ้ามีเหตุการณ์คับขันเกิดขึ้นในประเทศแล้ว ผู้รับผิดชอบในการดูแลความสงบต้องนั่งดูเฉยๆ อย่างสงบแล้วบอกว่าเป็นกลางซึ่งเป็นความเข้าใจผิด ความเป็นกลางต้องใช้เตือนสติเมื่อผู้นั้นปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ไม่ใช่ดูคนกระทำผิดกฎหมายโดยไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่ เพราะตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 59 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนา...Ž และวรรคห้า บัญญัติว่า การกระทำ ให้หมายความรวมถึงการให้เกิดผลอันหนึ่งอันใดขึ้น โดยงดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลนั้นด้วยŽ ยกตัวอย่างเช่น มารดามีหน้าที่ให้นมบุตรแล้วงดเว้นไม่ให้ ต่อมาเมื่อบุตรถึงแก่ความตายเพราะความหิว มารดามีความผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา (ทั้งๆ ที่มารดานั่งอยู่เฉยๆ ดูบุตรร้องไห้เพราะหิวนม) เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ดำเนินการจับกุมผู้กระทำความผิดมาลงโทษ เจ้าหน้าที่ทหารไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีเมื่อมีการประกาศภาวะฉุกเฉิน มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157

สำหรับกรณีมีเหตุแวดล้อมตัวผู้พิพากษาตุลาการ ซึ่งทำให้ความเคารพต่อตัวผู้พิพากษาตุลาการลดน้อยถอยลงที่เป็นปัญหาอยู่ในปัจจุบันนี้ และเห็นได้ชัดคือปัญหาทางการเมือง ซึ่งมีความแตกแยกกันเป็นหลายฝ่าย ผู้พิพากษาตุลาการจึงต้องมีจิตใจมั่นคงไม่กระทำการใดๆ ในหน้าที่ให้เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จนกระทั่งเกิดความเคลือบแคลงใจในสังคม ขอให้ระลึกถึงบทให้สัมภาษณ์ของ ศาสตราจารย์ จิตติ ติงศภัทิย์ ปรมาจารย์กฎหมายไทย ที่ว่า

"แม้ในสมัยสมบูรณาสิทธิราชย์ก็มีวิธีการให้ศาลนำความมากราบบังคมทูลขอพระบรมราชวินิจฉัยในเมื่อเห็นว่าจะตัดสินคดีใดไปตามตัวบทกฎหมายแล้ว จะไม่ต้องด้วยทำนองคลองธรรม ซึ่งก็จะได้มีพระบรมราชวินิจฉัยเป็นรายๆ ไป อันเป็นวิธีการที่ถูกต้องกับพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในสมัยนั้น ไม่ใช่ศาลจะออกนอกบทกฎหมายไปเอง มาในสมัยปัจจุบันนี้ เมื่อกฎหมายบทใดไม่ต้องด้วยเทศกาลบ้านเมือง ก็เป็นหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ ที่จะต้องแก้ไขให้ถูกต้องตามกาลสมัย แต่ศาลจะตัดสินไปตามเหตุการณ์บ้านเมืองที่ผันแปรไปทุกขณะไม่ได้เพราะจะทำให้ขาดความแน่นอน อย่างไรก็ตาม ความจริงกฎหมายก็เปิดโอกาสให้ผู้พิพากษาวินิจฉัยคดีโดยคำนึงถึงเทศกาลบ้านเมืองได้อยู่แล้วเหมือนกัน แต่ไม่ใช่คำนึงถึงเทศกาลบ้านเมืองจนกระทั่งทำตัวเป็นฝ่ายนิติบัญญัติเสียเอง หรือถูกสั่งมาให้วินิจฉัยคดีไปตามเหตุการณ์บ้านเมืองได้ เพราะผู้พิพากษาต้องมีความอิสระ และความอิสระในการพิจารณาคดีของผู้พิพากษานี้จะเป็นหลักประกันแก่ประชาชนทั่วไป...Ž"

แนวคิดของท่านอาจารย์จิตตินี้เป็นการเตือนสติผู้พิพากษาตุลาการว่ามีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีไปตามตัวบทกฎหมาย แต่ไม่มีหน้าที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการบัญญัติกฎหมายซึ่งเป็นหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ เว้นแต่มีกฎหมายบัญญัติไว้อย่างชัดแจ้ง



ในการนำกฎหมายมาใช้นั้น ท่านอาจารย์จิตติให้แนวคิดว่า กฎหมายนั้นต้องใช้ในบรรดากรณีซึ่งต้องด้วยบทบัญญัติใด ๆ แห่งกฎหมายตามตัวอักษรหรือตามความมุ่งหมายของบทบัญญัตินั้นๆ กฎหมายมีอยู่อย่างไร ศาลย่อมต้องใช้ไปอย่างนั้น เจตนารมณ์ของกฎหมายต้องปรากฏตามตัวหนังสือนั้นเอง กล่าวคือ การใช้กฎหมายต้องให้สอดคล้องกันทั้งตัวอักษรและเจตนารมณ์ จะใช้ตัวอักษรเกินกว่าเจตนารมณ์ไม่ได้ จะใช้เจตนารมณ์เกินกว่าตัวอักษรก็ไม่ได้เช่นกัน

ศาลจะให้ความยุติธรรมแก่ผู้มาร้องขอได้นั้นต้องเป็นความยุติธรรมตามตัวบทกฎหมายเท่านั้น เรื่องนี้อาจารย์จิตติได้ให้แนวคิดว่า อันความยุติธรรมที่ศาลจะรับรู้ และบังคับบัญชาให้ได้นั้นมีแต่ความยุติธรรมตามกฎหมาย (justice according to law) เจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมอื่นอาจงดเว้นไม่ใช้กฎหมายได้บ้างถ้ามีเหตุที่เขาเห็นเป็นความยุติธรรมตามหลักอื่นที่จะทำ ดังนั้น เพื่อประโยชน์แก่ประชาชนหรือสันติสุขของราษฎร แต่ในส่วนของศาลนั้นเป็นเรื่องที่มีผู้มาเรียกร้องขอความยุติธรรมที่เขาจะพึงได้รับตามกฎหมาย ศาลจะระลึกถึงเหตุอื่นมาลบล้างกฎหมายเสียหายไม่ได้ ตามรัฐธรรมนูญมีแต่ว่าศาลมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดีให้เป็นไปตามกฎหมาย หามีสิทธิจะพิพากษาคดีนอกกฎหมายไปได้ไม่...Ž

สรุปสาระสำคัญของแนวคิดบรรพตุลาการ ได้แก่ศาสตราจารย์ สัญญา ธรรมศักดิ์ ศาสตราจารย์ จิตติ ติงศภัทิย์ ที่เกี่ยวกับจิตวิญญาณและการดำรงตนของผู้พิพากษาตุลาการคือ

1.ต้องมีความเป็นกลาง

2.การพิจารณาพิพากษาคดีต้องตีความตามกฎหมาย ตามตัวอักษร และตามเจตนารมณ์ของผู้ร่างกฎหมาย

3.การใช้ดุลพินิจต้องไม่เปลี่ยนไปตามกระแสการเมือง

4.ไม่ใช้อำนาจก้าวก่ายอำนาจอื่น เช่น อำนาจนิติบัญญัติ

ดังนั้น ความเห็นของผู้เขียนในเรื่องรัฐธรรมนูญมาตรา 68, 291 กับศาลรัฐธรรมนูญ ที่ว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ของรัฐสภาเรื่องที่มาของสมาชิกวุฒิสภาไม่อยู่ในอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญนั้น เป็นเรื่องที่นอกจากจะไม่มีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญให้อำนาจแล้ว ยังไม่สอดคล้องกับแนวความคิดของปรมาจารย์ทางกฎหมายซึ่งเป็นบรรพตุลาการอันเป็นที่เคารพของนักกฎหมายทั่วประเทศอีกด้วย



อนึ่ง ตามที่มีนักวิชาการหลายคนออกมาให้ความเห็นว่าควรเอามาตรา 3 ของรัฐธรรมนูญและหลักในทางรัฐศาสตร์ ทางเศรษฐศาสตร์ มาปรับใช้แล้วให้ความเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนั้น ลองฟังความเห็นท่านอาจารย์จิตติ ที่ว่า

"หากนักกฎหมายได้ศึกษาหาความรู้ในศาสตร์อื่นๆ พอสมควรด้วยแล้ว ก็จะสามารถเข้าใจความต้องการของสังคมตามเทศกาลบ้านเมืองและทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ แต่คงมิใช่ถึงขนาดที่มีผู้กล่าวว่าต้องใช้ศาสตร์อื่นมานำกฎหมาย เช่น ใช้หลักรัฐศาสตร์นำนิติศาสตร์ หรือใช้หลักเศรษฐศาสตร์นำนิติศาสตร์ ซึ่งการกล่าวในกรณีหลังนี้คงเป็นไปได้ในขอบเขตจำกัด เช่น เมื่อเวลาจะร่างกฎหมาย ผู้ร่างกฎหมายหรือผู้บัญญัติกฎหมายจะต้องคำนึงถึงความเหมาะสมโดยใช้ความรู้ในทางอื่นๆ มาประกอบการพิจารณาด้วย แต่เมื่อออกมาเป็นกฎหมายแล้ว หลักในการที่จะใช้นำในการวินิจฉัยเรื่องต่างๆ ก็คือ หลักกฎหมาย หรือหลักนิติศาสตร์ เท่านั้น ความแน่นอนและการอำนวยความยุติธรรมให้ประชาชนทั่วไปจึงจะเกิดขึ้นŽ"

ผู้เขียนทราบดีว่าการที่ออกมาแสดงความคิดเห็นคัดค้านอำนาจของศาลนั้นเป็นเรื่องที่กระทบต่อส่วนรวมมาก แต่จำเป็นต้องกระทำในฐานะที่ผู้เขียนเป็นผู้สอนเรื่องนี้อยู่ในมหาวิทยาลัย ผู้เขียนตระหนักดีในผลกระทบดังกล่าว ก่อนแสดงความเห็นผู้เขียนได้ตรวจดูตัวบทกฎหมาย เช่น รัฐธรรมนูญแห่งราชอณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ทั้งฉบับ ดูความหมายตาม ลายลักษณ์อักษร ตรวจดูรายงานการร่างรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับมาตราต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อทราบเจตนารมณ์ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญมาตราที่ศาลรัฐธรรมนูญอ้างอิงนำมาวินิจฉัยกรณีนี้ และคำวินิจฉัยซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้แล้วตามคำสั่งที่ 12/2549 ลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2549 ในกรณีมาตรา 68 ตลอดจนตรวจดูในหนังสือความรู้เบื้องต้น เกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญแจกไปทั่วราชอาณาจักรในบท "อำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ"Ž ซึ่งปรากฏอยู่ในหนังสือดังกล่าว 9 ประการ

ไม่ปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญอันเป็นอำนาจของรัฐสภาตามมาตรา 291 แต่อย่างใด

*เอกสารที่ใช้อ้างอิง : นิติศาสตร์เสวนา เรื่อง คุณค่าของบรรพตุลาการ, ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญ*


 


 


 


 


 

(ที่มา:มติชนรายวัน 20 มกราคม 2557)





จิตวิญญาณและการดำรงตนของผู้พิพากษาตุลาการ โดย สมลักษณ์ จัดกระบวนพล | เจาะหลัก สกัดฎีกา 5 ดาว เตรียมสอบ 3 สนาม อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

จำนวนผู้ชม : 1840 ครั้ง
ลงวันที่ 21/01/2014 10:04:34





ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน