******คนเสมือนไร้ความสามารถ ร้องทุกข์หรือดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิดได้ โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ก่อนหรือไม่***
คำพิพากษาฎีกาที่ 6079/2555 ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) ประกอบมาตรา 2 (7) กำหนดให้ผู้เสียหายเท่านั้นที่จะมีอำนาจร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิดได้ คดีความผิดตามที่โจทก์ฟ้องเป็นความผิดอันยอมความได้หรือความผิดต่อส่วนตัว พนักงานสอบสวนจะมีอำนาจสอบสวนก็ต่อเมื่อมีคำร้องทุกข์ตามระเบียบตามมาตรา 121 วรรคสอง และโจทก์จะมีอำนาจฟ้องก็ต่อเมื่อมีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อนเช่นกันตามมาตรา 120
คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 9 มิถุนายน 2540 ถึงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2547 เวลาใดไม่ปรากฏชัดต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งสี่ร่วมกันครอบครองเงินที่ได้จากการขายที่ดินและขายสิทธิการเช่าที่ราชพัสดุของ ฮ. และเบียดบังยักยอกเอาเงินจำนวนดังกล่าวไป เมื่อ ฮ. ถึงแก่ความตายวันที่ 20 มีนาคม 2546 การกระทำที่โจทก์กล่าวหาในขณะที่ ฮ. ยังมีชีวิตอยู่ จึงเป็นการกระทำความผิดต่อ ฮ. ผู้เป็นเจ้าของทรัพย์ ฮ. จึงเป็นผู้เสียหายตามมาตรา 2 (4) และมีอำนาจร้องทุกข์ได้ตามมาตรา 3 (1) ประกอบมาตรา 2 (7) แม้ ฮ. จะพิการเดินไม่ได้เพราะเป็นอัมพาตและศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีคำสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ แต่ ฮ. ก็ยังสามารถดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 เหมือนเช่นบุคคลทั่วไปได้ โดยมิต้องได้รับความยินยอมจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ผู้พิทักษ์ก่อนดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 34 แห่ง ป.พ.พ. ประกอบกับ ฮ. มิได้ถูกจำเลยทั้งสี่ทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจัดการเองได้อันจะทำให้โจทก์ร่วมในฐานะผู้จัดการมรดกของ ฮ. มีอำนาจจัดการแทน ฮ. ได้ตามมาตรา 5 (2) เมื่อโจทก์ร่วมซึ่งไม่ได้เป็นผู้เสียหายเป็นผู้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสี่ในความผิดฐานยักยอกตาม ป.อ. มาตรา 352 แบะ 354 ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้หรือความผิดต่อส่วนตัวตามมาตรา 356 จึงถือไม่ได้ว่าคดีนี้มีคำร้องทุกข์ตามระเบียนที่จะทำให้พนักงานสวนสวนมีอำนาจสอบสวนในความผิดต่อส่วนตัวได้ และถือเท่ากับว่ายังไม่ได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นมาก่อนย่อมส่งผลให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตามมาตรา 120
จำเลยที่ 2 นำเงินส่วนหนึ่งไปซื้อสลากออมสินจำนวน 1,000,000 บาทเศษในนามของจำเลยที่ 2 คนเดียวโดยมีการเบิกเงินออกจากบัญชีเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2541 จำนวน 1,200,000 บาท ย่อมเป็นความผิดสำเร็จก่อน ฮ. ถึงแก่ความตายถึง 4 ปีเศษ การที่โจทก์ร่วมเป็นผู้จัดการมรดกของ ฮ. เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2546 โจทก์ร่วมอ้างว่าเพิ่งทราบและมาแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2547 ก็ไม่ทำให้การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำต่อเนื่องกันจนถึงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2547 โจทก์ร่วมจึงไม่เป็นผู้เสียหาย ถือไม่ได้ว่าคดีนี้มีคำร้องทุกข์ตามระเบียบที่จะทำให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนในความผิดต่อส่วนตัวได้ ถือเท่ากับว่ายังไม่ได้มีการสอบสวน ย่อมส่งผลให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตามมาตรา 120 เช่นกัน ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ร่วมเข้าร่วมเป็นโจทก์ และศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมมาจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 198 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225
***ข้อสังเกตุ***
คนเสมือนไร้ความสามารถ มีสิทธิร้องทุกข์ได้เองโดยไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ก่อน แต่อย่างไรก็ตามหากคนเสมือนไร้ความสามารถจะเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาด้วยตนเอง กรณีนี้จะต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ก่อน ทั้งนี้ตาม ป.พ.พ.มาตรา 34 (10) หากฝ่าฝืนกรณีนี้ถือเป็นความบกพร่องในเรื่องของความสามารถ ซึ่งศาลต้องสั่งให้แก้ไขในเรื่องความสามารถดังกล่าว ทั้งนี้ตาม วิ.แพ่งมาตรา 56 ประกอบ วิ.อาญา มาตรา 15 ศาลจะยกฟ้องโจทก์ในกรณีไม่ได้เพราะไม่ใช่กรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถไม่มีอำนาจฟ้อง เพียงแต่บกพร่องในเรื่องความสามารถเท่านั้น
ต่างจากกรณีที่ผู้พิทักษ์เข้ามาเป็นโจทก์ฟ้องคดีแทนคนเสมือนไร้ความสามารถ กรณีนี้ศาลสามารถยกฟ้องโจทก์ได้ทันที เพราะถือว่าผู้พิทักษ์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจาก ป.พ.พ.มาตรา 34 (10) ให้อำนาจผู้พิทักษ์เพียงแต่ให้ความยินยอมหรือไม่เท่านั้น แต่จะก้าวล่วงเข้ามาเป็นโจทก์ฟ้องคดีแทนคนเสมือนไร้ความสามารถโดยไม่ได้รับมอบอำนาจไม่ได้ ถือว่าไม่มีอำนาจฟ้อง
|