การสืบพยานบุคคลแก้ไขเอกสารตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 กรณีสัญญาปลอมมีหลักการอย่างไร
ศึกษาวิเคราะห์จากฎีกา
7743/2556
ป.วิ.พ. มาตรา 182 ชี้สองสถาน
มาตรา 84/1 ภาระการพิสูจน์
มาตรา 94 สืบพยานบุคคลแก้ไขเอกสาร
ข้อเท็จจริง
1. โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2546 จำเลยทำสัญญากู้เงินและรับเงินไปจากโจทก์จำนวน 222,500 บาท
ยอมเสียดอกเบี้ยตามกฎหมายหลังจากนั้นจำเลยไม่เคยชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เลย
โจทก์ทวงถามจำเลยแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 300,000
บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน
222,500 บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
1.1 ลักษณะคำฟ้องของจำเลยจะเป็นคดีมโนสาเร่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 189(1) และต้องเสียค่าขึ้นศาลตามมาตรา 190 จัตวา ไม่เกิน 1,000
บาท
1.2 ศาลที่มีอำนาจพิจารณาตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมได้แก่ศาลแขวง
1.3 โจทก์สามารถนำคดีไปยื่นต่อศาลซึ่งเป็นภูมิลำเนาของจำเลยหรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้น
ในกรณีนี้ก็คือที่ทำสัญญากู้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4(1)
2. จำเลยให้การว่า จำเลยกู้ยืมเงินโดยรับเงินจากโจทก์เป็นครั้งๆ ครั้งละ 500
ถึง 1,000 บาท ครั้งสุดท้ายวันที่ 29 สิงหาคม 2546 จำนวน 5,000 บาท
รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 30,000 บาท
ตกลงคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อเดือน
และโจทก์ให้จำเลยลงลายมือชื่อในสัญญากู้เงินโดยไม่มีการกรอกข้อความต่อมาโจทก์นำสัญญาดังกล่าวไปกรอกข้อความและจำนวนเงิน
222,500 บาท โดยจำเลยไม่รู้เห็นและให้ความยินยอม
สัญญากู้เงินตามฟ้องจึงเป็นเอกสารปลอมขอให้ยกฟ้อง
3. ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ตามฟ้อง
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์
4. คดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกามีว่า
จำเลยมีสิทธินำพยานบุคคลมาสืบหักล้างสัญญากู้ได้หรือไม่ ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
“โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์ 222,500 บาท จำเลยได้รับเงินจากโจทก์ครบถ้วนแล้ว
จำเลยให้การว่าจำเลยไม่ได้กู้ยืมเงินจำนวนดังกล่าวจากโจทก์
สัญญากู้ยืมเงินเป็นเอกสารปลอมโดยโจทก์กรอกข้อความลงในเอกสารว่า
จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ซึ่งไม่เป็นความจริง คำให้การของจำเลยเป็นการปฏิเสธชัดแจ้งว่า
จำเลยไม่ได้ทำสัญญากู้ยืมเงินจากโจทก์ตามฟ้อง
โจทก์ซึ่งเป็นฝ่ายกล่าวอ้างจึงมีภาระการพิสูจน์ให้ได้ความว่าจำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินตามข้ออ้างของตน
ส่วนที่จำเลยให้การว่ากู้ยืมเงินโจทก์ครั้งละ 500 ถึง 1,000
บาท ครั้งสุดท้ายกู้ยืมเงินโจทก์เพียง 5,000 บาท
เป็นเพียงเหตุแห่งการปฏิเสธว่าสัญญากู้ยืมเงินที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นเอกสารปลอม
หาใช่เป็นการยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ที่ทำให้จำเลยมีภาระการพิสูจน์ว่า
ไม่ได้กู้ยืมเงินโจทก์ตามฟ้องไม่
จึงไม่มีประเด็นพิพาทให้ศาลชั้นต้นต้องทำการชี้สองสถานและกำหนดให้จำเลยมีภาระการพิสูจน์
และเมื่อจำเลยให้การต่อสู้ว่าสัญญากู้ยืมเงินปลอม
จำเลยย่อมมีสิทธินำพยานเข้าสืบหักล้างสัญญากู้ยืมเงินตามฟ้องได้ไม่ต้องห้ามตาม
ป.วิ.พ. มาตรา 94 และเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฟ้องเป็นคดีมโนสาเร่จึงเข้าข้อยกเว้นไม่ต้องทำการชี้สองสถานตาม
ป.วิ.พ. มาตรา 182(5)
หมายเหตุ
การนำสืบพยานบุคคลว่าเอกสารสัญญาเป็นเอกสารปลอมตาม
ป.วิ.พ. มาตรา 94 นั้น จำเลยจะต้องให้การไว้โดยชัดแจ้งในคำให้การก่อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177
จึงจะนำพยานบุคคลเข้าสืบหักล้างพยานเอกสารได้
ศาลฎีกาได้วางหลักการนำพยานบุคคลเข้าสืบหักล้างพยานเอกสารกรณีอ้างว่าเป็นเอกสารปลอม
ให้ศึกษาจากฎีกาต่อไปนี
คำพิพากษาฎีกาที่
3614/2535
ป.พ.พ. มาตรา 653
ป.วิ.พ. มาตรา 94 วรรคสอง
กู้เงินเพียง 30,000 บาท
โดยผู้กู้ลงลายมือชื่อในสัญญากู้ซึ่งยังไม่ได้กรอกข้อความ
แล้วโจทก์มากรอกข้อความเป็นว่ากู้จำนวน90,000 บาท
ในภายหลังโดยผู้กู้มิได้รู้เห็นยินยอมด้วย สัญญากู้จึงเป็นเอกสารปลอม
โจทก์ไม่อาจใช้เป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมมาฟ้องบังคับคดี จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้คดีไว้ว่าสัญญากู้เป็นเอกสารปลอมจึงมีสิทธินำสืบตามข้อต่อสู้ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา
94 วรรคสอง ส่วนการนำสืบว่ารับเงินจากโจทก์จำนวน 28,200
บาทเป็นการอ้างเหตุผลประกอบว่าสัญญากู้ที่มีข้อความว่ากู้ 90,000
บาทเป็นเอกสารปลอมไม่ใช่เรื่องนำสืบเปลี่ยนแปลงข้อความในเอกสาร
คำพิพากษาฎีกาที่
2163/2533
ป.พ.พ. มาตรา 653
ป.วิ.พ. มาตรา 94 วรรคท้าย, 177
การที่โจทก์เขียนข้อความในสัญญากู้เกินกว่าจำนวนหนี้ที่เป็นจริงโดย
จำเลยไม่ได้รู้เห็นยินยอมด้วย สัญญากู้ดังกล่าวย่อมเป็นเอกสารปลอม
ใช้เป็นหลักฐานในการฟ้องร้องบังคับคดีหาได้ไม่และแม้ขณะโจทก์เขียนสัญญากู้
จำเลยจะได้กู้ยืมเงินโจทก์ไปจำนวนหนึ่งจริง ศาลก็จะบังคับให้จำเลยชำระหนี้นั้นโดยอาศัยสัญญากู้นี้ไม่ได้
แม้สัญญากู้ที่โจทก์นำมาฟ้องจะระบุว่าจำเลยได้รับเงินที่กู้ไปครบถ้วนแล้วก็ตาม แต่
เมื่อจำเลยได้ให้การต่อสู้คดีไว้ว่าสัญญากู้ดังกล่าวเป็นสัญญาที่โจทก์ปลอมแปลงโดย
กรอก ข้อความและจำนวนเงินที่กู้ผิดจากที่กู้กันจริงโดย
จำเลยไม่ได้รู้เห็นยินยอมด้วยเช่นนี้
จำเลยย่อมมีสิทธินำสืบพยานบุคคลตามข้อต่อสู้ของตนได้ตามป.วิ.พ. มาตรา 94 วรรคท้าย
กรณีหาใช่เป็นการนำสืบเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในสัญญากู้ไม่.
คำพิพากษาฎีกาที่
569/2536
ป.พ.พ. มาตรา 653
ป.วิ.พ. มาตรา 94
จำเลยยอมรับว่าได้ลงชื่อไว้ในช่องผู้กู้ตามสัญญากู้ยืมเงินที่ทำไว้กับโจทก์
แต่ต่อสู้ว่าขณะที่ลงชื่อยังไม่ได้มีการกรอกข้อความใด ๆ ลงไป
แล้วโจทก์ไปกรอกจำนวนเงินเพิ่มเติมภายหลังซึ่งสูงกว่าที่จำเลยกู้ยืมไปจากโจทก์
ดังนี้ เท่ากับจำเลยต่อสู้ว่าสัญญากู้ยืมเงินเป็นเอกสารปลอม จำเลยจึงนำพยานบุคคลมาสืบตามข้อต่อสู้ได้ตาม
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94
คำพิพากษาฎีกาที่
224/2530
ป.พ.พ. มาตรา 453
ป.วิ.พ. มาตรา 94
โจทก์ให้จำเลยลงชื่อในหนังสือสัญญาซื้อขายข้าวเปลือกโดยยังไม่มีการกรอกข้อความ
แล้วโจทก์นำสัญญานั้นไปให้บุคคลอื่นลงชื่อเป็นพยานและกรอกข้อความ
ซึ่งไม่ตรงตามความประสงค์ของจำเลย
เพราะจำเลยลงชื่อในสัญญาดังกล่าวเพื่อเป็นหลักฐานที่จำเลยได้กู้เงินโจทก์สัญญาดังกล่าวจึงเป็นเอกสารปลอม
จำเลยนำพยานบุคคลมาสืบประกอบข้ออ้างของจำเลยได้ ไม่ต้องห้ามตาม
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94
เมื่อสัญญาซื้อขายที่โจทก์นำมาฟ้องปลอม
จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดส่งมอบข้าวเปลือกหรือชดใช้เงินให้แก่โจทก์ตามฟ้อง.(ที่มา-ส่งเสริมฯ)
คำพิพากษาฎีกาที่
3846/2538
ป.วิ.พ. มาตรา 94, 183
การที่จำเลยนำพยานบุคคลมาสืบว่าโจทก์ที่2ไม่ได้ไปสำนักงานที่ดินในวันทำสัญญา
ซื้อขาย ที่ดิน และไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดจึงมีลายมือชื่อโจทก์ที่2ปรากฏอยู่ในหนังสือ สัญญาซื้อขายที่ดินที่ระบุว่า จ. กับโจทก์ที่2และจำเลยร่วมกันเป็นผู้ซื้อนั้นเป็นการนำสืบเพื่อแสดงว่าเอกสารนั้นเป็น
เอกสารปลอม จำเลยจึงมีสิทธินำพยานบุคคลมาสืบได้เช่นนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา94วรรคสอง โจทก์ทั้งสี่เพียงแต่ บรรยายฟ้องว่าโจทก์ที่2ในฐานะส่วนตัวมีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินตาม
หนังสือรับรองการทำประโยชน์กับเจ้ามรดกและจำเลยโดยมิได้บรรยายฟ้องเกี่ยวกับหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินเมื่อจำเลยให้การว่าจำเลยเป็นเจ้าของผู้มี
สิทธิครอบครองที่ดินจึงไม่มีเหตุที่จำเลยจะต้องให้การถึงหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินดังกล่าวฉะนั้นเมื่อต่อมาโจทก์นำหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดินนั้นมาสืบจำเลยย่อมมีสิทธินำพยานบุคคลมาสืบว่าเป็นเอกสารปลอมเพื่อสนับสนุนข้อเถียงของจำเลยที่ได้ให้การว่าจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินได้ไม่เป็นการสืบนอกคำให้การ
คำพิพากษาฎีกาที่ 4325/2532
ป.วิ.พ. มาตรา 94
การที่จำเลยนำสืบพยานบุคคลว่าสัญญากู้เอกสาร จ.1 เป็นเรื่องจำเลยซื้อที่ดินโจทก์และจำเลยค้างชำระค่าที่ดินแล้วทำสัญญากู้ให้สมมีจำเลยเป็นผู้ลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้แล้วให้โจทก์ยึดถือไว้แทนโดยตกลงกันว่าเมื่อจำเลยชำระราคาที่ดินแล้วโจทก์จะทำลายสัญญากู้ทิ้ง
ต่อมาจำเลยชำระราคาที่ดินครบถ้วนและโจทก์จดทะเบียนโอนที่ดินให้จำเลยแล้ว
โจทก์กลับนำสัญญากู้ดังกล่าวไปกรอกข้อความและนำมาเป็นหลักฐานฟ้องจำเลยดังนี้เป็นการนำสืบว่าสัญญากู้เป็นสัญญาปลอม
และเป็นการนำพยานบุคคลเข้าสืบเพื่อทำลายล้างเอกสารทั้งฉบับ
จึงไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94
ที่มา : ทบทวนหลักกฏหมายกับอาจารย์ประยุทธ
|