หัวข้อ : เบี้ยปรับ มัดจำ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เบี้ยปรับ (มาตรา ๓๗๙,๓๘๔)
หมวดหมู่ : สกัดหลัก กฎหมายแพ่ง ฎีกาเด่น 5ดาว (เตรียมสอบ 3 สนาม)





 เบี้ยปรับ (มาตรา ๓๗๙,๓๘๔)
 
            ตามบทบัญญัติมาตรา ๓๗๙ และ ๓๘๔   “เบี้ยปรับ” หมายถึง ค่าเสียหายซึ่งคู่สัญญากำหนดไว้ล่วงหน้า โดยลูกหนี้ให้สัญญาว่าถ้าลูกหนี้ไม่ปฏิบัติการชำระหนี้ หรือการชำระหนี้ไม่สมบูรณ์ครบถ้วนให้เจ้าหนี้เรียกเอาเงินหรืออย่างอื่นที่กำหนดไว้เป็นเบี้ยปรับได้ ฉะนั้นเบี้ยปรับก็คือค่าเสียหายซึ่งคู่สัญญากำหนดไว้ล่วงหน้า
 
          ลักษณะของ “เบี้ยปรับ” มีสาระสำคัญ ดังนี้
 
         ๑.เบี้ยปรับเป็นค่าเสียหายที่กำหนดไว้ล่วงหน้า อาจจะกำหนดชื่อเล่นก็ได้ เช่น ค่าปรับ ดอกเบี้ย เป็นต้น
 
          ๒.ถ้าเป็นเงินต้องกำหนดจำนวนหรือวิธีคำนวณไว้แน่นอน
 
         ๓.เบี้ยปรับอาจเป็นการชดใช้อย่างอื่นที่มิใช่เงินก็ได้ ตามมาตรา ๓๘๒ เช่น ริบอาคาร ริบเอาเงินที่ส่งมอบไว้โดยไม่ชำระราคาเป็นต้น
 
         ๔.คู่สัญญาจะส่งมอบเบี้ยปรับหรือไม่ก็ได้ กฎหมายไม่ได้ระบุไว้ เพียงแต่กฎหมายกำหนดว่าคู่สัญญาฝ่ายที่ไม่ได้ชำระหนี้ หรือชำระหนี้ไม่ถูกต้องย่อมถูกปรับได้เท่านั้น
 
          เมื่อปรากฏว่าลูกหนี้ไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วนถูกต้อง เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิริบเบี้ยปรับหรือเรียกเอาเบี้ยปรับจากลูกหนี้ได้ตามที่กำหนดกันไว้ในสัญญา การเรียกร้องของเจ้าหนี้จึงเกิดขึ้นได้ ๒ ลักษณะคือ
 
          ๑.เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ (มาตรา ๓๘๐)
 
          ๒.เมื่อลูกหนี้ชำระหนี้แต่ไม่ถูกต้องครบถ้วน (มาตรา ๓๘๑)
 
          ๑.เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้เลย ถ้าเจ้าหนี้สามารถเลือกที่จะเรียกเอาเบี้ยปรับ เจ้าหนี้ก็ย่อมหมดสิทธิที่จะเรียกให้ชำระหนี้โดยเฉพาะเจาะจงตามสัญญาเดิม แต่ก็ไม่ตัดสิทธิเจ้าหนี้ที่เรียกเอาค่าสินไหมทดแทนความเสียหายตามความจริง  แต่อย่างไรก็ตามเจ้าหนี้ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเบี้ยปรับที่ริบมานั้นน้อยกว่าค่าเสียหายที่แท้จริงหากปรากฏว่าเบี้ยปรับมากกว่าค่าเสียหายแล้ว เจ้าหนี้ย่อมไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายเพิ่มอีก
 
          หากเจ้าหนี้เลือกที่จะให้ลูกหนี้ชำระหนี้โดยเจาะจงตามสัญญาเดิม สิทธิในการเรียกเอาเบี้ยปรับเป็นอันระงับไป และยังสามารถที่จะเรียกเอา “ค่าเสียหาย” ได้ ซึ่ง “ค่าเสียหาย” นี้อาจมากกว่า  น้อยกว่า หรือเท่ากับเบี้ยปรับก็ได้ ทั้งนี้เจ้าหนี้อาจพิสูจน์โดยถือเอาเบี้ยปรับเป็นฐานแห่งค่าเสียหายน้อยที่สุดก็ได้ (ฎีกา ๕๕๖/๒๕๑๑ )
 
          ๒.เมื่อลูกหนี้ชำระหนี้แล้วแต่ชำระหนี้ไม่ถูกต้องครบถ้วน  เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้และเรียกเอาเบี้ยปรับอันจะพึงริบได้ ต่างกับกรณีข้างต้นที่หากเจ้าหนี้เรียกให้ชำระหนี้จะเรียกเบี้ยปรับไม่ได้ นอกจากนี้ยังสามารถเรียกค่าสินไหมทดแทนตามจริงได้อีก อย่างไรก็ตามการเรียกให้ชำระหนี้และจะเรียกเบี้ยปรับด้วยนั้นเจ้าหนี้ต้องบอกสงวนสิทธิต่อลูกหนี้เวลารับชำระหนี้ไว้ด้วย ฉะนั้นเมื่อลูกหนี้ชำระหนี้ไม่ถูกต้องครบถ้วน
 
          -เจ้าหนี้รับชำระหนี้ต่อไปและบอกสงวนสิทธิไว้ จึงเรียกเบี้ยปรับได้
 
          -เจ้าหนี้เรียกเอาเบี้ยปรับและไม่บอกสงวนสิทธิไว้ยังเรียกให้ชำระหนี้ต่อไปได้
 
          -หรือในทางสุดท้ายเจ้าหนี้จะเรียกเบี้ยปรับ และบอกเลิกสัญญาเลยก็ได้
 
*มีข้อสังเกตตามมาตรา ๓๘๓ ข้างต้นว่าหากปรากฏเบี้ยปรับสูงเกินส่วนศาลมีอำนาจลดลงให้เป็นจำนวนที่พอสมควรได้
  
          มัดจำ (มาตรา ๓๗๗)
 
          มัดจำ หมายความถึง เงินหรือสิ่งที่มีค่าอื่นๆ ที่คู่สัญญาได้ส่งมอบให้ไว้แก่กันเมื่อเข้าทำสัญญาอันจะเป็นการประกันการปฏิบัติการตามสัญญาและเป็นหลักฐานว่าสัญญาได้ทำขึ้นแล้ว โดยทั่วไปสัญญากำหนดข้อตกลงเกี่ยวกับมัดจำจะรวมอยู่ในสัญญาเดียวกับสัญญาประธาน ดังนั้นหากได้ปฏิบัติตามสัญญาประธานเสร็จสิ้นแล้ว ก็ต้องส่งคืนมัดจำให้แก่ฝ่ายที่วางไว้
 
          ลักษณะสำคัญของมัดจำเป็นดังนี้
 
          ๑.เป็นเงินหรือสิ่งมีค่าอื่นๆซึ่งมีค่าในตัวเอง
 
         ๒.ส่งมอบให้แก่กันไว้เมื่อขณะเข้าทำสัญญา แสดงว่ามัดจำต้องเป็นสังหาริมทรัพย์ซึ่งสามารถส่งมอบไว้แก่กันได้
 
          ๓.การส่งมอบนั้นมิใช่เป็นการชำระหนี้ล่วงหน้าเพราะมัดจำนั้นจะต้องส่งคืนเมื่อชำระหนี้แทน
 
          ๔.ในสัญญาอาจใช้คำอื่นแทนคำว่า “มัดจำ” ก็ได้ เช่นวางประจำ
 
          ผลของการวางมัดจำ (มาตรา ๓๗๘) แยกพิจารณาได้ว่า หากลูกหนี้ได้ชำระหนี้ถูกต้องให้แก่เจ้าหนี้ตามสัญญาแล้ว เจ้าหนี้ต้องส่งมอบมัดจำแก่ลูกหนี้ ประการหนึ่ง   อีกประการหนึ่งเมื่อลูกหนี้ไม่มีการชำระหนี้เพราะ
 
          ก.ผู้วางมัดจำเป็นฝ่ายที่กระทำการไม่ให้การชำระหนี้ปฏิบัติลงได้ เช่น อาจเกิดจากการชำระหนี้พ้นวิสัย หรือถูกบอกเลิกสัญญา คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิริบมัดจำ
 
          ข.ผู้รับมัดจำเป็นฝ่ายที่กระทำการให้การชำระหนี้ปฏิบัติมิได้ ผู้นั้นก็ต้องคืนมัดจำไป
 
          ฎีกาที่ ๑๓๖/๒๕๐๙ ในสัญญามีข้อตกลงเกี่ยวกับเบี้ยปรับ มัดจำไว้ปรากฏว่าต่างฝ่ายต่างตกลงใจเลิกโดยปริยายโดยไม่ติดใจเรียกร้องอะไรแก่กันอีก มัดจำ เบี้ยปรับย่อมหมดสิ้นไป
  
ความแตกต่างระหว่างมัดจำและเบี้ยปรับ
 
๑.      -มัดจำเป็นสิ่งที่ให้ไว้เพื่อยืนยันว่าสัญญาได้ทำกันแล้วหรือเป็นประกันว่าจะปฏิบัติตามสัญญา
 
-เบี้ยปรับ เป็นเงินที่ลูกหนี้สัญญาแก่เจ้าหนี้ว่าจะใช้ให้แก่เจ้าหนี้เมื่อตนไม่ชำระหนี้ หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องครบถ้วน เมื่อลูกหนี้ผิดนัด เจ้าหนี้ก็ริบได้ทันที
 
๒.  -มัดจำต้องเป็นสิ่งที่ได้ให้ไว้ใน “วันทำสัญญา” ดังนั้นแม้จะระบุสิ่งใดไว้เป็นมัดจำ แต่หากถ้ายังไม่ได้ส่ง 
 
      มอบไว้ในวันทำสัญญาก็ไม่ใช่มัดจำ
 
     -เบี้ยปรับ เป็นการตกลงค่าเสียหายไว้ล่วงหน้า ไม่ต้องส่งมอบในวันทำสัญญา
 
๓.  -เงินดาวน์ที่จ่ายในวันทำสัญญา แต่ตกลงให้เป็นส่วนหนึ่งของราคาทรัพย์สินที่แบ่งชำระล่วงหน้า ไม่ได้ให้
 
      เพื่อประกันการปฏิบัติตามสัญญา ไม่ถือว่าเป็นมัดจำ
 
     -เบี้ยปรับมี ๒ กรณีด้วยกัน คือ ๑.กรณีลูกหนี้ไม่ชำระหนี้   ๒.กรณีชำระหนี้แต่ไม่ถูกต้องครบถ้วนเช่น    
 
      ล่าช้า,ไม่ครบถ้วนหรือชำรุดบกพร่อง
 
๔.  –เงินมัดจำริบได้ เมื่ออีกฝ่ายผิดสัญญา ละเลยไม่ชำระหนี้และเจ้าหนี้มีสิทธิเรียกให้ชำระหนี้ได้
 
     -กรณีลูกหนี้ไม่ชำระหนี้เลย เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้หรือเรียกเอาเบี้ยปรับแทนการชำระหนี้ 
 
      ได้เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น ดังนั้น เมื่อเจ้าหนี้เรียกเอาเบี้ยปรับแล้ว ก็ไม่มีสิทธิเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้อีก
 
๕.  –การฟ้องคดีเรียกมัดจำคืน ไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีอายุความ ๑๐ ปี
 
     -กฎหมายไม่ได้บัญญัติเรื่องอายุความของเบี้ยปรับไว้โดยเฉพาะ ดังนั้นจึงต้องใช้อายุความทั่วไปคือ ๑๐ ปี



เบี้ยปรับ มัดจำ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เบี้ยปรับ (มาตรา ๓๗๙,๓๘๔) | เจาะหลัก สกัดฎีกา 5 ดาว เตรียมสอบ 3 สนาม อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

จำนวนผู้ชม : 6093 ครั้ง
ลงวันที่ 26/08/2014 04:14:37





ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน