หัวข้อ : สรุปคำบรรยาย ฎีกาละเมิด เนติ 1/67 26 พฤษภาคม 2557
หมวดหมู่ : สกัดหลัก กฎหมายแพ่ง ฎีกาเด่น 5ดาว (เตรียมสอบ 3 สนาม)







สรุปคำบรรยาย ฎีกาละเมิด บรรยาย โดยอาจารย์เพ็ง เพ็งนิติ
26 พฤษภาคม 2557

ข้อมูลชุดสรุปคำบรรยาย แบ่งปัน เผยแพร่ เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา โดยคุณ Kty ning
---------------------------------



ละเมิด ป.พ.พ. มาตรา 420
มาตรา 420 ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่น โดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่า ผู้นั้นทำละเมิด จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น
****จากหลักกฎหมายดังกล่าวสามารถแยกหลักเกณฑ์ ได้ 3 ประการ ดังนี้ ****
1.ผู้ใดทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดต่อกฎหมาย
2.กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ
3.ให้เขาต้องเสียหาย

หลักเกณฑ์ข้อที่ 1 แยกถ้อยคำเป็นองค์ประกอบได้ดังนี้ 
“ผู้ใด” หมายถึงผู้ทำละเมิด จะเป็นผู้เยาว์หรือคนชราก็ได้ทั้งสิ้น ในส่วนของผู้เยาว์นั้น ตามหลักในเรื่องความสามารถของบุคคล เป็นเพียงข้อจำกัดในเรื่องของความสามารถในการทำนิติกรรมเท่านั้น แต่ละเมิดเป็นนิติเหตุ ดังนั้นผู้เยาว์ หรือแม้แต่คนวิกลจริต ก็สามารถเป็นผู้ทำละเมิดได้ทั้งสิ้น
ส่วน สัตว์ หรือทรัพย์สิ่งของ จะเป็นผู้ทำละเมิดไม่ได้ หากความเสียหายเกิดขึ้นจากสัตว์ (ม.433) หรือทรัพย์สิ่งของ กรณีดังกล่าวนี้ บุคคลที่เกี่ยวข้องกับสัตว์หรือทรัพย์ ต้องเป็นผู้รับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เพราะสัตว์หรือทรัพย์สิ่งของจะทำละเมิดไม่ได้ ผู้ที่จะทำละเมิดได้ต้องเป็นบุคคล ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็ได้
กรณีของนิติบุคคลนั้น ความประสงค์ของนิติบุคคลย่อมแสดงออกโดยผู้แทนของนิติบุคคล ตาม ป.พ.พ.มาตรา 70 หากผู้แทนฯกระทำภายในกรอบวัตถุประสงค์ของนิติบุคคล และเป็นละเมิด ต้องถือว่าผู้แทนฯกระทำละเมิดโดยตรง ส่วนนิติบุคคลต้องรับผิดเพื่อละเมิดของผู้แทนฯตาม มาตรา 76 แต่หากผู้แทนฯทำนอกกรอบวัตถุที่ประสงค์ของนิติบุคคล ผู้แทนฯต้องรับผิดเป็นส่วนตัว

“ทำ” หมายถึงการเคลื่อนไหวร่างกายโดยรู้สำนึก ไม่ใช่กระทำโดยละเมอ การเคลื่อนไหวร่างกายเพราะละเมอ อาจถือว่าไม่มีการกระทำ เพราะไม่อยู่ภายใต้บังคับของจิตใจ เมื่อไม่มีการการะทำ ก็ไม่เข้าหลักเกณฑ์ข้อนี้ จึงไม่ต้องรับผิดฐานละเมิด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8743/2544 จำเลยปัญญาอ่อนถึงขนาดไม่อาจรู้ได้ว่าการตัดต้นไม้หวงห้ามเป็นผิดกฎหมาย กรณีจึงมิใช่จำเลยกระทำผิดในขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบเพราะมีจิตบกพร่องตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 65 วรรคหนึ่งเท่านั้น แต่ถึงขั้นที่ถือได้ว่าจำเลยกระทำโดยมิได้รู้สำนึกในการที่กระทำทั้งมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด การกระทำของจำเลยจึงไม่มีความผิด เพราะขาดเจตนาตามมาตรา 59
*** ละเมิดต้องมีการกระทำ หากไม่มีการกระทำจะไปบัญญัติ “ระเบียบ”ขึ้นมา เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาต้องร่วมรับผิดกับผู้ใต้บังคับบัญชา โดยที่ไม่มีการกระทำหาได้ไม่ ทั้งระเบียบก็ไม่ใช่กฎหมาย**
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 388/2506 ระเบียบของกระทรวงมหาดไทยที่ให้นายกเทศมนตรี ปลัดเทศบาลสมุหบัญชีต้องร่วมรับผิดชดใช้เงินคืนให้แก่เทศบาลในกรณีมีการทุจริตอันเกี่ยวกับการรักษาเงินขึ้นนั้นไม่ใช่กฎหมายจะยกเอาระเบียบดังกล่าวนี้ขึ้นวินิจฉัยว่าบุคคลดังกล่าวจะต้องเป็นผู้รับผิดชดใช้เงินแทนในทันทีขณะทราบว่ามีการทุจริตขึ้นโดยมิต้องสอบสวนว่าบุคคลดังกล่าวจะต้องรับผิดจริงหรือไม่เสียก่อนหาได้ไม่
“การละเว้นหรืองดเว้น” มีความหมายอย่างเดียวกับที่บัญญัติไว้ใน ป.อ.มาตรา 59 วรรคท้าย ซึ่งจะถือเป็นการละเว้นหรืองดเว้น บุคคลนั้นต้องมีหน้าที่จะต้องกระทำเพื่อป้องกันผลนั้นด้วย หน้าที่อาจแยกพิจารณาได้ 3 ประการ คือ
1.หน้าที่ที่เกิดจากกฎหมายบัญญัติ
2.หน้าที่ที่เกิดจากสัญญา
3.หน้าที่ที่เกิดจากการกระทำครั้งก่อนๆ
นอกเหนือจาก 3 กรณีนี้ถือว่าไม่มีหน้าที่ ไม่มีการกระทำ จึงไม่ต้องรับผิดฐานละเมิด 

**1.หน้าที่ที่เกิดจากกฎหมายบัญญัติ***

1.1 .ในครอบครัว เช่น ตาม ป.พ.พ.มาตรา 1564 ที่บัญญัติให้บิดามารดาต้องดูแลบุตรผู้เยาว์ฯ หรือกรณีตาม ป.พ.พ.มาตรา 1563 ที่บัญญัติให้บุตรต้องดูแลบิดามารดา หรือสามาภรรยาต้องดูแลซึ่งกันและกัน ตาม มาตรา 1461 วรรคสอง เป็นต้น
1.2 เทศบาลหรือกรุงเทพมหานครฯหรือ กรมทางหลวง มีหน้าที่บำรุงรักษา ทาง หรือสะพาน หากไม่ดูแลถือว่าละเว้นหรืองดเว้น เพราะถือว่ามีกฎหมายบัญญัติไว้ให้มีหน้าที่ดูแล
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1201/2502 จำเลยเป็นเทศบาลละเว้นหน้าที่อันจะต้องกระทำ กล่าวคือจัดให้ถมบ่อทำให้เป็นพื้นเดียวกับพื้นถนนเสียก่อนที่จะเปิดถนนให้รถผ่านไปมาได้ ทั้งยังปรากฏว่า จำเลยมิได้จัดให้มีสิ่งกีดกั้นบ่อนี้เป็นเครื่องหมายให้สดุดตาแก่ผู้คนที่ผ่านไปมา และในเวลากลางคืนก็มิได้จัดให้มีโคมไฟจุดให้ความสว่างตามสมควร จำเลยย่อมเห็นได้อยู่แล้วว่าเป็นสิ่งอันตรายแก่รถและผู้คนสัญจรไปมาอย่างมากที่จะปล่อยให้มีบ่ออยู่เช่นนั้น จนเป็นเหตุให้รถโจทก์ขับไปชนขอบบ่อนี้เข้าและเกิดการเสียหายขึ้น ดังนี้ต้องถือว่าเป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับ ความเสียหายจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 769/2513 จำเลยซึ่งเป็นเทศบาลมีหน้าที่ดูแลสะพานให้มีความมั่นคงแข็งแรง การที่จำเลยปล่อยปละละเลยให้สะพานผุพัง ราวสะพานเป็นช่องโหว่อยู่ก่อนผู้เสียหายตกลงไปไม่รีบซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยปลอดภัย นับว่าเป็นการประมาทเลินเล่อของจำเลยอันเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้เสียหายเมื่อพิเคราะห์ถึงการที่โจทก์ตกสะพานไป โดยไม่เดินอย่างคนธรรมดามัวแต่จับตาอยู่ดูการชกต่อยระหว่างเด็ก 2 คน เสียและเอาหลังพิงราวสะพานเอามือรูดไปจนถึงช่องโหว่จนตกไป เช่นนี้ เหตุที่เกิดขึ้นเป็นเพราะความผิดของโจทก์อยู่ด้วย ถือได้ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นเพราะความผิดของโจทก์มีส่วนประกอบด้วย ค่าสินไหมทดแทนอันโจทก์ควรจะได้รับมากน้อยเพียงใด จึงต้องอาศัยพฤติการณ์แห่งกรณีดังกล่าวข้างต้นเป็นประมาณตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 223
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 761/2518 เทศบาลจำเลยมีหน้าที่ซ่อมแซมถนน จำเลยไม่ทราบว่ามีทางเท้าเป็นหลุมขนาดใหญ่มา 2 ปี จำเลยไม่ซ่อมเป็นเหตุให้โจทก์เดินตกลงไปซึ่งโจทก์คาดหมายได้ว่าทางสาธารณะจะไม่มีหลุมเช่นนั้น จำเลยประมาทเลินเล่อฝ่ายเดียว จำเลยไม่สืบพยานแก้ในข้อค่าเสียหายไม่ถือว่ายอมรับตามที่โจทก์นำสืบ ศาลกำหนดให้ได้ตามควร
***กรณีที่เทศบาลหรือกรุงเทพมหานครฯหรือกรมทางหลวง ว่าจ้างผู้รับเหมาให้ก่อสร้างหรือซ่อมแซมถนน ต้องถือว่าหน่วยงานของรัฐยังไม่หลุดพ้นจากหน้าที่ จะอ้างว่าผู้รับเหมายังไม่ส่งมอบงานหรืออ้าง ป.พ.พ.มาตรา 428 ในฐานะผู้ว่าจ้างไม่ต้องรับผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำและเกิดความเสียหายต่อบุคคลภายนอก หาได้ไม่ ****
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3057/2530 จำเลยที่ 2 ที่ 3 ทำสัญญากับกรุงเทพมหานคร จำเลยที่ 1 รับจ้างปรับปรุงถนน การปรับปรุงถนนดังกล่าวจำเลยที่ 2 ที่ 3 ได้ทำทางเบี่ยงไว้แต่มิได้ติดตั้งไฟสัญญาณให้มองเห็นในเวลากลางคืน ผู้ตายขับรถยนต์มาตามปกติถึงบริเวณที่เกิดเหตุซึ่งมืดมากจึงชนเกาะกลางถนนถึงแก่ความตายดังนี้ เป็นความประมาทเลินเล่อของจำเลยฝ่ายเดียว จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 2 ที่ 3 จะอ้างว่าจำเลยที่ 2 ยังไม่ได้ส่งมอบงานหรืออ้างว่าเป็นผู้ว่าจ้างไม่ต้องร่วมรับผิดในความเสียหายต่อบุคคลภายนอกตาม ป.พ.พ มาตรา 428 ไม่ได้ เพราะตนมีหน้าที่จัดให้มีและบำรุงรักษาทางบก ทางน้ำ และทางระบายน้ำ ตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2518 มาตรา 66(2).
1.3 นิติบุคคลอาคารชุด มีหน้าที่ดูแลเฉพาะทรัพย์ส่วนกลางเท่านั้น ไม่หมายรวมถึงห้องชุด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3220/2553 การกระทำอันเป็นละเมิดนั้นต้องเป็นการประทุษกรรมต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมาย หรือละเว้นไม่กระทำในสิ่งที่กฎหมายบัญญัติให้กระทำ หรือที่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลิ่นเล่อ การละเว้นไม่กระทำในสิ่งที่กฎหมายไม่ได้บัญญัติให้กระทำหรือตนไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องกระทำนั้นหาเป็นละเมิดไม่ เมื่อนิติบุคคลอาคารชุดมีหน้าที่จัดการและดูแลเฉพาะทรัพย์ส่วนกลางซึ่งหมายถึง ส่วนของอาคารชุดที่มิใช่ห้องชุด ที่ดินที่ตั้งอาคารชุดและที่ดินหรือทรัพย์สินอื่นที่มีไว้เพื่อใช้เพื่อประโยชน์ร่วมกันสำหรับเจ้าของร่วมตาม พ.ร.บ.อาคารชุดฯ มาตรา 4 วรรคสามเท่านั้น นิติบุคคลอาคารชุดจึงไม่มีหน้าที่ดูแลรักษาห้องชุดซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนบุคคลตามมาตรา 4 วรรคสองแต่อย่างใด ดังนั้นการที่พนักงานรักษาความปลอดภัยของนิติบุคคลอาคารชุดจำเลยที่ 1 มิได้ใช้ความระมัดระวังดูแลตรวจตราอาคารชุดโดยใกล้ชิดและมีคนร้ายเข้าไปลักทรัพย์ในห้องชุดของโจทก์จึงถือไม่ได้ว่าการลักทรัพย์เกิดจากการที่จำเลยที่ 1 งดเว้นหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดฐานละเมิดต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420

1.4 เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ทำตามหน้าที่
“พนักงานสอบสวน” กรณีไปยึดของกลางมา พนักงานสอบสวนต้องเก็บรักษาให้ดี หากปล่อยปละละเลยไม่เก็บรักษาให้ดี เป็นเหตุให้ทรัพย์ของกลางหาย ถือว่าพนักงานสอบสวนไม่ดูแลทรัพย์ของกลางที่ยึดมา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5763/2541 รถยนต์โดยสารของโจทก์ได้เกิดอุบัติเหตุมีผู้โดยสารตกจากรถของโจทก์ จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานตำรวจมีฐานะ เป็นผู้ช่วยพนักงานสอบสวนได้กระทำการโดยนำรถคันที่เกิดเหตุ มาจอดไว้ที่ริมถนนหน้าสถานีตำรวจเพื่อมิให้กีดขวาง ทางจราจรตามคำสั่งของพนักงานสอบสวน ต่อมาอุปกรณ์ในรถของโจทก์สูญหายในขณะอยู่ในความครอบครองดูแลของ พนักงานสอบสวน เหตุละเมิดซึ่งทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายได้เกิดขึ้นแล้ว หากแต่มิได้เกิดขึ้นในขณะอยู่ในความรับผิดชอบของจำเลยที่ 1 แต่เกิดขึ้นในขณะอยู่ในความรับผิดชอบของพนักงานสอบสวน การที่พนักงานสอบสวนมีคำสั่งยึดรถเนื่องจากรถที่สั่งยึดเกิดอุบัติเหตุ จึงเป็นการปฏิบัติราชการตามหน้าที่ในฐานะผู้แทนของจำเลยที่ 2 เมื่อพนักงานสอบสวนนำรถไปจอดอยู่ที่ฝั่งตรงข้ามสถานีตำรวจโดยมิได้จัดให้มีผู้ดูแลรักษาตามสมควร เป็นเหตุให้อุปกรณ์ในรถสูญหายไปบางส่วน จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนิติบุคคลจึงต้องรับผิด ต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 76 ไม่ว่าผู้แทนของโจทก์ที่ก่อให้เกิดความเสียหายนั้นจะเป็น จำเลยที่ 1 หรือพนักงานสอบสวน จำเลยที่ 2 ก็ปฏิเสธ ความรับผิดไม่ได้

“กรณีไม่ช่วยคนที่ตกอยู่ในอันตราย” ป.อ.มาตรา 374 เป็นหน้าที่ตามศีลธรรมเท่านั้น ไม่ใช่หน้าที่ตามกฎหมาย แม้ช่วยได้แต่ไม่ช่วยก็ไม่ถือว่างดเว้นอันจะเป็นละเมิด
“ตำรวจไม่ทำตามหน้าที่” พนักงานตำรวจมีหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อย ป้องกันไม่ให้ผู้ใดกระทำผิดเท่านั้น แต่ไม่มีหน้าที่โดยตรงป้องกันมิให้ทรัพย์ของผู้ใดถูกลัก หรือป้องกันมิให้ร่างกายของผู้ใดถูกทำร้าย แต่ถ้ามีหน้าที่โดยตรงในการอารักขาไม่ให้บุคคลสำคัญหรือนักการเมืองคนใดถูกทำร้าย แล้วไม่เข้าขัดขวางป้องกันมิให้คนร้ายทำร้ายบุคคลดังกล่าวอย่างนี้ถือว่ามีหน้าที่และอาจเป็นผู้สนับสนุน หรือกรณีที่ร้านทองจ้างตำรวจมาดูแลความปลอดภัย อย่างนี้ถือว่าตำรวจมีหน้าที่
“หน้าที่ที่เกิดจากระเบียบ” หากเป็นระเบียบที่กฎหมายให้อำนาจไว้ให้ออกระเบียบ แล้วมีการฝ่าฝืน ก็ถือเป็นการละเว้นจากหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติไว้เช่นกัน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1257/2493 กระทรวงพาณิชย์ส่งผ้ามาให้ข้าหลวงประจำจังหวัดเพื่อขายแก่ชาวนา ข้าหลวงประจำจังหวัดมอบให้อำเภอเป็นผู้ขาย นายอำเภอจึงแต่งตั้งปลัดอำเภอ และเจ้าหน้าที่อื่นเป็นกรรมการขายผ้า ดังนี้ เมื่อปลัดอำเภอผู้ได้รับการแต่งตั้งทำผิดหน้าที่จนเกิดการเสียหายขึ้น กระทรวงพาณิชย์ย่อมมีอำนาจเป็นโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากปลัดอำเภอผู้นั้นได้
การขายผ้ามีระเบียบว่า เงินได้จากการขายให้ส่งต่อคณะกรรมการอำเภอรวบรวมส่งคณะกรรมการจังหวัดเป็นการด่วน ถ้าวันใดได้เงินที่ได้รับมีจำนวนถึงหมื่นบาท ให้คณะกรรมการอำเภอรีบส่งเงินแก่จังหวัดเสียคราวหนึ่งก่อนห้ามมิให้เก็บเงินที่ได้จากการขายผ้าไว้ที่อำเภอเกินกว่าจำนวนหมื่นบาท ดังนี้เมื่อปลัดอำเภอขายผ้าได้เงินเกินหมื่นบาท แล้วไม่นำส่งจังหวัด กลับเอาไปเก็บไว้ในเซฟของอำเภอจนมีผู้ร้ายไขเซฟลักเงินจำนวนนี้ไป ต้องถือว่า ปลัดอำเภอผู้นั้นมิได้ปฏิบัติตามระเบียบโดยตรงและต้องรับผิดใช้เงินจำนวนนี้
**2.หน้าที่ที่เกิดจากสัญญา*** 
หน้าที่ที่เกิดจากสัญญานั้นไม่เพียงแต่มีหน้าที่ต่อคู่สัญญาเท่านั้น แต่ต้องมีหน้าที่ไม่ให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลภายนอกด้วย หากเกิดความเสียหายขึ้นต่อบุคคลภายนอก ต้องถือว่าเป็นการทำละเมิดต่อบุคคลภายนอกเช่นกัน เช่น จ้างพี่เลี้ยงมาดูแลเด็ก หากพี่เลี้ยงไม่พอใจนายจ้าง จึงแกล้งให้เด็กจมน้ำตาย เช่นนี้ถือว่าพี่เลี้ยงทำละเมิดต่อเด็กเช่นกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1640/2506 (ประชุมใหญ่)
การทำละเมิดนั้น หมายความรวมทั้งการกระทำและการละเว้นในเมื่อมีหน้าที่ต้องกระทำเพื่อป้องกันผลเสียหายด้วย ฉะนั้น เมื่อลูกจ้างของจำเลยผู้ดำเนินกิจการรถไฟมีหน้าที่ตามกฎหมายต้องป้องกันภัยในการที่จะเดินรถไฟผ่านข้ามถนน ละเลยไม่ปิดแผงกั้นถนนขณะรถไฟผ่าน เป็นเหตุให้รถไฟของจำเลยชนรถยนต์โจทก์เสียหาย ต้องถือว่าเป็นการละเมิดในทางการที่จ้าง ซึ่งจำเลยผู้เป็นนายจ้างต้องรับผิดด้วย
“ผู้รับเหมา” ที่รับเหมาก่อสร้างสะพานหรือซ่อมแซมถนน หากยังดำเนินการไม่เรียบร้อย ต้องติดตั้งสัญญาณจราจรต่างๆ การไม่ติดตั้งถือเป็นการงดเว้น เป็นละเมิด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1506/2516 บริษัทจำเลยที่ 3 ทำการก่อสร้างถนนโดยได้ทำสัญญารับจ้างกับกรมทางหลวงตามรายการต่อท้ายสัญญาจ้าง ปรากฏว่าถนนที่ซ่อมและทำใหม่ตามแบบกว้าง 12 เมตร เป็นผิวจราจร 7เมตร เป็นไหล่ถนนข้างละ 2 เมตรครึ่ง บริษัทจำเลยที่ 3 ต้องซ่อมแซมทั้งผิวจราจรและต้องเอาดินลูกรังถมไหล่ถนนให้สูงขึ้นด้วย และเป็นผู้รับผิดชอบต่อความเสียหายใดๆ อันเกิดแก่อาคารที่อยู่ใกล้เคียง หรือบุคคลภายนอกเนื่องจากการกระทำใดๆ ในงานนี้ ต้องให้การจราจรผ่านไปมาได้โดยสะดวก และจะต้องทำและติดตั้งป้ายจราจรเครื่องหมาย ไม้กั้น และสิ่งประกอบอื่นๆ เพื่อความปลอดภัยแก่การจราจรตั้งแต่เริ่มงานก่อสร้างจนกระทั่งงานเสร็จ แต่บริษัทจำเลยที่ 3 ไม่ติดตั้งป้ายหรือเครื่องหมายเตือนผู้ขับขี่รถให้ทราบว่ามีการก่อสร้างซ่อมถนนอยู่ข้างหน้า ไม่รดน้ำไหล่ถนนที่ถมด้วยดินลูกรังซึ่งตนซ่อมแซมอยู่ เป็นเหตุให้เกิดฝุ่นตลบ อันเป็นเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้จำเลยที่ 1 ซึ่งขับรถของจำเลยที่ 2ผู้เป็นนายจ้าง สวนทางกับรถโจทก์ในถนนตรงนั้น ขับแซงรถคันอื่นเข้าชนรถโจทก์ด้วยความประมาท ทำให้รถโจทก์เสียหาย บริษัทจำเลยที่ 3 ก็ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้กระทำต่อโจทก์ด้วย จะอ้างว่าไม่จำเป็นต้องรดน้ำไหล่ถนนให้ชุ่มอยู่เสมอ เพราะการรดน้ำก็เพื่อจะทำให้ดินแน่นเท่านั้น ไม่ใช่ถึงขนาดไม่ให้มีฝุ่น ดังนี้ หาได้ไม่
“โรงเรียนและครู” มีหน้าที่ตามสัญญาที่ต้องดูแลเด็กเล็กไม่ให้เกิดอันตราย นอกเหนือจากการสอนหนังสือแล้ว ก็ต้องดูแลความปลอดภัย
“ธนาคาร” มีหน้าที่ต่อลูกค้าที่มีบัญชีเงินฝากกับทางธนาคาร
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 581/2525 
จำเลยเป็นธนาคาร ละเลยไม่เรียกเก็บเงินตามเช็คให้โจทก์ซึ่งเป็นลูกค้า ทั้ง ๆ ที่เงินในบัญชีของผู้สั่งจ่ายเช็คนั้นมีพอที่จะหักเข้าบัญชีให้โจทก์ได้ก่อนและบัญชีของผู้สั่งจ่ายก็อยู่ในธนาคารจำเลยเอง เป็นเหตุให้เงินในบัญชีของผู้สั่งจ่ายกลับไม่พอชำระหนี้ตามเช็คให้โจทก์เพราะได้มีการถอนเงินรายอื่นหลายรายการจากบัญชีของผู้สั่งจ่ายในวันนั้น และจำเลยก็มิได้แจ้งเหตุขัดข้องและคืนเช็คให้โจทก์ จำเลยจึงต้องรับผิด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6280/2538
ลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาทปลอมมิใช่ลายมือของโจทก์ดังนั้นจำเลยจึงไม่อาจบังคับการใช้เงินจากโจทก์ซึ่งเป็นคู่สัญญาได้จำเลยจึงหาหลุดพ้นความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1008วรรคหนึ่ง จำเลยประกอบธุรกิจการธนาคารเป็นที่ไว้วางใจของประชาชนการรับฝากเงินเป็นธุรกิจอย่างหนึ่งของจำเลยและการจ่ายเงินตามเช็คที่มีผู้มาขอเบิกเงินจากธนาคารเป็นงานส่วนหนึ่งของจำเลยซึ่งจะต้องปฏิบัติอยู่เป็นประจำจำเลยย่อมมีความชำนาญในการตรวจสอบลายมือชื่อในเช็คยิ่งกว่าบุคคลธรรมดาทั้งต้องมีความระมัดระวังในการจ่ายเงินตามเช็คยิ่งกว่าวิญญูชนทั่วไปการที่จำเลยจ่ายเงินตามเช็คพิพาท2ฉบับโดยที่ลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายปลอมจึงเป็นการขาดความระมัดระวังเป็นการกระทำละเมิดและผิดสัญญาฝากทรัพย์ต่อโจทก์จำเลยจะอ้างขอตกลงตามคำขอเปิดบัญชีกระแสรายวันที่ว่าจำเลยต้องเก็บรักษาสมุดในที่ปลอดภัยและถ้าสมุดเช็คหายต้องแจ้งให้โจทก์ทราบทันทีเป็นข้อยกเว้นว่าโจทก์ตกอยู่ในฐานเป็นผู้ต้องตัดบทมิให้ยกข้อลายมือชื่อปลอมขึ้นเป็นข้อต่อสู้ตามมาตรา1008วรรคหนึ่่งตอนท้ายหาได้ไม่ จำเลยมอบสมุดเช็คไว้ให้แก่โจทก์เพื่อสั่งจ่ายเงินตามเช็คก่อนหน้านั้นเช็คพิพาท2ฉบับรวมอยู่ในสมุดเช็คที่อยู่ในความครอบครองของโจทก์ข้อเท็จจริงที่ว่าเช็คพิพาทตกไปอยู่ในความครอบครองของบุคคลอื่นจนกระทั่งสามารถนำแบบพิมพ์เช็คทั้งสองฉบับมาปลอมลายมือชื่อโจทก์ได้นั้นเป็นการแสดงให้เห็นว่าโจทก์ละเลยไม่ระมัดระวังในการดูแลรักษาแบบพิมพ์เช็คดังกล่าวอันถือได้ว่าโจทก์มีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายด้วยการกำหนดค่าเสียหายแก่โจทก์เพียงใดต้องอาศัยพฤติการณ์เป็นประมาณศาลกำหนดให้จำเลยใช้เงินตามเช็คพิพาทเพียงบางส่วน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11029/2553
จำเลยที่ 1 ทุจริตยักยอกเงินของโจทก์โดยเพิ่มเติมจำนวนตัวเลขและตัวหนังสือในเช็คเงินสดที่เรือนจำกลางชลบุรีสั่งจ่ายในนามของจำเลยที่ 1 เพื่อให้จำเลยที่ 1 นำไปเบิกถอนเงินมาจ่ายให้แก่เจ้าหน้าที่ แต่จำเลยที่ 1 ใช้เช็คขอเบิกเงินสดถึง 15,558,406 บาท เป็นการใช้เช็คเบิกเงินสดที่มากผิดปกติ เช่นนี้ โดยหน้าที่ตามสัญญารับฝากเงินตาม ป.พ.พ. มาตรา 659 วรรคสาม และตามระเบียบภายในของธนาคารจำเลยที่ 2 พนักงานผู้ทำหน้าที่ตรวจรับเช็คและอนุมัติจ่ายเงินควรที่จะต้องเพิ่มความระมัดระวังและพิจารณาด้วยความรอบคอบ และควรที่จะสงสัยถึงขนาดที่ควรจะสอบถามเรือนจำกลางชลบุรี ผู้สั่งจ่ายว่าได้ออกเช็คจ่ายเงินจำนวนมากดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 มาเบิกเงินสดไปจริงหรือไม่ การที่พนักงานของจำเลยที่ 2 ไม่ได้สอบถามผู้สั่งจ่าย และยอมจ่ายเงินตามที่ระบุในเช็คดังกล่าวไป ถือได้ว่าเป็นการละเว้นไม่กระทำการที่จะต้องกระทำเป็นการผิดสัญญารับฝากเงินและเป็นละเมิดด้วย
**3.หน้าที่ที่เกิดจากการกระทำครั้งก่อนๆ*** 
เป็นเรื่องที่ผู้ทำละเมิดกับผู้เสียหาย ไม่มีนิติสัมพันธ์กันมาก่อน แต่เนื่องจากมีการกระทำครั้งก่อนๆของตนจึงทำให้เกิดหน้าที่ขึ้นมา กลายเป็นหน้าที่ที่ควรกระทำตามสมควร ถ้าตนไม่ทำในตอนแรกก็ไม่มีหน้าที่หน้าที่ตามมา

***การปล่อยกระแสไฟฟ้าเพื่อป้องกันทรัพย์ในบ้าน ถือว่ามีหน้าที่ต้องระวังมิให้เกิดอันตรายต่อเพื่อนบ้าน ถือว่ามีหน้าที่อันเกิดจากการกระทำครั้งก่อนของตน***
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 646/2513
จำเลยปล่อยกระแสไฟฟ้าไว้ที่ลวดหนามซึ่งขึงอยู่ด้านในของเสารั้วภายในเขตบ้านจำเลย โดยมีรั้วไม้ไผ่ที่ด้านนอกของเสา แต่รั้วไม้ไผ่ชำรุดโจทก์อยู่บ้านติดต่อกับจำเลยเอื้อมมือไปเก็บผ้าซึ่งปลิวไปติดรั้วบ้านจำเลยมือไปถูกลวดหนาม ถูกกระแสไฟฟ้าดูดได้รับบาดเจ็บ ดังนี้ จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ในฐานละเมิด
กระทำละเมิดต่อผู้อื่นโดยประมาทเลินเล่อ แม้จะทำภายในบริเวณบ้านของตนผู้กระทำก็ต้องรับผิด

*****การละเว้นหรืองดเว้น ต้องเป็นผลโดยตรงให้เกิดความเสียหาย หากความเสียหายเกิดจากเหตุอื่น แม้จะมีการละเว้นต่อหน้าที่ แต่เมื่อความเสียหายนั้นมิได้เกิดจากการละเว้น ก็ไม่เป็นละเมิด******

ครูไม่มาอยู่เวรยามในเวลากลางคืน แม้จะเป็นการผิดวินัย แต่ครูคนดังกล่าวไม่มีหน้าที่เป็นยามควรตรวจตราเฝ้าขโมย การทำผิดวินัย ไม่ได้หมายความว่าเป็นการทำละเมิดไปในตัว

**** คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1996/2523
การที่ข้าราชการละเว้นไม่ปฏิบัติราชการหรือปฏิบัติราชการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับและคำสั่งของทางราชการนั้น อาจทำให้ข้าราชการต้องรับผิดในทางวินัยก็จริง แต่จะถือเป็นหลักแน่นอนตายตัว ว่า เมื่อข้าราชการผู้ใดกระทำผิดวินัยแล้วต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในทางละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 เสมอไป หาได้ไม่การที่จะให้จำเลยซึ่งเป็นข้าราชการรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในทางละเมิดต่อโจทก์นั้น โจทก์จะต้องนำสืบให้เห็นว่าการที่จำเลยกระทำผิดวินัยนั้นเป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้โจทก์เสียหาย
จำเลยรับราชการเป็นครู อาจารย์ใหญ่ได้ออกคำสั่งแต่งตั้งจำเลยเป็นครูเวรรักษาการณ์ตามมติคณะรัฐมนตรี มีหน้าที่ควบคุมคนยามมิให้ละทิ้งหน้าที่แต่ต้องมาอยู่เวรที่โรงเรียนและนอนในห้องที่โรงเรียนจัดไว้ คืนเกิดเหตุจำเลยไม่ได้มาอยู่เวร คงมีแต่ภารโรงทำหน้าที่เป็นคนยาม ระหว่างอยู่ยามรักษาการณ์คนยามได้หลับยาม คนร้ายจึงได้งัดเข้าไปลักทรัพย์ในโรงงานที่ 4 และที่ 6 ของโรงเรียนที่อยู่ห่างจากห้องที่ครูเวรนอนออกไปถึง 50 เมตร และ 250เมตร ตามลำดับ ซึ่งไม่อยู่ในวิสัยที่ผู้อยู่เวรจะล่วงรู้ได้ ถึงหากจำเลยจะมาอยู่เวรก็ไม่อาจป้องกันไม่ให้เกิดการลักทรัพย์ดังกล่าวขึ้นได้ เพราะไม่มีหน้าที่เป็นคนยามคอยตรวจตราเฝ้าขโมย การที่โรงเรียนถูกลักทรัพย์ จึงไม่ใช่ผลโดยตรง จากการที่จำเลยไม่มาอยู่เวร จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายฐานละเมิด

“คำที่ 3 (ทำ)ต่อบุคคลอื่น”

คือผู้ที่ถูกทำละเมิดหรือผู้เสียหายนั้นเอง การทำละเมิดต้องกระทำต่อบุคคลอื่น หากทำต่อตนเองไม่เป็นละเมิด บุคคลที่ถูกทำละเมิดจะเป็นนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดาก็ได้ บุคคลธรรมดานั้นสภาพบุคคลย่อมเริ่มแต่เมื่อคลอดและอยู่รอดเป็นทารก (ป.พ.พ.มาตรา 15) ดังนั้นทารกที่อยู่ในครรภ์มารดา ยังไม่มีสภาพเป็นบุคคล จึงไม่อาจถูกทำละเมิดได้ และสภาพบุคคล ย่อมสิ้นสุดลงเมื่อตาย เมื่อตายแล้วก็ไม่มีสภาพบุคคล จึงไม่อาจถูกทำละเมิด ส่วนกรณีที่ถูกทำละเมิดจนถึงแก่ความตายนั้น กรณีนี้ผู้ตายไม่อาจเป็นคู่ความ สิทธิดังกล่าวตกแก่ทายาทกลายเป็นทายาทถูกทำละเมิด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3008 - 3009/2527
รถของโจทก์ถูกรถของจำเลยชนโดยประมาทพังขวางอยู่กลางถนนแล้วถูกรถของบุคคลอื่นชนซ้ำโดยไม่ใช่ความประมาทของบุคคลนั้น แม้จะก่อให้เกิดความเสียหายเพิ่มขึ้นก็เป็นผลโดยตรงอันเกิดจากความประมาทของฝ่ายจำเลยเป็นผู้ก่อขึ้นก่อน ดังนั้นจำเลยจึงต้องรับผิดในผลอันนี้ด้วย สำนวนแรกโจทก์มิได้ฟ้องผู้รับประกันภัยเป็นจำเลย คงฟ้องแต่ผู้อื่น เมื่อผู้รับประกันภัยเข้ามาเป็นโจทก์ในสำนวนที่สองโดยอ้างว่าเป็นผู้รับช่วงสิทธิในฐานะผู้รับประกันภัยฟ้องจำเลยอื่นและโจทก์ในสำนวนแรกให้ร่วมรับผิดอันเนื่องจากเหตุรถชนรายเดียวกัน โจทก์ในสำนวนแรกจึงมีสิทธิฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายจากผู้รับประกันภัยซึ่งเป็นโจทก์ในสำนวนที่สองได้ ไม่เป็นฟ้องซ้อน โจทก์ที่ 2 เป็นจำเลยตามฟ้องแย้งในสำนวนที่สองของโจทก์ที่ 1 ส่วนจำเลยเป็นจำเลยตามฟ้องสำนวนแรกของโจทก์ที่1 แม้จะเป็นค่าเสียหายรายเดียวกันแต่เป็นคนละคดีต้องเสียค่าขึ้นศาลต่างหากจากกัน เมื่อโจทก์ที่ 2 และจำเลยแพ้คดีและฎีกาต่อมาจึงต้องเสียค่าขึ้นศาลเป็นรายคดีการที่ฎีการ่วมกันมาไม่ทำให้หน้าที่ที่จะต้องเสีย ค่าขึ้นศาลลดน้อยลง ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันละเมิดเป็นการเกินคำขอ เพราะโจทก์ขอเรียกดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2522 ศาลฎีกาควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1898/2518 (ทำต่อนิติบุคคล)
โจทก์รับจ้างขนส่งยางรถยนต์ของบริษัท ย. โดยมอบหมายให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด ล.รับขนส่งให้อีกทอดหนึ่ง ฉ.ลูกจ้างของจำเลยขับรถในทางการที่จ้างของจำเลยโดยประมาท เป็นเหตุให้ชนกับรถยนต์ของห้างหุ้นส่วนจำกัด ล.ที่บรรทุกยางรถยนต์ดังกล่าวแล่นสวนทางมา ทำให้ยางรถยนต์ที่บรรทุกมาตกลงไปจากรถ แล้วถูกคนร้ายลักไป โจทก์ได้ชำระราคายางรถยนต์ที่สูญหายให้แก่บริษัท ย.ไปแล้ว ดังนี้เห็นได้ว่า การที่ยางรถยนต์ถูกคนร้ายลักไป เกิดขึ้นเพราะความผิดของ ฉ.คนขับรถของจำเลยที่ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ชนรถบรรทุกยาง ซึ่งถ้าไม่ชน ก็คงไม่ถูกคนร้ายลักในที่เกิดเหตุการสูญหายของยางรถยนต์ จึงเป็นผลโดยตรงจากการละเมิด จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ในผลแห่งละเมิดของ ฉ.คนขับรถของจำเลยที่ชนรถบรรทุกยางรถยนต์
โจทก์ฟ้องในฐานะเป็นผู้รับช่วงสิทธิของบริษัท ย. ชอบที่จะคิดดอกเบี้ยในจำนวนค่าสินไหมทดแทน นับแต่วันที่โจทก์ได้จ่ายเงินให้แก่บริษัท ย.ไป จะคิดดอกเบี้ยจากจำนวนเงินที่จ่ายไปตั้งแต่วันละเมิดหาได้ไม่
“ ทำต่อทรัพย์ที่เป็นของรัฐ ถือว่าหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ดูแลทรัพย์ดังกล่าวเป็นผู้ถูกทำละเมิด เอกชนคนหนึ่งคนใดจะมาฟ้องคดีอ้างว่าถูกทำละเมิดไม่ได้ เว้นแต่เอกชนคนนั้นได้ประโยชน์จากการใช้สอยทรัพย์สินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ศาลฎีกาถือว่าเป็นผู้ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษ”

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2559/2532 แม้ถนนสาธารณะจะอยู่ในความดูแลของสุขาภิบาล แต่ประชาชนทั่วไปก็มีสิทธิใช้ประโยชน์ร่วมกัน โดยเฉพาะโจทก์ซึ่งมีที่ดินและบ้านเรือนอยู่ติดถนนสาธารณะดังกล่าวย่อมได้รับประโยชน์จากการใช้ถนนสาธารณะนั้นยิ่งกว่าบุคคลทั่วไป การที่จำเลยปลูกสร้างโรงเรือนปิดกั้นถนนสาธารณะเป็นเหตุให้โจทก์ไม่อาจใช้ประโยชน์ได้ตามปกติ โจทก์ย่อมได้รับความเสียหายเป็นพิเศษ จึงมีอำนาจฟ้องให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปได้ การที่จำเลยปลูกสร้างโรงเรือนลงในที่พิพาทอันเป็นถนนสาธารณะเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ในอันที่จะใช้ประโยชน์จากที่พิพาทดังกล่าว เมื่อจำเลยยังไม่รื้อถอนโรงเรือนออกจากที่พิพาท การกระทำละเมิดของจำเลยยังคงมีอยู่ตลอดไป คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ

***การบุกรุกที่ป่าสงวน ฯถือเป็นความผิดอาญา แต่ในระหว่างเอกชนด้วยกัน ใครครอบครองก่อน ย่อมมีสิทธิดีกว่า ผู้มาทีหลังแล้วมาแย่งการครอบครองถือว่าเป้นการทำละเมิดต่อบุคคลแรกที่ครอบครองที่ป่าสงวน ฯ****

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2967/2524 แม้พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14จะบัญญัติว่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ห้ามมิให้บุคคลใดยึดถือหรือครอบครองที่ดิน ก็เป็นเพียงบทบัญญัติที่ใช้บังคับระหว่าง รัฐกับราษฎร ซึ่งเป็นผลให้ราษฎรที่เข้ายึดถือครอบครองที่ดินไม่ได้สิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายทั้งไม่อาจอ้างสิทธิใดๆ ใช้ยันรัฐได้ แต่ในระหว่างราษฎรด้วยกันผู้ที่ครอบครองใช้ประโยชน์อยู่ก่อน ย่อมมีสิทธิที่จะไม่ถูกรบกวนโดยบุคคลอื่น ดังนั้น หากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่นาพิพาทเป็นที่ดินป่าสงวนแห่งชาติและโจทก์เป็นฝ่ายครอบครองใช้ประโยชน์ในที่นาพิพาทอยู่ก่อนแล้วจำเลยเข้าไปแย่งการครอบครองอันเป็นการรบกวนสิทธิของโจทก์ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องเพื่อปลดเปลื้องการรบกวนสิทธิของโจทก์และ เรียกค่าเสียหายได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1976/2552 ใบจอง หมายถึงหนังสือแสดงการยอมให้ราษฎรเข้าครอบครองที่ดินชั่วคราวเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยและทำมาหากินเลี้ยงชีพให้เป็นไปตามระเบียบและเงื่อนไขที่ทางราชการกำหนดโดยอยู่ภายใต้ข้อบังคับว่าผู้ได้รับอนุญาตให้จับจองจะโอนไม่ได้เว้นแต่จะตกทอดโดยทางมรดกตาม พ.ร.บ.ให้ใช้ ป.ที่ดิน พ.ศ.2497 มาตรา 8 วรรคสอง ที่ดินตามใบจองจึงยังเป็นของรัฐ ไม่ใช่ที่ดินที่เอกชนมีสิทธิครอบครองอันจะมีการแย่งการครอบครองระหว่างราษฎรด้วยกันได้ การที่ ป. ได้รับอนุญาตจากรัฐให้เข้าครอบครองที่ดินตามใบจอง ต่อมา ป. ถึงแก่ความตายสิทธิตามใบจองย่อมตกทอดได้แก่โจทก์ซึ่งเป็นทายาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599 วรรคหนึ่ง มาตรา 1600 มาตรา 1635 ประกอบ พ.ร.บ.ให้ใช้ ป.ที่ดิน พ.ศ.2497 มาตรา 8 วรรคสอง





สรุปคำบรรยาย ฎีกาละเมิด เนติ 1/67 26 พฤษภาคม 2557 | เจาะหลัก สกัดฎีกา 5 ดาว เตรียมสอบ 3 สนาม อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

จำนวนผู้ชม : 12556 ครั้ง
ลงวันที่ 01/09/2014 15:38:00





ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน