หัวข้อ : สรุปคำบรรยาย กฎหมาย ครอบครัว เนติสมัยที่ 1/67 ครั้งที่ 2
หมวดหมู่ : สกัดหลัก กฎหมายแพ่ง ฎีกาเด่น 5ดาว (เตรียมสอบ 3 สนาม)







สรุปคำบรรยาย กฎหมาย ครอบครัว เนติสมัยที่ 1/67 ครั้งที่ 2
บรรยายศาสตราจารย์พิเศษประสพสุข บุญเดช
บรรยาย วันที่ 3 มิถุนายน 2557

ข้อมูลชุดสรุปคำบรรยาย แบ่งปัน เผยแพร่ เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา โดยคุณ Kty ning
---------------------------------


“คู่สัญญาหมั้นที่จะต้องรับผิดตามสัญญาหมั้น “

คู่สัญญาหมั้นไม่จำเป็นจะต้องเป็นแต่เฉพาะชายหรือหญิงเท่านั้น เพราะกฎหมายใช้คำว่า “ฝ่ายชาย””ฝ่ายหญิง” บิดามารดาของชายหรือหญิง เข้ามาเป็นคู่สัญญาหมั้นได้

“บุคคลที่จะเป็นคู่สัญญาหมั้นมี 3 จำพวก”
1.ชายหญิงที่เป็นคู่หมั้น กรณีที่ชายหญิงหมั้นกันเอง โดยไม่มีบุคคลอื่นมาเกี่ยวข้อง
2.บิดามารดาของชายหญิงคู่หมั้นซึ่งเป็นคู่สัญญาหมั้น จะต้องเป็นการสมัครใจยินยอมพร้อมใจในการหมั้นด้วยกันทุกฝ่าย ดังนั้นหากเป็นกรณีที่ หญิงมิได้สมัครใจยินยอมด้วยในการที่บิดารับหมั้นชาย เมื่อหญิงนั้นตามชายอื่นไป ดังนี้หญิงและชายอื่นหาต้องรับผิดใช้ค่าทดแทนให้แก่ชายคู่หมั้นไม่
3.บุคคลผู้กระทำในฐานะเช่นบิดามารดาของชายหญิงคู่หมั้น

“สินสอด ป.พ.พ.มาตรา 1437 วรรคสาม” สินสอด เป็นทรัพย์สินซึ่งฝ่ายชายให้แก่บิดามารดา ผู้รับบุตรบุญธรรม หรือผู้ปกครองฝ่ายหญิง แล้วแต่กรณี เพื่อตอบแทนการที่หญิงยอมสมรส ถ้าไม่มีการสมรสโดยมีเหตุสำคัญอันเกิดแก่หญิง หรือโดยมีพฤติการณ์ซึ่ง ฝ่ายหญิงต้องรับผิดชอบ ทำให้ชายไม่สมควรหรือไม่อาจสมรสกับหญิงนั้น ฝ่ายชายเรียกสินสอดคืนได้

“ลักษณะของทรัพย์ที่จะเป็นสินสอด” มี 3 ประการ คือ
1.ต้องเป็นทรัพย์สิน แต่สินสอดไม่จำต้องส่งมอบในขณะทำสัญญา จะตกลงให้กันในภายหลังก็ได้ (ต่างจากของหมั้น)
2.ต้องเป็นของฝ่ายชาย ให้แก่บิดามารดา ผู้รับบุตรบุญธรรมหรือ ผู้ปกครองของฝ่ายหญิง บุคคลอื่นนอกจากนี้ไม่มีสิทธิเรียกหรือรับสินสอด
“แต่หากบิดามารดาชายไปตกลงกับมารดาหญิงว่าจะให้เงิน 5,000 บาท แต่วันแต่งงานบิดามารดาชายกลับไปตกลงกับบิดาไม่ชอบด้วยกฎหมายของหญิงและกลับมอบเงินให้ 3,000 บาทแก่บิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของหญิง ถือว่าข้อตกลงดังกล่าวไม่ผูกพันมารดาหญิง”

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2357/2518
สินสอดเป็นทรัพย์สินที่ฝ่ายชายให้แก่บิดามารดาหรือผู้ปกครองฝ่ายหญิงเพื่อตอบแทนการที่หญิงยอมสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1436 วรรคสาม โดยไม่จำกัดว่าหญิงซึ่งยอมสมรสนั้นบรรลุนิติภาวะแล้วหรือยังดังนั้น เมื่อจำเลยทั้งสองตกลงจะให้สินสอดแก่โจทก์ซึ่งเป็นมารดาของนางสาว ต.เพื่อตอบแทนในการที่นางสาวต.ยอมสมรสกับบุตรของจำเลยทั้งสอง และต่อมานางสาว ต.กับบุตรโจทก์ได้จดทะเบียนสมรสกันแล้ว แม้นางสาว ต.จะบรรลุนิติภาวะก่อนสมรส จำเลยทั้งสองก็จะต้องรับผิดชำระเงินสินสอดให้โจทก์ตามที่สัญญาไว้

3. ให้เป็นการตอบแทนการที่หญิงยอมสมรส ไม่ใช่สัญญาให้โดยเสน่หา แต่เป็นสัญญาต่างตอบแทนชนิดหนึ่ง ดังนั้นหากชายตกลงจะให้สินสอดเพื่อตอบแทนการที่หญิงยอมสมรส ภายหลังชายผิดสัญญา มารดาหญิงมีสิทธิเรียกสินสอดตามข้อตกลง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6385/2551
การที่โจทก์ที่ 2 ตกลงหมั้นหมายกับจำเลยที่ 2 นั้น แสดงว่าโจทก์ที่ 2 ประสงค์ที่จะใช้ชีวิตคู่ร่วมกับจำเลยที่ 2 และในฐานะคู่หมั้นโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นฝ่ายหญิงย่อมต้องคาดหวังในตัวจำเลยที่ 2 ว่า จะเป็นผู้ที่สามารถนำพาครอบครัวที่จะเกิดขึ้นในอนาคตไปสู่ความเจริญและมั่นคง การที่โจทก์ที่ 2 พยายามปลุกจำเลยที่ 2 ให้ตื่นเพื่อให้ไปช่วยรดน้ำข้าวโพดอันเป็นงานที่อยู่ในวัยที่จำเลยที่ 2 จะช่วยเหลือได้ แต่จำเลยที่ 2 กลับอิดออด ซ้ำยังหลบเข้าไปในห้อง เมื่อโจทก์ที่ 2 ตามเข้าไปก็กระโดดหนีออกทางประตูหลังบ้าน แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 หาได้เอาใจใส่ช่วยเหลือคู่หมั้นของตนตามที่ควรจะเป็น จึงย่อมเป็นธรรมดาที่โจทก์ที่ 2 จะรู้สึกไม่พอใจและแสดงออกซึ่งความรู้สึกไม่พอใจดังกล่าว ส่วนการที่โจทก์ที่ 2 ใช้มีดงัดกลอนประตูห้อง รวมทั้งการวิ่งไล่ตามและตบหน้าจำเลยที่ 2 แม้จะเป็นเรื่องไม่เหมาะสมและเกินเลยไปบ้าง แต่ก็เชื่อว่าเป็นเรื่องของอารมณ์ชั่ววูบเท่านั้น หาใช่เป็นนิสัยที่แท้จริงของโจทก์ที่ 2 ไม่ ทั้งนี้เพราะจำเลยที่ 2 และโจทก์ที่ 2 รู้จักกันมาตั้งแต่ทั้งสองฝ่ายยังเป็นเด็กย่อมต้องทราบนิสัยใจคอของกันและกันเป็นอย่างดี หากโจทก์ที่ 2 มีความประพฤติไม่ดีจำเลยที่ 2 คงไม่ไปขอหมั้นโจทก์ที่ 2 เป็นแน่ หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ยังไปบ้านโจทก์ที่ 2 จำเลยที่ 1 พยายามไกล่เกลี่ยให้จำเลยที่ 2 สมรสกับโจทก์ที่ 2 แสดงว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้ถือเอาเรื่องดังกล่าวเป็นสาระสำคัญและโกรธเคืองโจทก์ที่ 2 การกระทำของโจทก์ที่ 2 ดังกล่าวจึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นเหตุสำคัญอันเกิดแก่หญิงคู่หมั้นอันทำให้ชายไม่สมควรสมรสกับหญิงนั้น เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ยอมสมรสกับโจทก์ที่ 2 จึงถือว่าจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้น โจทก์ทั้งสองจึงไม่ต้องคืนของหมั้น และมีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งสองชำระค่าใช้จ่ายอันสมควรในการเตรียมการสมรสได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1440 (2) และสาเหตุที่จำเลยที่ 2 ไม่ยอมสมรสกับโจทก์ที่ 2 นั้น เนื่องจากจำเลยทั้งสองอ้างว่ามีเหตุสำคัญอันเกิดแก่โจทก์ที่ 2 ดังนั้น กำหนดวันสมรสจึงไม่ใช่ข้อสำคัญที่จะนำมาพิจารณาว่าฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้น จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าการหมั้นได้กำหนดวันสมรสไว้ล่วงหน้าหรือไม่
ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1437 วรรคสาม บัญญัติไว้ว่า "สินสอด เป็นทรัพย์สินซึ่งฝ่ายชายให้แก่บิดามารดา ผู้รับบุตรบุญธรรม หรือผู้ปกครองฝ่ายหญิงแล้วแต่กรณีเพื่อตอบแทนการที่หญิงยินยอมสมรส ถ้าไม่มีการสมรสโดยมีเหตุสำคัญอันเกิดแก่หญิงหรือโดยมีพฤติการณ์ซึ่งฝ่ายหญิงต้องรับผิดชอบ ทำให้ชายไม่สมควรหรือไม่อาจสมรสกับหญิงนั้น ฝ่ายชายเรียกสินสอดคืนได้" ดังนั้น เมื่อจำเลยทั้งสองตกลงว่าจะให้สินสอดแก่โจทก์ที่ 1 เพื่อเป็นการตอบแทนที่โจทก์ที่ 2 ยอมสมรสด้วยแต่การสมรสระหว่างโจทก์ที่ 2 กับจำเลยที่ 2 ไม่ได้เกิดขึ้น เพราะจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิเรียกสินสอดจากจำเลยทั้งสองได้

“การตกลงจะให้สินสอด ต้องมีการตกลงกันก่อนสมรส เพียงแต่การส่งมอบจะให้สินสอดก่อนหรือหลังการสมรสก็ได้ ทั้งการตกลงจะให้สินสอดนั้น ไม่มีแบบ จะตกลงด้วยวาจาก็สามารถใช้บังคับกันได้”

“สินสอดไม่ใช่สาระสำคัญของการหมั้นและการสมรส แม้ไม่ให้สินสอดก็หมั้นหรือสมรสกันได้ เพียงแต่เมื่อตกลงจะให้สินสอด แล้วภายหลังฝ่ายชายไม่ให้ ก็สามารถฟ้องเรียกสินสอดได้ ทั้งหากตกลงจะยกให้เป็นสิทธิแก่หญิง ภายหลังหญิงนั้นสามารถฟ้องเรียกเอาสินสอดเองได้ ทั้งแม้หญิงบรรลุนิติภาวะแล้ว ก็สามารถตกลงให้สินสอดกันได้ เพราะการให้สินสอดมิใช่เป็นการให้ “เพื่อตอบแทนการที่บิดามารดาอนุญาตให้หญิงสมรส” (แต่ให้เพื่อตอบแทนการที่หญิงยอมสมรสต่างหาก) “

“ฝ่ายชายมีสิทธิเรียกสินสอดคืนได้ สอง กรณีคือ”

1.ถ้าไม่มีการสมรสเพราะมีเหตุสำคัญอันเกิดแก่หญิง หมายถึงเหตุที่กระทบกระเทือนถึงการสมรสที่จะมีต่อไปในภายภาคหน้า เช่น หญิงไปร่วมประเวณีกับชายอื่น เป็นต้น
2.ถ้าไม่มีการสมรสเพราะพฤติการณ์ที่ฝ่ายหญิงต้องรับผิดชอบ
“ชายหรือหญิง ตายก่อนจดทะเบียนสมรส ฝ่ายชายไม่มีสิทธิเรียกคืน เพราะไม่ใช่พฤติการณ์ที่ฝ่ายหญิงต้องรับผิดชอบ ส่วนอายุความเรียกคืนสินสอด ใช้อายุความ 10 ปี ตาม มาตรา 193/30 “

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 878/2518
อันสินสอดนั้นตามกฎหมายเป็นทรัพย์สินซึ่งฝ่ายชายให้แก่บิดามารดาหรือผู้ปกครองฝ่ายหญิง เพื่อตอบแทนการที่หญิงยอมสมรสและเมื่อมีข้อตกลงจะให้สินสอดแก่กันแล้ว การให้สินสอดภายหลังการสมรสย่อมทำได้เพราะไม่มีอะไรห้ามซึ่งต่างกับของหมั้นอันจะต้องให้กันในเวลาทำสัญญาหมั้นคือก่อนสมรส
บิดามารดาโจทก์จัดให้โจทก์และ ว. ทำพิธีแต่งงานกัน และโจทก์เต็มใจยอมสมรสมารดาโจทก์ได้เตือนให้โจทก์และ ว ไปจดทะเบียนสมรส แต่ทั้งสองคนละเลยไม่ดำเนินการจดทะเบียนโดยว่าจะไปจดวันหลังก็ได้ ครั้นอยู่ด้วยกัน 3 เดือนก็มีเหตุต้องเลิกร้างกันไปโดยไม่ได้จดทะเบียน ดังนี้จะถือว่าฝ่ายหญิงผิดสัญญาฝ่ายเดียวย่อมไม่ได้ ชายเรียกสินสอดคืนไม่ได้
จำเลยและ ว. บุตรชายตกลงหมั้นโจทก์และตกลงจะให้เงินจำนวนหนึ่งเป็นสินสอดแก่บิดามารดาโจทก์ในวันสมรส ถึงกำหนดจำเลยขอผัดให้เงินสินสอดภายหลัง มารดาโจทก์ยินยอมให้โจทก์แต่งงานกับ ว. เพื่อมิให้เสียพิธี แต่มิได้มีการจดทะเบียนสมรสกันหลังจากสมรสแล้วจำเลยขอทำสัญญากู้ให้มารดาโจทก์แทนเงินสินสอดที่ตกลงจะให้ มารดาโจทก์ต้องการเอาเงินนั้นให้โจทก์ จึงให้โจทก์ลงชื่อเป็นผู้ให้กู้ในสัญญากู้ ดังนี้ แม้โจทก์กับ ว. จะมิได้จดทะเบียนสมรสกันแต่เมื่อการที่มิได้จดทะเบียนสมรสนั้น จะถือว่าฝ่ายหญิงผิดสัญญาฝ่ายเดียวไม่ได้แล้ว ชายย่อมเรียกสินสอดคืนไม่ได้ สัญญากู้จึงมีมูลหนี้เนื่องมาจากเงินสินสอดอันเป็นมูลหนี้ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อบิดามารดาโจทก์ตกลงยกให้โจทก์ และจำเลยยินยอมทำสัญญากับโจทก์เพราะมูลหนี้นี้แล้ว จำเลยย่อมต้องถูกผูกพันให้รับผิดตามสัญญากู้ที่แปลงหนี้มานี้

คำพิพากษาฎีกาที่ 5777 / 2540 
การที่โจทก์จำเลยได้อยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาแล้วโจทก์ต้องเลิกร้างจากจำเลยด้วยเหตุที่จำเลยผิดสัญญาหมั้นนั้นย่อมเกิดความเสียหายแก่กายและชื่อเสียงของโจทก์ซึ่งเป็นหญิง ในการที่จะทำการสมรสใหม่ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยได้ตาม ป.พ.พ. ม. 1439 และ ม. 1440 ( 1 ) เมื่อคำนึงถึงการที่โจทก์ ไม่เคยผ่านสมรสมาก่อน มีฐานะพอสมควร มีการศึกษาระดับปริญญาตรี จำนวนเงินค่าทดแทนที่ศาลล่างกำหนดให้ 250,000 บาท นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แล้ว

คำพิพากษาฎีกา 7031/2549 
มีข้อตกลงกันว่า ให้ ว. เรียนจบและบวชแล้ว ว. และจำเลยที่3 จะอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยา ไม่ใช่การทำสัญญาหมั้นต่อกันเพราะไม่มีเจตาจะทำการสมรสต่อกันในภายหลัง สินสอดที่ให้จึงไม่ใช่การให้โดยมีเจตนาที่หญิงจะสมรส หาใช่สินสอดตามเรียกกัน ฝ่ายชายจึงเรียกคืนใจฐานะสินสอดไมได้

“วิธีในการคืนของหมั้นหรือสินสอด “

มาตรา 1437 วรรคท้าย ให้นำบทบัญญัติเรื่องลาภมิควรได้ มาตรา 412 ถึง 418มาใช้บังคับ ดังนั้นสิ่งที่ต้องพิจารณาเป็นลำดับแรกคือ ของหมั้นหรือสินสอดที่ต้องคืนนั้น เป็นเงินหรือทรัพย์สินอื่น 
1.หากเป็นเงินตรา หญิงต้องคืนเฉพาะส่วนที่มีอยู่ขณะเรียกคืน ตามมาตรา 412 เพราะโดยหลักต้องถือว่าหญิงรับของหมั้นหรือสินสอดไว้โดยสุจริต เว้นแต่หญิงนำเงินไปซื้อทรัพย์สินอื่น ซึ่งต้องถือว่าทรัพย์ที่ซื้อเป็นช่วงทรัพย์ ตาม มาตรา 226 ต้องคืนด้วย

2.หากเป็นทรัพย์สินอื่น ฝ่ายหญิงต้องคืนตามสภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ไม่ต้องรับผิดในส่วนที่ทรัพย์นั้นบุบสลาย

“การผิดสัญญาหมั้นและค่าทดแทน “
“การหมั้นไม่เป็นเหตุให้ฟ้องร้องบังคับให้สมรสได้”

การผิดสัญญาหมั้นหมายถึงการที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งปฏิเสธไม่ยอม ทำการสมรสกับอีกฝ่ายหนึ่ง อย่างไรก็ตามจะไปบังคับคู่หมั้นที่ปฏิเสธให้สมรสไม่ได้ ตาม มาตรา 1438 เพราการสมรสต้องกระทำโดยสมัครใจ และเพื่อป้องกันมิให้คู่หมั้นทำการสมรส เพราะเกรงต้องชำระเบี้ยปรับตามสัญญาหมั้น

“อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการผิดสัญญาหมั้น ก็ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน”

ทั้งนี้ ตาม มาตรา 1439 ซึ่ง “จะต้องมีการหมั้นเกิดขึ้นเสียก่อน” หากไม่มีการหมั้น แม้อีกฝ่ายผิดสัญญาไม่ยอมสมรสด้วย อีกฝ่าย ไม่อาจเรียกค่าทดแทน ตาม มาตรา 1440 
“ นอกจากนี้จะมีการหมั้นเกิดขึ้น แต่หากชายมีคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ก่อนแล้ว สัญญาหมั้นตกเป็นโมฆะตามมาตรา 150 แม้ชายไม่ยอมสมรสกับหญิง หญิงก็เรียกค่าทดแทนไม่ได้”

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1034/2535
ป.พ.พ. มาตรา 1439 
แม้กฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ขณะมีการหมั้นจะมิได้บัญญัติว่า การหมั้นจะต้องมีของหมั้น แต่การหมั้นก็ควรจะต้องกระทำกันเป็นกิจจะลักษณะและเปิดเผยให้เป็นที่รับรู้ของบุคคลทั่วไป การสู่ขอกันไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นการหมั้นกันตามกฎหมาย ดังนี้จำเลยผิดข้อตกลงโจทก์จะเรียกค่าทดแทนจากจำเลยหาได้ไม่.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 83/2542
การที่โจทก์จะมีสิทธิเรียกค่าสินสอดทองหมั้นและ ค่าทดแทนค่าใช้จ่ายในการแต่งงานคืนจากจำเลยได้นั้น ต้องเป็นกรณีที่มีการหมั้นแล้ว แต่ไม่มีการสมรส โดยเป็น ความผิดของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1437 วรรคสาม,1439 และ 1440(2) เมื่อปรากฏว่า โจทก์จำเลยได้แต่งงานกันตามประเพณีและจดทะเบียนสมรสกันแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าสินสอดทองหมั้นและค่าทดแทน ค่าใช้จ่ายในการแต่งงานคือจากจำเลยได้เพราะมิใช่กรณี จำเลยผิดสัญญาหมั้น โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยาโดยทำพิธีแต่งงานตามประเพณี จดทะเบียนสมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย และร่วมอยู่กิน ด้วยกันแล้ว เมื่อสาเหตุที่โจทก์จำเลยทะเลาะกัน เป็นเรื่องเงินทองภายในครอบครัวซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดา ทั่วไป มิใช่เป็นสาเหตุร้ายแรงและสามารถปรับความเข้าใจ ระหว่างกันได้ แต่กลับได้ความว่า โจทก์ไปอยู่ที่บ้านสวน ของโจทก์โดยไม่ยอมกลับไปหาจำเลย แม้โจทก์จะมีวันหยุด ในวันอาทิตย์ว่างอยู่ แต่ก็อ้างว่าจะต้องซักผ้าและ ทำธุระส่วนตัว หากโจทก์จะไปพบจำเลยบ้างในวันธรรมดา เป็นบางครั้ง โจทก์ก็อาจกระทำได้เพราะโจทก์เคยอยู่บ้านจำเลย และเคยไปทำงานโดยไปกลับมาแล้ว แต่โจทก์ก็มิได้ขวนขวาย ที่จะกระทำดังกล่าวหรือชักชวนให้จำเลยไปอยู่กับโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยจงใจละทิ้งโจทก์โจทก์จึงไม่มีเหตุที่จะฟ้องหย่า
“ค่าทดแทนจากการผิดสัญญาหมั้น มีเฉพาะกรณีที่กฎหมายมาตรา 1440 กำหนดไว้มีเพียง 3 กรณีเท่านั้น ซึ่งเป็นค่าทดแทนความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว มิใช่เป็นกำไรที่คาดว่าจะได้รับ 

1.ค่าทดแทนความเสียหายต่อการหรือชื่อเสียงแห่งชายหรือหญิงนั้น ไม่รวมถึงความเสียหายต่อ “จิตใจ”ของอีกฝ่าย ทั้งการที่บิดามารดาของอีกฝ่ายได้รับความอับอาย ก็ไม่อาจฟ้องให้รับผิดฐานละเมิด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 378/2483
ไม่มี กฎหมายในเรื่องละเมิดให้รับผิดใช้ค่าเสียหายในการได้รับความอับอายขายหน้า ความรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนในเรื่องละเมิดเกี่ยวกับการทำให้เสียหายแก่ชื่อเสียงหรือเกี่ยรติคุณนั้นมีแต่ฉะเพราะการกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนความจริง การยื่นคำร้องขอแก้ฟ้องหรือคำให้การนั้น ถ้าเป็นกรณีที่มีการชี้สองสถานต้องยื่นก่อนวันชี้สองสถาน ถ้าเป็นกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน ต้องยื่น ก่อนวันสืบพยาน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3868/2531
ชายหญิงตกลงกันในวันสู่ขอว่าจะไปจดทะเบียนสมรสหลังพิธีแต่งงานแล้ว ต่อมาชายเป็นฝ่ายที่ไม่ยอมจดทะเบียนสมรสอันเป็นการผิดสัญญาหมั้น ชายจะเรียกของหมั้นและสินสอดคืนไม่ได้ ทั้งไม่มีสิทธิเรียกค่าทดแทนความเสียหายที่ได้ใช้จ่ายไปในการเตรียมการสมรส เงินที่ฝ่ายชายมอบให้แก่ฝ่ายหญิงเพื่อซื้อบ้านอยู่อาศัยไม่มีลักษณะเป็นค่าใช้จ่ายในการเตรียมการสมรส แต่เป็นข้อตกลงนำเอามาเป็นเงินกองทุนเพื่อใช้เป็นที่อยู่และที่ทำมาหากินระหว่างชายกับหญิง หลังจากแต่งงานกันแล้ว เมื่อไม่มีการจดทะเบียนสมรสกันฝ่ายหญิงต้องคืนเงินจำนวนนี้ให้ฝ่ายชาย หนี้เงินตามเช็คที่ชายหญิงยังมีข้อต่อสู้โต้เถียงกันอยู่จะนำมาหักกลบลบหนี้กับหนี้ที่ชายหญิงมีอยู่ต่อกันไม่ได้ หญิงฟ้องแย้งเรียกค่าทดแทนความเสียหายเนื่องจากชายผิดสัญญาหมั้น แต่ข้อนำสืบของหญิงไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าหญิงได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงในการที่ชายผิดสัญญาหมั้นอย่างไรบ้าง การที่หญิงกล่าวอ้างลอย ๆ ว่าได้รับความเสียหายยังไม่เพียงพอที่ศาลจะรับฟังว่าหญิงได้รับความเสียหายอันจะกำหนดให้ชายรับผิดชดใช้ค่าทดแทน

2. ค่า ทดแทนความเสียหายเนื่องจากการที่คู่หมั้น บิดามารดาหรือบุคคล ผู้กระทำการในฐานะเช่นบิดามารดาได้ใช้จ่ายหรือต้องตกเป็นลูกหนี้ เนื่อง ในการเตรียมการสมรสโดยสุจริตและตามสมควร
“ในเรื่องนี้กฎหมายจำกัดเฉพาะค่าใช้จ่ายในการเตรียมการสมรสโดยสุจริตและตามสมควร ไม่ได้ขยายความรวมถึงค่าใช้จ่ายในการหมั้นด้วย”

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 71/2493
ค่าหมากพลูและค่าขนมวันหมั้น ค่ารถไปหมั้นและค่าเลี้ยงแขกวันไปหมั้น ไม่เข้าอยู่ในข้อหนึ่งข้อใดของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1439
ฟ้องข้อใดที่จำเลยให้การปฏิเสธ และโจทก์ไม่นำสืบ จะบังคับให้ไม่ได้ให้ยกฟ้อง

“เฉพาะค่าใช้จ่ายในการเตรียมการสมรสโดยสุจริตและตามสมควรเท่านั้น ที่กฎหมายคุ้มครองให้เรียกได้”

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 90/2512
ค่าเลี้ยงดูในวันทำพิธีแต่งงานไม่ใช่เป็นค่าใช้จ่ายในการเตรียมการสมรสอันจะเรียกค่าทดแทนกันได้ (เทียบฎีกาที่1166/2487)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2165/2538
การที่หญิงหมั้นกับชายโดยชอบด้วยกฎหมายและเมื่อแต่งงานตามประเพณีแล้วหญิงชวนชายไปจดทะเบียนสมรสหลายครั้งหญิงย่อมต้องการอยู่กินกับชายโดยชอบด้วยกฎหมายการที่บิดามารดาและพี่ของชายนั้นไล่หญิงออกจากบ้านหลังจากนั้นชายก็มิได้กระทำการใดเพื่อให้หญิงกลับมาอยู่กินฉันสามีภริยาชายนั้นจึงผิดสัญญาหมั้น หญิงและชายต่างมีฐานะดีในการจัดงานเลี้ยงแต่งงานมีการเชิญแขกประมาณ600คนและเลี้ยงโต๊ะจีนการที่หญิงซื้อ ชุดแต่งงานเพื่อเข้าพิธีจำนวน4ชุดเป็นเงิน28,000บาทเป็นการใช้จ่ายอันสมควรในการเตรียมการสมรสเรียกค่าทดแทนได้ หญิงซื้อ ผ้ารับไหว้เพื่อให้ญาติผู้ใหญ่ฝ่ายชายตามประเพณีมิใช่ค่าใช้จ่ายในการเตรียมการสมรสอันจะเรียกค่าทดแทนได้

3.ค่าทดแทนความเสียหายเนื่องจากการที่คู่หมั้นได้จัดการทรัพย์สิน หรือการอื่นอันเกี่ยวแก่อาชีพหรือทางทำมาหาได้ของตนไปโดยสมควร ด้วยการคาดหมายว่าจะได้มีการสมร
“แต่หากการขายทรัพย์สินหรือจำหน่ายกิจการนั้นได้กำไร ความเสียหายย่อมไม่มี ที่จะมาเรียกค่าทดแทนกัน”

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3366/2525

จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกให้จำเลยรับผิดใช้ค่าทดแทนได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1439,1440
การกำหนดค่าทดแทนความเสียหายต่อกายและชื่อเสียงของโจทก์นั้นต้องพิเคราะห์ถึงการศึกษาอาชีพและรายได้ของโจทก์ฐานะของครอบครัวของโจทก์และการที่โจทก์เป็นหญิงมาอยู่กินกับจำเลยจน มีบุตรแต่จำเลยไม่ยอมจดทะเบียนสมรสทำให้โจทก์ได้รับความอับอายเสียชื่อเสียงทั้งเป็นการยากที่จะทำการสมรสใหม่
ก่อนรับหมั้นจำเลย โจทก์ทำงานอยู่บริษัทฯ เมื่อแต่งงานแล้วโจทก์ได้ลาออกจากงานเพื่อมาช่วยงานบ้านจำเลยถือได้ว่าโจทก์ได้จัดการเกี่ยวกับอาชีพโดยสมควรด้วยการคาดหมายว่าจะได้มีการสมรสเมื่อจำเลยไม่ยอมจดทะเบียนสมรสกับโจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกค่าทดแทนความเสียหายส่วนนี้ได้แต่ต่อมาโจทก์ได้เข้าทำงานใหม่แม้จะลาออกจากงานอีกครั้งหนึ่งก็มิใช่ด้วยการคาดหมายว่าจะได้มีการสมรสเพราะในระยะนั้นทั้งสองฝ่ายขัดแย้งกันอย่างรุนแรงจนเป็นที่เห็นได้ว่าไม่อาจจะจดทะเบียนสมรสกันได้แน่นอน โจทก์จึงเรียกไม่ได้
“ถ้าชายผิดสัญญาหมั้น หญิงไม่ต้องคืนของหมั้น แต่หากหญิงผิดสัญญาหมั้น หญิงก็ต้องคืนของหมั้นให้แก่ชาย

ก) ฝ่ายชายผิดสัญญาหมั้น หญิงไม่ต้องคืนของหมั้น อย่างไรก็ดีในกรณีที่หญิงมีสิทธิได้ค่าทดแทน ด้วย ศาลอาจชี้ขาดว่าของหมั้นที่หญิงได้รับนั้น เป็นค่าทดแทนทั้งหมด หรือ ส่วนหนึ่งส่วนใดของค่าทดแทน หรือศาลจะกำหนดค่าทดแทนให้แก่หญิงโดยไม่คำนึงถึงของหมั้นที่หญิงได้รับเลยก็ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2086/2518
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาหมั้น เรียกค่าทดแทนความเสียหายจากจำเลย 26,050 บาทจำเลยปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าทดแทนความเสียหาย 4,320 บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำเลยใช้ 1,220 บาท โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยใช้ค่าทดแทนความเสียหายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนี้ แม้ในชั้นฎีกา คดีจะมีทุนทรัพย์ 3,100 บาท แต่จำนวนทุนทรัพย์แห่งคดีที่จะพิจารณาว่าโจทก์ฎีกาในข้อเท็จจริงได้หรือไม่ต้องถือตามทุนทรัพย์ที่พิพาทในศาลชั้นต้น มิใช่ถือตามทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกา เมื่อคดีนี้ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในศาลชั้นต้นจำนวน 26,050 บาท โจทก์จึงฎีกาในข้อเท็จจริงได้ (ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 12/2518)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1223/2519
จำเลยได้หมั้นโจทก์และกำหนดจะแต่งงานกันหลังจากโจทก์ไว้ทุกข์ให้บิดาโจทก์แล้ว 3 ปี ระหว่างนั้นโจทก์ตั้งครรภ์กับจำเลยจำเลยแนะนำให้ทำแท้งเมื่อโจทก์ทำแท้งแล้วเกิดป่วยหนัก จำเลยกลับหลบหน้าไปแต่งงานกับหญิงอื่น โจทก์ได้รับความเสียหายทางร่างกาย ชื่อเสียง และต้องเจ็บป่วยเสียเงินค่ารักษาโดยจำเลยมิได้สนใจเมื่อหายป่วยแล้ว ผู้ที่ทราบเรื่องไม่มีผู้ใดประสงค์จะแต่งงานกับโจทก์อีกจำเลยจึงต้องใช้ค่าทดแทนความเสียหายดังกล่าวส่วนของหมั้นอันมีราคาเพียงเล็กน้อยนั้นย่อมตกเป็นสิทธิแก่โจทก์ผู้เสียหายอยู่แล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1439 วรรคท้ายจำเลยจะอ้างว่าโจทก์ได้ของหมั้นเป็นการเพียงพอแล้วหาได้ไม่

ข) กรณีหญิงผิดสัญญาหมั้น หญิงนั้นต้องคืนของหมั้น หากหญิงจะต่อสู้คดีว่าไม่ต้องคืนของหมั้น หญิงต้องอ้างว่าใช้เงินไปหมดแล้ว หรือ ขายทรัพย์นั้นไปแล้ว จึงไม่ต้องคืนของหมั้น ( 1437 วรรคท้าย)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 483/2533
จำเลยที่ 3 ไม่ยอมจดทะเบียนสมรสกับโจทก์ที่ 1 อ้างว่าเนื่องจากโจทก์ที่ 1 มีสติไม่บริบูรณ์เหมือนคนธรรมดาและคล้ายกับปัญญาอ่อน แต่พฤติการณ์ที่ปรากฏในสำนวนยังไม่พอฟังว่าโจทก์ที่ 1เป็นเช่นนั้น อันจะเป็นข้ออ้างที่มีเหตุสำคัญในการไม่ยอมจดทะเบียนสมรส จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้น จำเลยทั้งสามตกลงรับหมั้นจากฝ่ายโจทก์พร้อมทั้งรับของหมั้นไว้เรียบร้อยแล้ว แม้จำเลยที่ 1 ที่ 2 มอบของหมั้นทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 3 เมื่อจำเลยที่ 3 ไม่ยอมจดทะเบียนสมรสกับโจทก์ที่ 1อันเป็นการผิดสัญญาหมั้น จำเลยทั้งสามซึ่งรับของหมั้นไว้ก็ต้องร่วมกันคืนของหมั้นแก่ฝ่ายโจทก์.

คำพิพากษาฎีกาที่ 7567/2540 
ในวันหมั้นและแต่งงานตามประเพณีระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 มีการจัดงานเลี้ยงแขกจำนวนมาก โดยไม่ปรากฏว่ามีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเตรียมการเพื่อจดทะเบียนสมรสไว้เลย แสดงว่าต่างฝ่ายต่างมุ่งหมายในการให้สินสอดทองหมั้นและการจัดงานแต่งงานก็เพื่อให้ได้อยู้กินด้วยกันมากกว่าการไปจดทะเบียนสมรสกัน ทั้งสองฝ่ายจึงไม่นำพาต่อการจดทะเบียนสมรส จนกระทั่งจำเลยที่ 1 ตั้งครรภ์และมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกัน โดยที่เรื่องทะเลาเบาะแว้งไม่ได้เกิดจากเรื่องจดทะเบียนสมรส เพิ่งจะมีการกล่าวถึงเรื่องผิดสัญญาการหมั้น เพราะไม่มีการจดทะเบียนสมรสกัน เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 เกิดทะเลาะและแยกกันอยู่ เมื่อทั้งสองฝ่ายไม่นำพาต่อการไปจดทะเบียนสมรสกันเช่นนั้น โจทก็จึงไม่อาจกล่าวอ้างการไม่จดทะเบียนเป็นเหตุว่าจำเลยที่1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาและไม่อาจเรียกสินสอดทองหมั้นคืนจากจำเลยทั้งสามได้ ค่าใช้จ่ายในการทำพิธีแต่งงาน ค่าเลี้ยงพระ ถ้าหากเป็นเจตนาที่จะจดทะเบียนสมรสก็เป็น แต่ถ้าไม่เจตนาสมรสก็ไม่เป็นการสมรส
ถ้าเป็นกรณีค่าใช้จ่ายในงานหมั้น ไม่ถือว่าเป็นเงินที่เรียกได้

“การระงับสิ้นไปแห่งสัญญาหมั้น”
1.คู่สัญญาหมั้นทั้งสองฝ่ายตกลงเลิกสัญญาหมั้น 
สัญญาหมั้นก็เหมือนกับสัญญาทั่วๆไป คู่สัญญาหมั้นตกลงกันเลิกสัญญาหมั้นได้ เมื่อเลิกสัญญาหมั้นแล้ว ฝ่ายหญิงต้องคืนของหมั้นและสินสอดแก่ฝ่ายชายตามมาตรา 391 และคู่สัญญาไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าทดแทนใดๆ อีกทั้งกรณีที่ผู้เยาว์เป็นคู่สัญญาหมั้น การปฏิบัติตามสัญญาหมั้น เป็นเรื่องที่ต้องทำเองเฉพาะตัว ผู้เยาว์จึงมีสิทธิเลิกสัญญาหมั้นได้เองโดยลพัง ไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมตามมาตรา 21 และมาตรา 23

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 555/2550
จำเลยที่ 2 บอกโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ไม่ต้องการสมรสกับโจทก์ เป็นการบอกเลิกสัญญาหมั้นของจำเลยที่ 2 แต่เพียงฝ่ายเดียวไม่มีผลผูกพันโจทก์
โจทก์กับจำเลยที่ 2 สมัครใจเลิกสัญญาหมั้นกัน ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า จำเลยที่ 2 มีสิทธิบอกเลิกสัญญาหมั้นได้นั้น จำเลยทั้งสองมิได้ให้การต่อสู้คดีในปัญหาดังกล่าวไว้ แม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวจะหยิบยกปัญหาเรื่องการบอกเลิกสัญญาของจำเลยที่ 2 ขึ้นวินิจฉัยก็ถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 6

2.ชายหรือหญิงคู่หมั้นถึงแก่ความตาย 
ไม่ว่าชายหรือหญิงตาย หญิงหรือฝ่ายหญิงไม่ต้องคืนของหมั้นและสินสอด รวมทั้งฝ้ายใดฝ่ายหนึ่งไม่อาจเรียกค่าทดแทนได้ตามมาตรา 1441 เพราะการที่คู่หมั้นอีกฝ่ายตาย ไม่ถือเป็นการผิดสัญญาหมั้น อีกทั้งไม่ต้องคำนึงว่าความตายนั้นเกิดขึ้นเพราะความผิดของฝ่ายใด แม้หญิงหรือฝ่ายหญิงวางแผนฆ่าชายคู่หมั้น เพราะไม่อยากให้มีการสมรสเกิดขึ้น หญิงหรือฝ่ายหญิงก็ไม่ต้องคืนสินสอดของหมั้น เพราะถือว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์ดังกล่าวได้โอนไปยังหญิงหรือฝ่ายหญิงแล้ว ทั้งถือเป็นบทบัญญัติที่เด็ดขาด แต่เฉพาะตายโดยธรรมชาติเท่านั้นที่ทำให้การหมั้นสิ้นสุดลง ไม่รวมถึงสาบสูญ

3.ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งบอกเลิกสัญญาหมั้นเพราะมีเหตุสำคัญอันเกิดแก่คู่หมั้น
โดยหลักแล้วเหตุเหตุอันจะอ้างเอามาเป็นเหตุหย่า หากเกิดขึ้นระหว่างการหมั้น ก็ถือได้ว่าเป็นเหตุสำคัญอันจะเลิกสัญญาหมั้นได้ ส่วนอื่นๆ นอกเหนือจากเหตุหย่า เช่น ศาลพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย หรือ กระทำผิดอาญาจนถูกศาลพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เป็นต้น
การเลิกสัญญาหมั้นเพราะเหตุนี้ โดยหลักแล้วจะเรียกค่าทดแทนกันไม่ได้ เว้นแต่กรณีที่คู่หมั้นอีกฝ่ายประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง มาตรา 1444 บัญญัติเป็นข้อยกเว้นเอาไว้ให้เรียกค่าทดแทน ได้
ก) ชายบอกเลิกสัญญาหมั้นเพราะมีเหตุสำคัญเกิดแก่หญิงคู่หมั้น
มาตรา 1442 บัญญัติให้ชายมีสิทธิบอกเลิกสัญญาหมั้นได้ เช่นหญิงยอมให้ชายอื่นร่วมประเวณีด้วย หรือ หญิงวิกลจริตในภายหลัง แต่การที่หญิงวิกลจริตเล็กน้อยและชายก็ทราบมาแต่ต้น ไม่ถือว่าเป็นเหตุสำคัญอันเกิดแต่หญิงคู่หมั้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1036/2524
โจทก์เป็นโรคจิตประสาทอย่างอ่อน มีอาการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ สามารถรักษาให้หายได้ และผู้ที่เป็นโรคนี้สามารถแต่งงานได้ จำเลยเคยพาโจทก์ออกไปเที่ยวนอกบ้านทั้งในเวลาก่อนและหลังหมั้นและกว่าโจทก์จำเลยจะแต่งงานกันก็เป็นเวลาภายหลังหมั้นถึง 5 เดือนเศษ เมื่อจำเลยแต่งงานและอยู่กินกับโจทก์เป็นเวลา 3 เดือนเศษแล้วจำเลยปฏิเสธไม่ยอมไปจดทะเบียนสมรสกับโจทก์ ดังนี้ ถือไม่ได้ว่าเหตุที่ไม่มีการสมรสนั้นมีเหตุผลสำคัญอันเกิดแต่โจทก์ โจทก์จึงไม่ต้องคืนของหมั้น
โจทก์ฟ้องเรียกของหมั้นที่จำเลยเก็บไว้จำเลยให้การว่าโจทก์ไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องเพราะคดีขาดอายุความตามกฎหมาย โดยมิได้แสดงเหตุแห่งการขาดอายุความมาด้วยนั้นเป็นคำให้การที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 177 วรรคสอง จึงไม่มีประเด็นในเรื่องฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6385/2551
การที่โจทก์ที่ 2 ตกลงหมั้นหมายกับจำเลยที่ 2 นั้น แสดงว่าโจทก์ที่ 2 ประสงค์ที่จะใช้ชีวิตคู่ร่วมกับจำเลยที่ 2 และในฐานะคู่หมั้นโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นฝ่ายหญิงย่อมต้องคาดหวังในตัวจำเลยที่ 2 ว่า จะเป็นผู้ที่สามารถนำพาครอบครัวที่จะเกิดขึ้นในอนาคตไปสู่ความเจริญและมั่นคง การที่โจทก์ที่ 2 พยายามปลุกจำเลยที่ 2 ให้ตื่นเพื่อให้ไปช่วยรดน้ำข้าวโพดอันเป็นงานที่อยู่ในวัยที่จำเลยที่ 2 จะช่วยเหลือได้ แต่จำเลยที่ 2 กลับอิดออด ซ้ำยังหลบเข้าไปในห้อง เมื่อโจทก์ที่ 2 ตามเข้าไปก็กระโดดหนีออกทางประตูหลังบ้าน แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 หาได้เอาใจใส่ช่วยเหลือคู่หมั้นของตนตามที่ควรจะเป็น จึงย่อมเป็นธรรมดาที่โจทก์ที่ 2 จะรู้สึกไม่พอใจและแสดงออกซึ่งความรู้สึกไม่พอใจดังกล่าว ส่วนการที่โจทก์ที่ 2 ใช้มีดงัดกลอนประตูห้อง รวมทั้งการวิ่งไล่ตามและตบหน้าจำเลยที่ 2 แม้จะเป็นเรื่องไม่เหมาะสมและเกินเลยไปบ้าง แต่ก็เชื่อว่าเป็นเรื่องของอารมณ์ชั่ววูบเท่านั้น หาใช่เป็นนิสัยที่แท้จริงของโจทก์ที่ 2 ไม่ ทั้งนี้เพราะจำเลยที่ 2 และโจทก์ที่ 2 รู้จักกันมาตั้งแต่ทั้งสองฝ่ายยังเป็นเด็กย่อมต้องทราบนิสัยใจคอของกันและกันเป็นอย่างดี หากโจทก์ที่ 2 มีความประพฤติไม่ดีจำเลยที่ 2 คงไม่ไปขอหมั้นโจทก์ที่ 2 เป็นแน่ หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ยังไปบ้านโจทก์ที่ 2 จำเลยที่ 1 พยายามไกล่เกลี่ยให้จำเลยที่ 2 สมรสกับโจทก์ที่ 2 แสดงว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้ถือเอาเรื่องดังกล่าวเป็นสาระสำคัญและโกรธเคืองโจทก์ที่ 2 การกระทำของโจทก์ที่ 2 ดังกล่าวจึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นเหตุสำคัญอันเกิดแก่หญิงคู่หมั้นอันทำให้ชายไม่สมควรสมรสกับหญิงนั้น เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ยอมสมรสกับโจทก์ที่ 2 จึงถือว่าจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้น โจทก์ทั้งสองจึงไม่ต้องคืนของหมั้น และมีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งสองชำระค่าใช้จ่ายอันสมควรในการเตรียมการสมรสได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1440 (2) และสาเหตุที่จำเลยที่ 2 ไม่ยอมสมรสกับโจทก์ที่ 2 นั้น เนื่องจากจำเลยทั้งสองอ้างว่ามีเหตุสำคัญอันเกิดแก่โจทก์ที่ 2 ดังนั้น กำหนดวันสมรสจึงไม่ใช่ข้อสำคัญที่จะนำมาพิจารณาว่าฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้น จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่าการหมั้นได้กำหนดวันสมรสไว้ล่วงหน้าหรือไม่
ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1437 วรรคสาม บัญญัติไว้ว่า “สินสอด เป็นทรัพย์สินซึ่งฝ่ายชายให้แก่บิดามารดา ผู้รับบุตรบุญธรรม หรือผู้ปกครองฝ่ายหญิงแล้วแต่กรณีเพื่อตอบแทนการที่หญิงยินยอมสมรส ถ้าไม่มีการสมรสโดยมีเหตุสำคัญอันเกิดแก่หญิงหรือโดยมีพฤติการณ์ซึ่งฝ่ายหญิงต้องรับผิดชอบ ทำให้ชายไม่สมควรหรือไม่อาจสมรสกับหญิงนั้น ฝ่ายชายเรียกสินสอดคืนได้” ดังนั้น เมื่อจำเลยทั้งสองตกลงว่าจะให้สินสอดแก่โจทก์ที่ 1 เพื่อเป็นการตอบแทนที่โจทก์ที่ 2 ยอมสมรสด้วยแต่การสมรสระหว่างโจทก์ที่ 2 กับจำเลยที่ 2 ไม่ได้เกิดขึ้น เพราะจำเลยทั้งสองเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิเรียกสินสอดจากจำเลยทั้งสองได้

ข) หญิงบอกเลิกสัญญาหมั้นเพราะมีเหตุสำคัญเกิดแก่ชายคู่หมั้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1235/2506
ชายคู่หมั้นตั้งรังเกียจหญิงคู่หมั้น โดยหญิงคู่หมั้นนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานซึ่งชายอื่นขี่เพื่อไปดูภาพยนตร์ในเวลากลางคืน มีเพื่อนไปด้วยกันรวม 7 คน แล้วชาวบ้านคิดเดาและลือกันว่าหญิงนั้นมีความสัมพันธ์ทางชู้สาวกับชายที่ขี่จักรยานนั้น การที่หญิงคู่หมั้นกระทำเพียงเท่านี้ แล้วต่อมาหญิงนั้นไม่ยอมสมรสกับชายคู่หมั้น ก็จะถือว่าเพราะมีเหตุผลสำคัญอันเกิดแต่หญิงนั้นหาได้ไม่ หญิงนั้นจึงมิต้องคืนของหมั้นเพราะเหตุเช่นนี้
ชายคู่หมั้นหมิ่นประมาทหญิงคู่หมั้นซึ่งเป็นการร้ายแรงตามความหมายในมาตรา 1500(2) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ย่อมเป็นเหตุผลอันสำคัญอันเกิดแต่ชายคู่หมั้นซึ่งหญิงคู่หมั้นจะไม่ยอมสมรสกับชายนั้นโดยมิต้องคืนของหมั้นได้
ถ้อยคำที่ถือว่าเป็นการหมิ่นประมาทซึ่งเป็นการร้ายแรงตามความหมายในมาตรา 1500(2)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3731/2533
โจทก์ได้หญิงรับใช้ในบ้านโจทก์เป็นภริยามาเป็นเวลานาน ถือได้ว่าโจทก์อุปการะเลี้ยงดูและยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาอยู่ จึงมีเหตุสำคัญอันเกิดแก่โจทก์ทำให้จำเลยซึ่งเป็นคู่หมั้น ของโจทก์ไม่สมควรสมรสกับโจทก์ จำเลยมิใช่เป็นฝ่ายผิด สัญญาหมั้น จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาหมั้นได้โดยไม่ต้องคืนของหมั้นให้แก่โจทก์
“ค่าทดแทนในการเลิกสัญญาหมั้น”

1.ค่าทดแทนที่คู่หมั้นเรียกเพราะอีกฝ่ายประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตาม มาตรา 1444 การประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ต้องถือตามความรู้สึกของวิญญูชนทั่วๆไป ทั้งการประพฤติชั่วร้ายแรงอาจเป็นความผิดอาญาหรือไม่ก็ได้ เช่นหญิงยอมให้ชายอื่นร่วมประเวณี แม้ไม่ผิดทางอาญาก็ถือว่าเป็นการประพฤติชั่วร้ายแรงเช่นกัน
แต่เหตุดังกล่าว ต้องเกิดหลังการหมั้น หากเกิดก่อนการหมั้น คู่หมั้นอีกฝ่ายจะเรียกค่าทดแทนไม่ได้ มีเพียงสิทธิบอกเลิกสัญญาหมั้นเพราะถือว่ามีเหตุสำคัญเกิดแก่คู่หมั้นอีกฝ่ายหนึ่งเท่านั้น เว้นแต่การประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงนั้นเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องกันมาจนถึงการหมั้น
2.ค่าทดแทนจากชายหรือหญิงอื่นที่ล่วงเกินคู่หมั้นทางประเวณี

2.1 การที่ชายอื่นหรือหญิงอื่นร่วมประเวณีกับคู่หมั้นโดยคู่หมั้นยินยอม คู่หมั้นอีกฝ่ายต้องบอกเลิกสัญญาหมั้นตามมาตรา 1442 หรือ 1443 ก่อน จึงจะมีสิทธิเรียกค่าทดแทนตามมาตรา 1445 นี้ได้ ทั้งชายหรือหญิงอื่นที่มาร่วมประเวณีต้องรู้ด้วยว่า คู่หมั้นอีกฝ่ายเป็นใคร หากเพียงแต่รู้ว่าหญิงหรือชาย ที่ตนร่วมประเวณีด้วยนั้นหมั้นแล้ว แต่ไม่รู้ว่าคู่หมั้นเป็นใคร คู่หมั้นอีกฝ่ายไม่อาจเรียกค่าทกแทนจากหญิงหรือชายอื่นที่มาร่วมประเวณีกับคู่หมั้นของตนได้

“หากเพียงแต่กอดจูบลูบคลำ แต่ยังไม่ถึงขั้นร่วมประเวณี เช่นนี้เป็นเพียงการล่วงเกินในทำนองชู้สาวเท่านั้น จะเรียกค่าทดแทนจากชายหรือหญิงอื่นตามมาตรา 1445 ไม่ได้ เรียกได้เฉพาะแต่กับคู่หมั้น เพราะถือเป็นการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงเท่านั้น”

2.2 การที่บุคคลอื่นข่มขืนหรือพยายามข่มขืนหญิงคู่หมั้นหรือชายคู่หมั้น ตามมาตรา 1446

เรียกได้โดยคู่หมั้นจำต้องบอกเลิกสัญญาหมั้นก่อน ทั้งนี้เพราะไม่ใช่กรณีที่หญิงหรือชายคู่หมั้นยินยอมให้มีการร่วมประเวณี ทั้งบุคคลอื่นต้องรู้หรือควรรู้ว่าหญิงหรือชายที่ตนข่มขืนหรือพยายามข่มขืนนั้นมีคู่หมั้นแล้ว แต่ไม่ต้องถึงขนาดจะต้องรู้ว่าคู่หมั้นอีกฝ่ายเป็นใคร 
อย่างไรก็ดีการล่วงเกินในทำนองชู้สาวโดยไม่มีเจตนาข่มขืน คู่หมั้นจะเรียกค่าทดแทนจากบุคคลอื่นไม่ได้ ทั้ง ตามมาตรา 1445 และ 1446 จำกัดแต่เฉพาะการร่วมประเวณีระหว่างชายและหญิงเท่านั้น คำว่า “บุคคลอื่น”จึงหมายความแต่เฉพาะ เพศตรงข้ามกับชายหรือหญิงคู่หมั้นเท่านั้น ฉะนั้นหากชายอื่นมาข่มขืนชายคู่หมั้นทางทวารหนัก หญิงคู่หมั้นไม่อาจเรียกค่าทดแทนได้ 

“อายุความในเรื่องของหมั้นจำกัดไว้เพียง 6 เดือน แต่การเรียกสินสอดคืนกฎหมายไม่ได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องถืออายุความ 10 ปี “

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4905/2543
พฤติการณ์ที่จำเลยซื้อแหวนเรือนทองฝังเพชรมอบให้โจทก์ตลอดจนการจองสถานที่จัดงานพิธีสมรสและพิมพ์บัตรเชิญงานสมรสรวมทั้งการติดต่อผู้ใหญ่ให้มาเป็นเจ้าภาพในงานพิธีสมรส ล้วนส่อแสดงว่าจำเลยประสงค์จะสมรสกับโจทก์ การให้แหวนกันดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการหมั้นและเพื่อเป็นหลักฐานว่าจะมีการสมรสกันในเวลาต่อมาแม้การหมั้นจะมิได้จัดพิธีตามประเพณีหรือมีผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายมาร่วมเป็นสักขีพยานก็เป็นการหมั้นโดยสมบูรณ์ตามกฎหมาย เมื่อจำเลยไปสมรสกับ น. โดยมิได้สมรสกับโจทก์ จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้น
โจทก์จำเลยกำหนดจัดงานพิธีสมรสกันในวันที่ 11 พฤศจิกายน2537 แต่พอถึงเวลาดังกล่าวไม่มีการจัดงานพิธีสมรส แต่โจทก์และจำเลยก็ยังมีความประสงค์ที่จะสมรสกันอยู่เพียงแต่มีการเลื่อนไป โดยทั้งสองยังมีความสัมพันธ์กันด้วยดีตลอดมา ในช่วงนั้นยังถือไม่ได้ว่าจำเลยผิดสัญญาหมั้น แต่ต่อมาวันที่ 19 พฤศจิกายน 2539 จำเลยจัดงานพิธีสมรสกับ น. ต้องถือว่าจำเลยผิดสัญญาหมั้นกับโจทก์นับแต่วันดังกล่าว เมื่อนับถึงวันฟ้องเป็นเวลาไม่เกิน 6 เดือน ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ





สรุปคำบรรยาย กฎหมาย ครอบครัว เนติสมัยที่ 1/67 ครั้งที่ 2 | เจาะหลัก สกัดฎีกา 5 ดาว เตรียมสอบ 3 สนาม อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

จำนวนผู้ชม : 6514 ครั้ง
ลงวันที่ 01/09/2014 15:49:43





ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน