หัวข้อ : สรุปละเมิด เนติบัณฑิต สมัยที่1/67 บรรยายครั้งที่ 2
หมวดหมู่ : สกัดหลัก กฎหมายแพ่ง ฎีกาเด่น 5ดาว (เตรียมสอบ 3 สนาม)







สรุปละเมิด เนติบัณฑิต รวมฎีกาคำบรรยายเนติสมัยที่ ๑/๖๗ บรรยายครั้งที่ ๒ 
โดย อ.เพ็ง เพ็งนิติ วันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๕๗

ข้อมูลชุดสรุปคำบรรยาย แบ่งปัน เผยแพร่ เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา โดยคุณ Kty ning
---------------------------------


ทำต่อผู้มิได้เป็นเจ้าของ.... (ต่อจากคราวที่แล้ว)


กรณีซื้อขายเป็นโมฆะ การทำสัญญาซื้อขายหากสัญญาเป็นโมฆะมันก็สูญเปล่าไม่มีผลบังคับ กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ซื้อขายนั้นก็ไม่โอนไป หากสัญญาซื้อขายที่เป็นโมฆะเนื่องจากขัดต่อกฎหมาย ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ผู้ใดจะกล่าวอ้างสัญญานั้นไม่ได้ สำหรับเจ้าของทรัพย์สินที่ถูกทำละเมิดทำให้เสียหายในฐานะผู้ทรงกรรมสิทธิ์ต้องถือว่าเป็นผู้ถูกทำละเมิดเป็นผู้ได้รับความเสียหายซึ่งไม่มีปัญหา ที่มีปัญหาก็คือผู้ครอบครองทรัพย์สินนั้นถือว่าเป็นผู้ถูกทำละเมิดหรือไม่ เห็นได้ว่าแม้สัญญาซื้อขายจะเป็นโมฆะเพราะผิดรูปแบบตามที่กฎหมายกำหนด แต่ผู้ขายก็ได้ส่งมอบการครอบครองให้แก่ผู้ซื้อแล้ว ผู้ซื้อมีสิทธิใช้สอยหรือได้ประโยชน์จากทรัพย์สินนั้นแม้ว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์นั้นจะยังไม่โอนมายังผู้ซื้อก็ตาม คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๓๙๔/๒๕๒๙
“กรณีรถประจำตำแหน่งถือว่าผู้ครองตำแหน่งเป็นผู้ได้ประโยชน์จากการใช้สอยทรัพย์สินและต้องดูแลรักษาทรัพย์สินนั้น เมื่อมีผู้ทำละเมิดจึงถือว่าเป็นการละเมิดต่อผู้ครองตำแหน่ง ผู้ครองตำแหน่งมีอำนาจฟ้องผู้ทำละเมิดได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๙๔๒/๒๕๒๖”
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2942/2526
โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์รถพิพาท แต่มีสิทธิใช้และมีหน้าที่บำรุงรักษาตามที่กรมตำรวจมอบหมาย เมื่อจำเลยกระทำละเมิดเป็นเหตุให้รถเสียหายใช้การไม่ได้ ในขณะที่โจทก์ครอบครองใช้สอยอยู่ ย่อมถือได้ว่ามีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของโจทก์เกิดขึ้นแล้ว โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยได้
“กรณีเช่าทรัพย์ตามสัญญาเช่าทรัพย์นั้น ผู้เช่ายอมมีสิทธิ์ได้ใช้หรือได้ประโยชน์ในทรัพย์สินที่เช่าทั้งนี้ตามมาตรา ๕๓๗ ทั้งหากสัญญาเช่าเลิกกัน ผู้เช่าต้องส่งคืนทรัพย์สินที่เช่าในสภาพซ่อมแซมดี เพราะฉะนั้นหากมีผู้ทำละเมิดทำให้ทรัพย์สินที่เช่านั้นเสียหายในขณะที่อยู่ในความครอบครองของผู้เช่าย่อมถือว่าทำให้ผู้เช่าได้รับความเสียหาย ถือว่าเป็นการทำละเมิดต่อผู้เช่าเหมือนกัน คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๖๘๕/๒๕๓๔”
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2685/2534
โจทก์ฟ้องว่า คนขับรถยนต์บรรทุกของจำเลยชื่อนาย สมศักดิ์ไม่ทราบนามสกุล ตามที่จำเลยให้การไว้ต่อพนักงานสอบสวน จึงเป็นการบรรยายฟ้องถึงตัวบุคคลตามที่จำเลยให้การถึง ซึ่งการที่บุคคลนั้นจะเป็นนายสมศักดิ์หรือนายคำรณและชื่อดังกล่าวจะเป็นชื่อจริงหรือไม่ก็คงหมายถึงบุคคลคนเดียวกันที่เป็นลูกจ้างขับรถให้จำเลยในทางการที่จ้างนั่นเอง ที่จำเลยอ้างว่าคนขับรถยนต์บรรทุกชื่อนายคำรณมิใช่นายสมศักดิ์ตามที่โจทก์บรรยายฟ้อง จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชอบนั้นฟังไม่ขึ้น โจทก์เช่ารถยนต์โดยสารที่ถูกรถยนต์บรรทุกของจำเลยชนจากบริษัท ธ. โจทก์ได้ทำการซ่อมแซมรถยนต์โดยสารตามสัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับบริษัท ธ. เจ้าของรถยนต์โดยสารแล้ว โจทก์จึงเสียหายและฟ้องเรียกค่าเสียหายในส่วนนี้กับค่าขาดรายได้ในระหว่างซ่อมแซมได้ แม้โจทก์จะไม่ใช่เจ้าของรถยนต์โดยสารก็ตาม ส่วนค่าเช่ารถยนต์โดยสารที่โจทก์ต้องจ่ายแก่บริษัท ธ. นั้นเป็นเงินลงทุนของโจทก์ที่จะทำให้เกิดรายได้ขึ้นซึ่งไม่ว่าจะมีเหตุละเมิดเกิดขึ้นหรือไม่ โจทก์ก็ต้องจ่ายอยู่แล้ว ค่าเช่ารถยนต์โดยสารจึงไม่ใช่ความเสียหายที่เกิดจากการกระทำละเมิดของลูกจ้างจำเลย โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยชดใช้ค่าเช่ารถยนต์โดยสารในระหว่างการซ่อมแซมแก่โจทก์.
“กรณีการเช่าที่ไม่มีหนังสือสัญญาเช่าเป็นเรื่องบังคับระหว่างคู่สัญญาว่า ถ้าไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือแล้วฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะอาศัยประโยชน์จากสัญญานั้นมาฟ้องร้องบังคับคดีอีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้เท่านั้น ไม่ได้แปลว่าจะใช้ยันกับบุคคลภายนอกไม่ได้ ทั้งไม่ได้แปลว่าจะใช้ยันกับผู้ทำละเมิดไม่ได้เพราะผู้เช่ายังมีสิทธิครอบครองใช้สอยทรัพย์สินที่เช่าอยู่และต้องถือว่าผู้ให้เช่ามอบการครอบครองทรัพย์สินที่เช่านั้นให้แก่ผู้เช่าแล้ว ดังนั้นหากมีผู้ทำละเมิดผู้เช่าย่อมฟ้องเรียกค่าเสียหายได้แม้จะไม่มีสัญญาเช่าหรือหลักฐานเป็นหนังสือก็ตาม”
“แต่หากเป็นกรณีผู้เช่ายังไม่ได้ครอบครองทรัพย์สินที่เช่า ต้องถือว่าสัญญาเช่าเป็นเพียงบุคคลสิทธิใช้ยันกันได้ระหว่างคู่สัญญาเท่านั้น ดังนั้นหากมีผู้ทำละเมิดต้องถือว่าผู้ให้เช่าซึ่งเป็นผู้ทรงกรรมสิทธิ์เป็นผู้เสียหาย เมื่อผู้เช่ายังไม่ได้ครอบครองทรัพย์สินที่เช่าจึงเป็นเพียงบุคคลสิทธิไม่อาจใช้ยันบุคคลภายนอกได้ ผู้เช่าไม่อาจฟ้องผู้ทำละเมิดได้ คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๖๑๐/๒๕๑๒, คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๙๐/๒๕๑๘”
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1190/2518
เดิมเจ้าของที่ดินตกลงให้ ท.เช่าที่ดินเพื่อปรับปรุงก่อสร้างอาคารพาณิชย์โดยให้กรรมสิทธิ์ในสิ่งก่อสร้างตกเป็นของเจ้าของที่ดินนับแต่วันสร้างเสร็จ และให้ ท.มีสิทธิเก็บผลประโยชน์ได้เป็นเวลา 12 ปีนับแต่วันครบกำหนดก่อสร้าง ต่อมา ท. ได้โอนสิทธิตามสัญญาเช่าให้โจทก์ตามที่มีข้อตกลงอนุญาตไว้ เจ้าของที่ดินได้แจ้งให้จำเลยออกไปจากที่ดิน จำเลยไม่ยอมขนย้ายออกไปทำให้โจทก์เข้าก่อสร้างในที่ดินที่เช่าไม่ได้ โจทก์จึงฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยโดยเรียกเจ้าของที่ดินเข้ามาเป็นโจทก์ร่วม พร้อมกับยื่นคำฟ้อง ดังนี้เมื่อปรากฏว่าจำเลยเข้าอยู่ในที่เช่าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ร่วม อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ร่วม โจทก์และโจทก์ร่วมจึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยซึ่งอยู่ในที่เช่าโดยละเมิดได้ โดยไม่จำต้องบอกกล่าวให้จำเลยออกไปจากที่เช่าก่อน และแม้โจทก์จะไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยโดยลำพัง โจทก์ก็ชอบที่จะขอให้ศาลเรียกโจทก์ร่วมเข้ามาในคดีเพื่อศาลจะได้วินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างผู้เป็นคู่กรณีทั้งหลายรวมไปเป็นคดีเดียวกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 477 และ 549 ทำให้อำนาจฟ้องของโจทก์บริบูรณ์ขึ้นได้ (อ้างคำพิพากษาฎีกาที่1053/2509)
ในกรณีดังกล่าวเมื่อจำเลยทำละเมิด ย่อมต้องมีความเสียหายเกิดขึ้นเพราะผลแห่งการละเมิด และศาลจะบังคับให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนสถานใดเพียงใดนั้น ย่อมแล้วแต่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด และค่าสินไหมทดแทนนั้นรวมทั้งค่าเสียหายอันจะพึงบังคับให้ใช้เพื่อความเสียหายอย่างใดๆ ที่จำเลยได้ก่อขึ้นนั้นด้วย ฉะนั้นการที่จำเลยไม่ยอมออกจากที่เช่า เป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถปลูกตึกแถวในที่เช่าให้เช่าหาประโยชน์ตามสัญญาที่ผูกพันกันระหว่างโจทก์กับโจทก์ร่วม ซึ่งจำเลยได้รับการบอกกล่าวให้ทราบแล้ว จึงต้องถือว่าเป็นความเสียหายอันเนื่องจากจากการทำละเมิดของจำเลย เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยโดยเรียกโจทก์ร่วมเข้ามาในคดี จำเลยจึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์
“ในเรื่องการเช่านั้นหากทรัพย์สินที่เช่าเกิดชำรุดบกพร่องหรือถูกรอนสิทธิ ต้องบังคับตามมาตรา ๕๔๙ ประกอบมาตรา ๔๔๗ ในกรณีผู้เช่ายังไม่ได้ครอบครองทรัพย์สินที่เช่า ผู้เช่าจะฟ้องผู้บุกรุกโดยลำพังไม่ได้เพราะไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกันต้องขอให้ศาลเรียกผู้ให้เช่ามาเป็นคู่ความร่วมด้วยจึงจะทำให้ผู้เช่ามีอำนาจฟ้องผู้ทำละเมิดคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๑๙๐/๒๕๑๘”

กรณีจ้างทำของ หากผู้รับจ้างไม่ได้เป็นผู้หาสัมภาระมาเพื่อทำในสิ่งที่ถูกจ้าง เมื่อมีบุคคลภายนอกมาทำละเมิดในขณะที่ทำการงานให้แก่ผู้ว่าจ้างไม่ถือว่าเป็นการทำละเมิดต่อผู้รับจ้าง 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 79/2486
คนขับรถยนต์ของจำเลยได้ชนรถของคนอื่นที่โจทก์รับจ้างซ่อมและยังไม่ได้มอบคืนเจ้าของ กรณีเช่นนี้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายเพราะโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหาย
การรับจ้างซ่อมรถยนต์ไม่ใช่สัญญาจ้างทำของอันผู้รับจ้างเป็นผู้จัดหาสัมภาระตามมาตรา 603

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2431/2523
ศาลอุทธรณ์มีอำนาจวินิจฉัยข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในสำนวนไปได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยเสียก่อน
เจ้าของนำรถจักรยานยนต์มาจ้างร้านโจทก์ซ่อมแล้วไม่มารับคืนเพราะค่าจ้างสูง โจทก์จึงเอามาใช้ขับขี่ แล้วถูกรถจำเลยชนได้รับความเสียหาย กรณีนี้โจทก์เป็นผู้ครอบครองรถจักรยานยนต์โดยชอบด้วยกฎหมาย และจะต้องรับผิดต่อเจ้าของรถหากรถนั้นต้องเสียหาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องให้จำเลยซึ่งเป็นผู้ละเมิดชดใช้ค่าเสียหายเกี่ยวกับรถจักรยานยนต์คันนั้นแก่โจทก์ได้

สองฎีกานี้ต่างกันเพราะ ฎีกาแรกไม่ถือว่าเป็นการละเมิดต่อผู้รับจ้าง เนื่องจากไม่ใช่ความผิดของผู้รับจ้าง ทรัพย์สินที่ซ่อมหรือรถคันที่ซ่อมเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของรถไม่ใช่ของผู้ว่าจ้าง ไม่ใช่ของผู้รับจ้าง ทั้งสัญญาจ้างไม่ได้ให้ผู้รับจ้างเป็นผู้จัดหาสัมภาระเพื่อมาทำการงานที่ว่าจ้าง แต่ฎีกาหลังฟ้องได้ เพราะผู้รับจ้างซ่อมไม่มีสิทธินำรถนั้นไปใช้สอย มีสิทธิเพียงยึดหน่วงรถคันนั้นไว้จนกว่าผู้ว่าจ้างจะมาชำระค่าซ่อมเท่านั้น เมื่อนำรถไปใช้สอยจึงเป็นการละเมิดต่อผู้ว่าจ้าง เมื่อเป็นการทำละเมิดหากรถนั้นเสียหาย ผู้รับจ้างก็ต้องรับผิดต่อผู้ว่าจ้างตามมาตรา 439

กรณีบิดานอกกฎหมาย การทำละเมิดต่อเด็กที่มีบิดานอกกฎหมายก็ต้องถือว่าเป็นการกระทำละเมิดต่อบิดานอกกฎหมายเช่นเดียวกัน เพราะบิดานอกกฎหมายก็เป็น................ตามความเป็นจริง ซึ่งฎีกาที่ 294/2538 ได้วินิจฉัยเอาไว้แล้ว ทั้งเมื่อพิจารณาดูมาตรา 430 ในส่วนของผู้ดูแล หากบิดานอกกฎหมายซึ่งดูแลผู้เยาว์อยู่เป็นนิจ ก็ต้องรับผิดในความเสียหายที่เกี่ยวกับการละเมิด การดูแลอย่างนี้ก็คือ การใช้อำนาจปกครองอย่างหนึ่งเหมือนกัน เพราะฉะนั้นจึงต้องแปลว่าบิดานอกกฎหมายมีอำนาจปกครอง หากใครมาทำละเมิดต่อผู้เยาว์ ซึ่งบุตรนอกกฎหมายก็ถือว่าเป็นการละเมิดต่อบิดานอกกฎหมายเช่นเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 294/2538
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1598/28ที่บัญญัติว่าบุตรบุญธรรมย่อมมีฐานะอย่างเดียวกับบุตรชอบด้วยกฎหมายของผู้รับบุตรบุญธรรมและในวรรคที่2ที่บัญญัติว่าให้นำบทบัญญัติในลักษณะ2หมวด2แห่งบรรพนี้(ตั้งแต่มาตรา1561ถึงมาตรา1584/1)มาใช้บังคับโดยอนุโลมนั้นหมายความเพียงว่าให้นำบทบัญญัติว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของบิดามารดาและบุตรมาใช้บังคับแก่บุตรบุญธรรมโดยอนุโลมเท่านั้นไม่ได้บังคับว่าจะต้องนำทุนมาตรามาใช้บังคับทั้งหมดส่วนบทบัญญัติในมาตรา1562ที่บัญญัติว่าผู้ใดจะฟังบุพการีของตนเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญามิได้นั้นเป็นบทบัญญัติจำกัดสิทธิของบุคคลจึงต้องตีความโดยเคร่งครัด ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา29เดิม(มาตรา28ที่แก้ไขใหม่)ให้ความหมายของคำว่าผู้บุพการีไว้ว่าหมายถึงบิดามารดาปู่ย่าตายายทวดและผู้สืบสายโลหิตกันโดยตรงขึ้นไปตามความเป็นจริงจำเลยเป็นเพียงผู้รับโจกท์เป็นบุตรบุญธรรมไม่ใช่บิดาโจทก์จึงไม่ใช่ผู้บุพการีของโจทก์โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1562
กรณีกระทำต่อบุตรบุญธรรม หากทำละเมิดต่อบุตรบุญธรรมถือว่าเป็นการทำละเมิดต่อบิดามารดาบุญธรรมด้วย และในมาตรา 1598/28 ยังบัญญัติว่าบุตรบุญธรรมไม่เสร็จสิ้นสิทธิและหน้าที่ในครอบครัวที่ได้กำเนิดมา อันหมายถึงสิทธิและหน้าที่ของบิดามารดาโดยกำเนิดยังคงมีอยู่ เพราะฉะนั้นถือว่าเป็นการทำละเมิดต่อบิดามารดาโดยกำเนิดด้วย คือเป็นทั้งละเมิดต่อผู้เยาว์ ต่อบิดามารดาบุญธรรม และต่อบิดามารดาที่ให้กำเนิดมา

กรณีฝากทรัพย์ กฎหมายกำหนดให้ผู้รับฝากมีหน้าที่เก็บรักษาทรัพย์สินนั้นไว้ในอารักขาแห่งตน และมีหน้าที่คืนทรัพย์สินนั้นให้แก่ผู้ฝากด้วย ฉะนั้นหากมีคนมาทำให้ทรัพย์นั้นเสียหาย ถือว่าผู้รับฝากเป็นผู้ถูกทำละเมิด ตามมาตรา 657 และมาตรา 659

กรณียืมใช้คงรูปในมาตรา 673 ระบุว่า ถ้าผู้ยืมใช้สอยทรัพย์แบบผิดปกติผู้ยืมจึงต้องรับผิดต่อผู้ให้ยืม แต่ถ้าผู้ยืมใช้สอยทรัพย์นั้นอย่างปกติ ไม่ได้เข้าเกณฑ์ตามมาตรา 643 แล้ว ผู้ยืมก็ไม่ต้องรับผิดต่อผู้ให้ยืม เมื่อมาตรา 643 บอกไม่ต้องรับผิดต่อผู้ให้ยืมแล้ว การที่บุคคลภายนอกมาทำให้ทรัพย์สินนั้นเสียหายโดยละเมิด จึงไม่ถือว่าทำให้ผู้อื่นเสียหา 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3451/2524
ในการยืมใช้คงรูปนั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา643 ได้บัญญัติให้ผู้ยืมต้องรับผิดต่อผู้ให้ยืมเฉพาะแต่กรณีผู้ยืมเอาทรัพย์ที่ยืมไปใช้การอย่างอื่นนอกจากการอันเป็นปกติแก่ทรัพย์สินนั้น หรือนอกจากการอันปรากฏในสัญญา หรือเอาไปให้บุคคลภายนอกใช้สอยหรือเอาไปไว้นานกว่าที่ควรจะเอาไว้ โจทก์เป็นแต่เพียงผู้ยืมรถคันที่ถูกชนไม่ได้เป็นเจ้าของไม่ปรากฏเหตุดังกล่าวที่โจทก์จะต้องรับผิดต่อผู้ให้ยืม. และการที่รถที่โจทก์ขับได้รับความเสียหายก็มิใช่เป็นความผิดของโจทก์ฉะนั้นโจทก์ในฐานะผู้ยืมจึงไม่ต้องรับผิดต่อเจ้าของรถและแม้ว่าโจทก์จะได้ซ่อมรถคันดังกล่าวไปแล้ว โจทก์ก็ไม่อยู่ในฐานะที่จะรับช่วงสิทธิของเจ้าของรถที่จะเรียกร้องให้จำเลยรับผิดได้ เพราะการรับช่วงสิทธิจะมีได้ต่อเมื่อผู้รับช่วงสิทธิมีหนี้อันจะต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้คือเจ้าของรถ เมื่อโจทก์ไม่ใช่ผู้รับช่วงสิทธิโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1180/2519
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยขับรถยนต์ชนรถจักรยานยนต์ของโจทก์โดยละเมิด แต่ได้ความว่ารถจักรยานยนต์เป็นของน้องชายโจทก์โจทก์ไม่ใช่เจ้าของรถ และการที่เกิดเหตุชนกันก็เป็นการใช้รถจักรยานยนต์ของโจทก์โดยปกติธรรมดา โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยใช้ค่าซ่อมรถและค่าเสื่อมราคา ซึ่งเป็นค่าเสียหายที่เกี่ยวกับรถโดยตรง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6683/2537
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ประกอบด้วยมาตรา 438 วรรคสอง บัญญัติให้ผู้ทำละเมิดต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนรวมทั้งค่าเสียหายอันจะพึงบังคับให้ใช้เพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันได้ก่อขึ้นเป็นการเฉพาะไว้แล้วโจทก์ผู้ยืมรถยนต์ของผู้อื่นมาแล้วถูกจำเลยทำละเมิดชนท้ายได้รับความเสียหาย โจทก์ไม่มีหน้าที่ซ่อมรถยนต์คันที่ถูกทำละเมิดได้รับความเสียหายให้อยู่ในสภาพเดิม จึงมิใช่ผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำละเมิด ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยให้รับผิดใช้ค่าซ่อมรถยนต์ให้อยู่ในสภาพเดิ

กรณีสัญญาเช่าซื้อ ผู้เช้าซื้อมีสิทธิฟ้องผู้ทำละเมิดได้ เนื่องจากเป็นผู้ได้ประโยชน์หรือใช้สอยทรัพย์สินที่เช่านั้น เมื่อมีสิทธิฟ้องก็ทำให้ผู้เช่าซื้อมีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายและค่าขาดประโยชน์ที่ไม่ได้ใช้ตามที่เช่าซื้อ และสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อเป็นทรัพย์สินเมื่อได้มาระหว่างสมรส ภริยาของผู้เช่าซื้อในฐานะเจ้าของร่วมก็มีอำนาจฟ้องผู้ละเมิดได้ด้วย
กระทำต่อทรัพย์ที่เป็นหลักประกัน หากมีผู้ทำให้ทรัพย์สินเสียหายในระหว่างที่เจ้าหนี้ยึดทรัพย์ของลูกหนี้ อันลูกหนี้ได้มอบให้ไว้ในระหว่างที่ยังไม่ได้ชำระหนี้ เจ้าหนี้ย่อมไม่อาจคืนทรัพย์สินนั้นให้แก่ลูกหนี้ในสภาพที่เรียบร้อย ถึงแม้ว่าเจ้าหนี้ย่อมได้รับความเสียหายอันเกิดจากการละเมิด ทั้งทำให้หลักประกันนั้นเสื่อมค่าลงด้วย จึงมีอำนาจฟ้องผู้ทำละเมิดได้ 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11605/2553
พนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 1 มอบบัตรจอดรถซึ่งด้านหน้าระบุว่าต้องเสียค่าจอดรถชั่วโมงละ 10 บาท และหากทำบัตรจอดรถหายจะต้องถูกปรับ 200 บาท โดยต้องนำหลักฐานการเป็นเจ้าของรถมาแสดงให้แก่โจทก์และยินยอมให้โจทก์นำรถเข้าไปจอดในลานจอดรถของห้างฯ จำเลยที่ 2 เมื่อคนร้ายลักรถยนต์โดยขับรถฝ่าพนักงานรักษาความปลอดภัยออกไปด้วยความเร็วและไม่คืนบัตรจอดรถให้แต่พนักงานรักษาความปลอดภัยไม่ดำเนินการใดๆ เพื่อแจ้งเหตุหรือสกัดจับ กลับรอกระทั่งโจทก์กลับมาจึงแจ้งให้ทราบ การกระทำของพนักงานรักษาความปลอดภัยของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงเป็นละเมิด และจำเลยทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดชำระค่าทรัพย์สินที่อยู่ภายในรถยนต์ดังกล่าวด้วย เนื่องจากเป็นผลโดยตรงจากการที่จำเลยทั้งสองประมาทเลินเล่อ
แม้โจทก์ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์เก๋งที่ถูกคนร้ายลักไปโดยครอบครองรถยนต์เก๋งในฐานะเป็นเพียงหลักประกันการกู้ยืมเงิน แต่โจทก์ก็มีสิทธิใช้และมีหน้าที่บำรุงรักษารถยนต์เก๋งเพื่อส่งมอบคืนให้แก่เจ้าของ เมื่อจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดเป็นเหตุให้รถยนต์เก๋งถูกคนร้ายโจรกรรมไปในระหว่างที่โจทก์ครอบครองใช้สอยอยู่โจทก์จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในรถยนต์เก๋งคันดังกล่าว ถือได้ว่ามีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหน้าที่ของโจทก์เกิดขึ้นแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

การกระทำต่อผู้เยาว์หรือที่เรียกว่าสิทธิในครอบครัว เมื่อพิจารณาตามมาตรา 1000 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1564, 1566, 1567 และ 1598/2 ทั้ง 4 มาตราดังกล่าวเลี่ยงได้โดยสรุปก็คืออำนาจปกครองนั่นเอง เมื่อบิดามารดาหรือผู้ปกครองมีอำนาจปกครองผู้เยาว์ หากมีผู้ทำละเมิดต่อผู้เยาว์ก็ถือว่าเป็นการทำละเมิดต่ออำนาจปกครองของบิดามารดา หรือผู้ปกครอง 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1145/2512
บุตรโจทก์ถูกรถยนต์ชนได้รับบาดเจ็บสาหัส โจทก์ซึ่งเป็นบิดาและเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมย่อมมีหน้าที่รักษาพยาบาล เมื่อต้องเสียค่าใช้จ่ายต่างๆ ไปแล้ว จึงมีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายที่จ่ายไป ซึ่งเป็นค่าเสียหายส่วนตัวโดยตรงได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3571/2525
บุคคลผู้วานหรือใช้บุตรผู้เยาว์ของผู้อื่นทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้ตน มีหน้าที่จะต้องใช้ความระมัดระวังดูแลผู้เยาว์ตามสมควรผู้เยาว์อายุ 9 ปีเศษวิญญูชนย่อมเห็นได้ว่ายังอ่อนต่อสติปัญญาและพลกำลัง การที่จำเลยใช้ผู้เยาว์ขึ้นขย่มให้ผลกระท้อนหล่นจากต้น แล้วจำเลยมิได้ใช้ความระมัดระวังในการป้องกันมิให้เกิดอันตรายแก่ผู้เยาว์โดยงดเว้นมิได้ตักเตือนมิให้ผู้เยาว์ทำงานมากเกินไปผู้เยาว์ขย่มต้นกระท้อนอยู่ครึ่งชั่วโมงเป็นเหตุให้แขนไม่มีกำลังพอที่จะยึดเหนี่ยวกิ่งไม้ไว้ได้จึงตกลงมาตายดังนี้ เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้เยาว์ และต่อผู้ใช้อำนาจปกครองของผู้เยาว์ด้วย
โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นบิดาและผู้แทนโดยชอบธรรมของบุตรซึ่งถูกรถยนต์ของจำเลยชนได้รับบาดเจ็บสาหัส ขอให้จำเลยร่วมกันใช้ค่าเสียหายที่โจทก์ได้รับเป็นส่วนตัว กับค่าเสียหายของบุตรโจทก์ที่ถูกรถยนต์ชนจนเสียขาทั้งสองข้าง ทำให้ขาดความสำราญไปตลอดชีวิต และเสียความสามารถในการประกอบการงานในอนาคต เป็นคำฟ้องแสดงชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 172 แล้ว แม้โจทก์จะไม่ได้ระบุในช่องคู่ความว่า โจทก์ได้ฟ้องในฐานะเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของบุตรในตอนแรกก็ตาม แต่โจทก์ก็ได้บรรยายฟ้องในตอนต่อไปว่า โจทก์เป็นบิดาและผู้แทนโดยชอบธรรมของบุตร จึงถือได้ว่าโจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะส่วนตัวของโจทก์และในฐานะที่เป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของบุตรโจทก์ด้วย

การกระทำทางเพศหรือพรากผู้เยาว์ ถ้าทำต่อเด็กหรือผู้เยาว์ถือว่าเป็นการกระทำละเมิดต่อเด็กหรือผู้เยาว์ตามมาตรา 424 ทั้งไม่ว่าเด็กหรือผู้เยาว์นั้นจะมีอายุเท่าใด แต่ตราบใดที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ก็ถือว่าเป็นการกระทำต่อบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเด็กด้วย ไม่ว่าจะเป็นความผิดทางอาญาหรือไม่ก็ตาม

กรณีของทนายความนั้น หากตัวความไม่ได้มอบหมายหรือไม่ติดแก่ทนายความที่ได้รับเงินแทนตัวความได้ หากทนายความรับเงินไว้แล้วยักยอกไม่นำเงินไปมอบให้แก่ตัวความ ไม่ถือเป็นการทำละเมิดต่อตัวควา 
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 815/2535
จำเลยได้รับแต่งตั้งจากผู้เสียหายให้เป็นทนายความของผู้เสียหายโดยมิได้รับมอบหมายให้รับเงินแทนผู้เสียหาย ดังนั้นจำเลยในฐานะเป็นทนายความของผู้เสียหายจึงเพียงแต่มีอำนาจว่าความและดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ แทนผู้เสียหายได้เท่านั้น จำเลยหามีอำนาจที่จะรับเงินซึ่งจะชำระแก่ผู้เสียหายไม่ ผู้เสียหายจ้างจำเลยเป็นทนายความให้ฟ้องเรียกเงินกู้จาก ค.ต่อมาผู้เสียหายกับ ค.ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยค.ยอมชำระเงิน 45,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ชำระให้ในวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ 10,000 บาท ส่วนที่เหลืออีก 35,000 บาทจะผ่อนชำระ ต่อมา ค.ได้นำเงิน 35,000 บาท ที่เหลือไปชำระให้แก่จำเลย จำเลยรับเงินดังกล่าวโดยผู้เสียหายไม่ได้มอบหมายให้จำเลยมีอำนาจรับเงินจาก ค.แทนผู้เสียหาย ฉะนั้น เงินที่จำเลยรับไว้จาก ค. จึงยังมิใช่เป็นเงินของผู้เสียหาย แม้จะฟังว่าจำเลยได้เบียดบังเอาเงินจำนวนดังกล่าวไว้เป็นของตนโดยทุจริตก็ตามก็ยังไม่เป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ของผู้เสียหาย ผู้เสียหายจึงไม่มีสิทธิร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยโจทก์จึงไม่มีอำนาจนำคดีมาฟ้อง
การกระทำละเมิดจะต้องเป็นการกระทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดต่อกฎหมาย หากบุคคลนั้นมีสิทธิหรือมีอำนาจกระทำได้โดยชอบ ย่อมไม่ผิดกฎหมาย เมื่อไม่ผิดกฎหมายก็ไม่เป็นละเมิด การกระทำโดยผิดกฎหมายอาจเป็นความผิดต่อกฎหมายอาญาหรือกฎหมายแพ่งก็ได้ ฎีกาที่ 4191/2530 ฎีกาที่ 1341/2526 ฎีกาที่ 3360/2528 และฎีกาที่ 11632/2554
คำพิพากษาฎีกาที่ 3360/2528
ผู้เช่าซื้อมีสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อในอันที่จะใช้ประโยชน์จากทรัพย์สิน ที่ตนเช่าซื้อมาย่อมมีสิทธิฟ้องผู้ที่มายึดทรัพย์สินนั้นจากตนโดยละเมิดได้ แม้ภายหลังผู้ให้เช่าซื้อจะยึดทรัพย์สินคืนไป ก็ไม่ทำให้ผลการละเมิดที่กระทำไว้ก่อนระงับตามไปด้วย
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 424 บัญญัติว่า ในการพิพากษาคดีข้อความรับผิดเพื่อละเมิด และกำหนดค่าสินไหมทดแทนนั้น ศาลไม่จำต้องดำเนินตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายลักษณะอาญา อันว่าด้วยการที่จะต้องรับโทษและไม่จำต้องพิเคราะห์ถึงการที่ ผู้กระทำละเมิดต้องคำพิพากษาลงโทษทางอาญาหรือไม่ฉะนั้นการที่ศาลเคยพิพากษาในคดีอาญาว่า จำเลยไม่มีเจตนาลักทรัพย์และ ยกฟ้องโจทก์ ก็ไม่จำต้อง ฟังว่าจำเลยไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์เพราะจำเลยอาจกระทำผิดกฎหมายอย่างอื่นเช่นกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ที่บัญญัติถึงอำนาจหน้าที่ในการยึดทรัพย์ของลูกหนี้ไว้แล้วก็ ได้ จึงต้องฟังข้อเท็จจริงต่อไปว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่
สามีโจทก์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เสียหายได้ยอมความกันใน คดีอาญาโดยสามีโจทก์ตกลงผ่อนชำระหนี้ศาลสั่งจำหน่ายคดี เมื่อโจทก์ผิดนัด จำเลยที่ 1 ชอบที่จะ ฟ้องคดีต่อศาลบังคับให้ สามีโจทก์ชำระหนี้จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิยึดหน่วงรถยนต์ซึ่งอยู่ในความครอบครองของ โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 241และการยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา เป็นอำนาจของศาลและของ เจ้าพนักงานบังคับคดีโดยเฉพาะ ดังนั้น การที่จำเลยที่1และทหารพรานยึดรถยนต์ที่อยู่ใน ความครอบครอง ของ โจทก์ไป อ้างว่าเป็นรถยนต์ผิดกฎหมาย นำส่งพนักงานสอบสวน โดยไม่มีอำนาจตามกฎหมายจึงเป็น การกระทำ โดยละเมิดต่อโจทก์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4191/2530
ที่ดินจำเลยอยู่ทางทิศใต้ติดต่อกับที่ดินโจทก์ และมีสภาพเป็นที่ต่ำกว่าที่ดินโจทก์ มีทางน้ำธรรมชาติกว้าง 3 เมตร ผ่านที่ดินโจทก์ไปสู่ที่ดินจำเลย การที่จำเลยทำคันดินกั้นทางน้ำนั้นแล้วฝังท่อระบายน้ำขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 8 นิ้วไว้แทนในที่ดินจำเลย เป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1339 วรรคแรก ที่บัญญัติให้เจ้าของที่ดินจำต้องรับน้ำซึ่งไหลตามธรรมดาจากที่ดินสูงมาในที่ดินของตน เมื่อน้ำท่วมที่ดินโจทก์ได้รับความเสียหายเนื่องจากน้ำระบายไม่ทันถือได้ว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยรื้อถอนคันดินกั้นทางน้ำออกและเรียกร้องค่าเสียหายได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1341/2526
แม้การลงหมายเลขสมาชิกสหกรณ์ในใบเสร็จรับเงินสด จะมีผลให้พี่สาวโจทก์เจ้าของหมายเลขสมาชิกได้รับเงินปันผล หรือเงินเฉลี่ยคืนแต่เงินดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์สินของบริษัทจำเลยบริษัทจำเลยไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินนี้เพราะไม่ได้เป็นสมาชิกสหกรณ์ ของที่ซื้อจากร้านสหกรณ์ก็ได้นำไปใช้ในบริษัทจำเลยทั้งสิ้น ไม่มีผู้ใดนำไปใช้ส่วนตัวทั้งมีราคาถูกกว่าท้องตลาดทั่วไปไม่ทำให้ บริษัทจำเลยเสียหายจากการซื้อสินค้านั้นดังนั้นการที่บริษัทจำเลย ให้โจทก์ออกจากงานเพราะเหตุดังกล่าวจึงเป็นการเลิกจ้างโดยโจทก์ไม่มีความผิดเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม การที่นายจ้างเลิกจ้างนั้นหาเป็นการละเมิดตามกฎหมายไม่หากแต่เป็นสิทธิของนายจ้างที่จะกระทำได้โดยชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 การกระทำละเมิด อันจะอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแรงงานนั้นต้องสืบเนื่อง มาจากข้อพิพาทแรงงานหรือเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน คดีนี้ไม่ ปรากฏว่าจำเลยกระทำการอย่างใดอันจะเป็นการละเมิดเกี่ยวกับการทำงานของโจทก์ฉะนั้นศาลแรงงานกลางจึงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาตามมาตรา 8(5) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานฯ จำเลยอุทธรณ์เรื่องจำนวนค่าชดเชยว่าคำนวณไม่ถูกต้องข้ออุทธรณ์นี้จำเลยได้ให้การต่อสู้คดีไว้แล้วและศาลก็ได้กำหนดประเด็นข้อพิพาท ว่าโจทก์มีสิทธิเรียกค่าชดเชยหรือไม่เพียงใด แต่ศาลแรงงานกลาง มิได้หยิบยกขึ้นพิจารณาและการคำนวณค่าชดเชยนั้นยังโต้เถียงกันอยู่ศาลฎีกาย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยในประเด็นข้อนี้แล้ว พิพากษาใหม่ตามรูปคดี
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11632/2554
คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2539 โจทก์ตรวจรับมอบผ้างวดที่ 1 ตามสัญญาที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบไว้เรียบร้อยแล้ว ครั้นเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2539 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้แทนจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวได้ร่วมกันหลอกลวงฉ้อโกงและจงใจทำละเมิดต่อโจทก์โดยแสดงข้อความเท็จและปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง กล่าวคือจำเลยทั้งสองร่วมกันทำหนังสือมอบอำนาจให้พนักงานของจำเลยที่ 1 ไปขอรับค่าสินค้างวดที่ 1 จากโจทก์โดยแจ้งต่อโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 มีสิทธิรับเงินค่าสินค้างวดที่ 1 ซึ่งเป็นความเท็จ เพราะความจริงแล้วจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องค่าสินค้านั้นไปให้ผู้อื่นก่อนแล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิขอรับชำระหนี้ค่าสินค้าจากโจทก์อีก การกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงตาม ป.อ. และเป็นการจงใจทำละเมิดต่อโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือชดใช้เงินค่าสินค้าผ้างวดที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ดังนี้ จึงเป็นการฟ้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดฐานละเมิด และให้คืนทรัพย์สินอันผู้เสียหายต้องเสียไปเพราะละเมิด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 ประกอบมาตรา 438
พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 ร่วมเดินทางไปกับหัวหน้างานบัญชีของบริษัทสยามเจเนอรัลแฟคตอริ่ง จำกัด (มหาชน) ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้อง เพื่อไปส่งมอบหนังสือบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องให้แก่กองพลาธิการ กรมตำรวจ ย่อมบ่งชี้ชัดว่าจำเลยที่ 2 รู้อยู่แล้วว่า การโอนสิทธิเรียกร้องในการรับเงินค่าสินค้าจากโจทก์ของจำเลยที่ 1 ให้แก่บริษัทสยามเจเนอรัลแฟคตอริ่ง จำกัด (มหาชน) มีผลสมบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 306 วรรคหนึ่ง อันเป็นผลให้สิทธิเรียกร้องของจำเลยที่ 1 ในการรับเงินค่าสินค้าผ้าจากโจทก์ตกเป็นของบริษัทสยามเจเนอรัลแฟคตอริ่ง จำกัด (มหาชน) และจำเลยที่ 1 หมดสิทธิที่จะรับเงินดังกล่าวจากโจทก์แล้ว ดังนั้นต่อมาเมื่อโจทก์ตรวจรับมอบสินค้างวดที่ 1 จากจำเลยที่1 แล้ว เจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้โทรศัพท์แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบเพื่อให้ไปรับเงินค่าผ้าในงวดที่ 1 อีก ไม่ว่าจะเป็นเพราะความผิดพลาดในการตรวจสอบเอกสาร หรือความเข้าใจผิดใดก็ตาม การที่จำเลยที่ 2 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้พนักงานของจำเลยที่ 1 ไปรับเงินจากกองพลาธิการ กรมตำรวจ แทนจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิที่จะรับเงินจำนวนดังกล่าวจากโจทก์ได้อีก การกระทำของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวย่อมเป็นการกระทำในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 โดยมีเจตนาที่ไม่สุจริตอันถือได้ว่าจำเลยที่ 2 กระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายทำให้โจทก์เสียหาย จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ทำละเมิดจึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 นิติบุคคลเจ้าของกิจการที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้กระทำการแทนรับผิดคืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 และมาตรา 1167 ประกอบมาตรา 427

แต่ถ้าผู้กระทำมีสิทธิหรือมีอำนาจตามกฎหมายก็ไม่เป็นละเมิดสิทธิหรืออำนาจที่ทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย อาจแยกได้เป็น 4 กรณี
1. กฎหมายให้อำนาจโดยตรง
2. มีอำนาจตามสัญญา
3. มีอำนาจตามคำพิพากษา
4. เกิดอำนาจจากความยินยอม
“กฎหมายให้อำนาจโดยตรง”
1.1 เจ้าของมีอำนาจ ตามมาตรา 1336 หมายความว่า เจ้าของกรรมสิทธิ์มีอำนาจใช้สอยทรัพย์
สินและป้องกันไม่ให้บุคคลอื่นมารบกวนการครอบครองหรือสิทธิต่างๆตามที่บัญญัติไว้ 
คำพิพากษาฎีกา 193/2507 
การใช้สิทธิปิดกั้นฝาห้องแถวของตน เพื่อให้เป็นส่วนสัดและป้องกันกลิ่นไออาหาร และเพื่อมิให้น้ำกระเซ็นเข้ามาในห้องโดยมิได้ทำให้ผู้อาศัยอยู่ในห้องข้างเคียงเดือดร้อนเกินที่ควรคิดหรือคาดหมาย เพราะสภาพของห้องแถวที่ปลูกติดต่อกันจะต้องทำเช่นนั้น ไม่ถือว่าเป็นละเมิด

กรณีเจ้าของผู้ให้เช่า หากสัญญาเช่าหมดอายุแล้วผู้เช่าไม่ยอมออก ผู้ให้เช่าก็ได้แต่ฟ้องศาลเพื่อบังคับให้ผู้เช่าออกจากที่เช่าได้เท่านั้น จะไปข่มขู่ให้ออกหรือจะไปฉุดกระชากดึงให้เค้าออก ไม่สามารถจะกระทำอย่างนั้น หากทำเช่นนั้นจะถือว่าเป็นการละเมิด 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5080/2545
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เข้าดำเนินงานสถานีบริการน้ำมันสวัสดิการค่ายสรรพสิทธิประสงค์ ในบริเวณมณฑลทหารบกที่ 22 โดยพลตรี น. ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 22 ในขณะนั้นได้กระทำการในฐานะตัวแทนกองทัพบกจำเลยที่ 1 ให้โจทก์จัดจำหน่ายน้ำมัน 15 ปี โดยเสียค่าเช่า แต่จำเลยที่ 2 ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 22 คนต่อมาได้แจ้งให้โจทก์ขนย้ายสิ่งของออกจากสถานีบริการน้ำมัน หลังจากนั้นจำเลยที่ 3 พร้อมผู้ใต้บังคับบัญชาตามคำสั่งของจำเลยที่ 2 ได้ปิดล้อม หน่วงเหนี่ยว กักขัง บุกรุกทำลายทรัพย์สินของโจทก์ในบริเวณสถานีบริการน้ำมัน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามหยุดการรบกวนการครอบครองของโจทก์ และชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ซึ่งหากข้อเท็จจริงได้ความตามฟ้องโจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งสามก็ย่อมเป็นละเมิด คดีจึงจำต้องฟังข้อเท็จจริงจากการนำสืบของคู่ความทั้งสองฝ่ายให้เสร็จสิ้นกระแสความเสียก่อน แม้หากจะฟังว่าการกระทำของพลตรี น. ไม่ผูกพันจำเลยทั้งสามก็ชอบที่จำเลยทั้งสามจะต้องใช้สิทธิทางศาลเพื่อบังคับให้โจทก์ออกไป ไม่มีอำนาจบังคับคดีเองโดยพลการ หากขืนทำไปก็ย่อมเป็นละเมิดต่อโจทก์ได้ ฉะนั้น ที่ศาลชั้นต้นงดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยทั้งสามเสียจึงเป็นการไม่ชอบ

ถ้าผู้ให้เช่าไปใส่กุญแจบ้านที่เช่า เอาไม้กระดานไปตอก สำหรับตัวบ้านนั้นไม่เป็นละเมิดเพราะทรัพย์สินเป็นของผู้ให้เช่า แต่การใส่กุญแจหรือเอาเศษไม้กระดานตอกไม่ให้เปิดประตูได้ ก็สามารถทำได้ แต่ถ้ามีบุคคลอยู่ในนั้นฝ่ายผู้เช่ายังอยู่ก็เป็นละเมิดฐานทำให้สูญเสียเสรีภาพ 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 238/2507
จำเลยใช้สถานที่เช่าเพื่อประกอบการค้า ต่อมาจำเลยเปลี่ยนเจตนาใช้สถานที่เช่าเป็นที่อยู่อาศัย โดยโจทก์มิได้ยินยอมตกลงด้วยเช่นนี้ย่อมไม่ผูกพันโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 552จำเลยจึงไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมการเช่าฯ
สัญญาเช่าครบกำหนดตามเวลาที่ตกลงกันไว้ ผู้เช่าได้ไปติดต่อขอเช่าต่อกับผู้ให้เช่า ผู้ให้เช่าไม่ยินยอมให้เช่าแม้ผู้เช่าจะครอบครองสถานที่เช่าอยู่ต่อมา ก็ถือว่าสัญญาเช่าระงับแล้วตามมาตรา 564
การที่ผู้เช่าอยู่ในสถานที่เช่าต่อมา โดยตนไม่มีสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายที่จะอยู่แล้ว ถือเป็นละเมิดต่อผู้ให้เช่า เมื่อผู้ให้เช่าเอาลวดหนามมาปิดกั้นทางขึ้นลงทางด้านแม่น้ำเพื่อไม่ให้ผู้เช่าใช้สถานที่เช่าทางด้านนั้นผู้เช่าจะเรียกค่าเสียหายเพราะเหตุที่ไม่ได้ใช้สถานที่เช่าจากผู้ให้เช่าไม่ได้เพราะความเสียหายนี้เกิดจากผลที่ผู้เช่าละเมิด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4207/2551
เมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดและผู้ให้เช่าบอกเลิกสัญญาแล้ว ผู้เช่าจำต้องออกไปจากที่เช่า เมื่อสัญญาเช่าเลิกต่อกันแล้วผู้เช่าไม่ยอมออกไปจากที่เช่า ผู้ให้เช่าชอบที่จะใช้สิทธิฟ้องร้องทางศาลเนื่องจากผู้เช่ากระทำการอันเป็นการโต้แย้งสิทธิผู้ให้เช่าตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 สิทธิของผู้ให้เช่าที่จะขับไล่ให้ผู้เช่าออกจากที่เช่าต้องกระทำโดยทางศาลให้ศาลเป็นผู้บังคับ ผู้ให้เช่าหามีสิทธิที่จะทำการบุกรุกเข้าไปปิดประตูใส่กุญแจห้ามมิให้กรรมการผู้จัดการของผู้เช่าเข้าไปภายในอาคารไม่ ดังนั้น การที่จำเลยทั้งสองเข้าไปในอาคารของโจทก์แล้วทำการปิดประตูใส่กุญแจห้ามมิให้กรรมการผู้จัดการของโจทก์เข้าไปภายในอาคารจึงเป็นการทำละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3025/2541
โจทก์เป็นผู้เช่าตึกแถวที่เกิดเหตุจากเจ้าของเดิมเมื่อครบกำหนดแล้วโจทก์ไม่ออกไปจากตึกแถวและไม่ชำระค่าเช่า แก่เจ้าของเดิม บุตรสาวโจทก์ได้ทำบันทึกข้อตกลงยอมชำระ ค่าเช่าที่ค้างชำระนั้น และจะชำระค่าเช่าเป็นรายเดือนต่อ ๆ ไป ถ้าผิดข้อตกลงยอมให้เจ้าของเดิมเข้าครอบครองตึกแถว ที่เกิดเหตุได้ ซึ่งไม่ปรากฏว่าโจทก์คัดค้านโต้แย้งข้อตกลงนี้ ข้อตกลงดังกล่าวจึงผูกพันโจทก์โดยมิพักต้องคำนึงว่ามี หนังสือมอบอำนาจจากโจทก์ให้บุตรสาวโจทก์ทำบันทึกข้อตกลงนั้น หรือไม่ และข้อตกลงนี้ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรม อันดีของประชาชนจึงใช้บังคับได้ ต่อมาบุตรสาวโจทก์และโจทก์ ผิดข้อตกลง จำเลยทั้งสองยังให้โอกาสแก่ฝ่ายโจทก์ ขอเวลาขนย้ายทรัพย์สินโดยไม่ติดใจเรียกร้องเอาค่าเช่าที่ค้างชำระแต่อย่างใด แต่โจทก์และครอบครัวก็มิได้ขนย้ายออกไป การที่ จำเลยทั้งสองเปิดกุญแจตึกแถวที่เกิดเหตุ หลังจากนั้นจึงใช้ กุญแจของจำเลยปิดตึกแถวที่เกิดเหตุไว้ย่อมเป็นอำนาจของ จำเลยทั้งสองที่จะกระทำได้และถือว่าจำเลยทั้งสองได้ใช้สิทธิ เข้ายึดถือครอบครองตึกแถวที่เกิดเหตุแล้วโดยชอบตามที่ได้ ตกลงกันไว้ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงหาเป็นความผิดฐาน ทำให้เสียทรัพย์หรือฐานบุกรุกไม

1.2 อำนาจจับคนหรือยึดทรัพย์ของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ เป็นไปตามประมวล
กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เมื่อได้กระทำการตามอำนาจหน้าที่ก็ต้องถือว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมาย 

คำพิพากษาฎีกาที่ 315/2512
จำเลยที่ 2 ในฐานะพนักงานสอบสวน ยึดรถยนต์ของโจทก์ซึ่งชนกับรถของกรมตำรวจไว้เพื่อประกอบการสอบสวนดำเนินคดีซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย เมื่อได้กระทำไปโดยสุจริต มิได้เจตนากลั่นแกล้งให้โจทก์เสียหาย จึงไม่เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์
จำเลยฎีกาว่าโจทก์สืบเพียงว่าจำเลยใช้เช็คปลอม โดยมิได้นำสืบว่าตั๋วเงินตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (4) นั้นหมายถึงเช็ค ย่อมลงโทษจำเลยไม่ได้ปัญหาว่าโจทก์จะต้องสืบพยานหรือไม่ เช็คเป็นตั๋วเงินหรือไม่เป็นปัญหาข้อกฎหมาย

1.3 การใช้สิทธิดำเนินคดีของผู้เสียหาย หากเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริตไม่มีเจตนากลั่นแกล้ง 
ย่อมถือว่าเป็นเรื่องที่กฎหมายให้อำนาจแก่ผู้เสียหายในการแจ้งความร้องทุกข์ รวมทั้งกรณีทางแพ่งเกี่ยวกับเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา เมื่อชนะคดีย่อมมีสิทธิบังคับคดีได้ตามวิแพ่ง เมื่อให้อำนาจในการบังคับคดีขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์ ย่อมเป็นการบังคับคดีที่ชอบด้วย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 166/2490

การใช้สิทธิฟ้องร้องคดีแพ่งหรือคดีอาญานั้น ทำได้ไม่ถือว่าเป็นละเมิด แต่ต้องเป็นการฟ้องโดยมีเรื่องฟ้องจำเลยฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญาและแพ่ง ศาลตัดสินยกฟ้องโดยไม่ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงนั้น ยังไม่พอฟังว่า จำเลยใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือละเมิดต่อโจทก์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1050/2495
ค่าทนายชั้นศาลชั้นต้นคิดตามทุนทรัพย์ในฟ้อง ชั้นอุทธรณ์คิดตามทุนทรัพย์ที่อุทธรณ์ 2.เจ้าหนี้นำยึดบ้านเรือน โดยมีเหตุผลให้เชื่อโดยสุจริตวาบ้านเรือนที่ยึดเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาจนขายทอดตลาดบ้านเรือนนั้นไป ดังนี้ ย่อมถือได้ว่าเป็นการกระทำที่โดยใช้สิทธิทางศาล เมื่อเจ้าหนี้หรือผู้แทนกระทำไปโดยมิได้ประมาทเลินเล่อแต่อย่างใดแล้ว ถึงแม้จะปรากฏว่าบ้านเรือนที่นำยึดเป็นของผู้อื่นก็ดี การกระทำของเจ้าหนี้ก็ไม่เป็นการละเมิด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 976/2543
แม้โจทก์จะมีชื่อและนามสกุลอย่างเดียวกันกับลูกหนี้ของจำเลย แต่ก็มีภูมิลำเนาต่างกัน ทั้งลูกหนี้ของจำเลยไม่เคยย้ายภูมิลำเนา อีกทั้งเมื่อโจทก์ติดต่อทนายความจำเลยแจ้งว่ามิได้เป็นหนี้ ทนายความจำเลยหรือจำเลยกลับยืนยันว่าเป็นหนี้ ถ้าไม่ชำระหนี้จะฟ้องร้องต่อศาล ทำให้โจทก์เกิดความกลัว จึงได้ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเป็นเหตุให้โจทก์ถูกหนังสือพิมพ์รายวันลงข่าวเผยแพร่ไปทั่วราชอาณาจักร ทำให้โจทก์ถูกผู้บังคับบัญชาเรียกไปสอบสวนหามูลเหตุของข่าวการเป็นหนี้จำเลย และลงความเห็นว่าถ้าข่าวดังกล่าวเป็นจริงโจทก์จะถูกลงโทษ โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการโทรศัพท์ทางไกลติดต่อญาติพี่น้องเพื่อแจ้งความจริงให้ทราบ และได้ว่าจ้างทนายความให้ตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับหนี้ดังกล่าว ดังนี้ กรณีถือได้ว่าจำเลยประมาทเลินเล่อหรือไม่ใยดีต่อผลแห่งความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่โจทก์ในภายหลังโดยไม่ใช้ความระมัดระวังตามสมควรทำการตรวจสอบเกี่ยวกับตัวลูกหนี้ของจำเลยเสียใหม่ตามที่โจทก์แจ้งให้ทนายความของจำเลยหรือจำเลยทราบแล้วว่าโจทก์มิใช่ลูกหนี้ของจำเลย รวมทั้งจำเลยยังได้ยืนยันที่จะฟ้องร้องโจทก์ต่อศาล จนเป็นเหตุให้โจทก์เกิดความกลัวและนำเรื่องไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนจนถูกหนังสือพิมพ์รายวันบางฉบับนำข่าวไปเผยแพร่ทั่วราชอาณาจักร อันเป็นการกระทำต่อโจทก์โดยมิชอบด้วยกฎหมายทำให้โจทก์เสียหาย พฤติการณ์จึงถือได้ว่าจำเลยได้กระทำละเมิดต่อโจทก์อันจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เพื่อการนั้นแล้วครบถ้วนด้วยองค์ประกอบแห่งความผิดเพื่อละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 420 

คำพิพากษาฎีกาที่ 6702/2553 
ในคดีก่อนที่จำเลยทั้งสามฟ้องโจทก์ขอให้เพิกถอนการออกโฉนดที่ดิน ขับไล่และเรียกค่าเสียหาย ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้อง แต่จำเลยทั้งสามกลับนำคดีมาฟ้องโจทก์ขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดิน และแบ่งแยกโฉนดที่ดินในส่วนที่จำเลยทั้งสามอ้างว่าเป็นของตนอีก ซึ่งเป็นประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันและคดีถึงที่สุดไปแล้ว ถือได้ว่าจำเลยทั้งสามรู้อยู่แล้วว่าจำเลยทั้งสามไม่มีสิทธินำประเด็นที่ถึงที่สุดดังกล่าวมาฟ้องโจทก์แล้ว การที่จำเลยทั้งสามยังมาฟ้องโจทก์ในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันอันถึงที่สุดไปแล้วนั้นมาฟ้องโจทก์อีกอันเป็นการฟ้องซ้ำ ย่อมเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตจงใจทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินการต่อสู้คดีปกป้องสิทธิอันชอบธรรมของตนจากการกระทำอันไม่สุจริตของจำเลยทั้งสามดังกล่าวจึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ และค่าว่าจ้างทนายความเข้าต่อสู้คดีกับจำเลยทั้งสามในเหตุที่จำเลยทั้งสามกระทำละเมิดต่อโจทก์เป็นส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่ายที่โจทก์ต้องเสียไปในการปกป้องสิทธิอันชอบธรรมของโจทก์ไม่ให้เสียไป จึงเป็นค่าเสียหายโดยตรงจากการที่จำเลยทั้งสามกระทำการละเมิดต่อโจทก์

กล่าวโดยสรุปคือ การใช้สิทธิดำเนินคดีของผู้เสียหาย ไม่ว่าจะเป็นการร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชา การแจ้งความร้องทุกข์ การฟ้องคดีต่อศาล จะต้องเป็นการกระทำโดยมีสิทธิสินเชื่อโดยสิจริตว่าตนมีสิทธิ ทั้งต้องกระทำโดยสุจริต มิใช่เป็นการกลั่นแกล้งหรือประจานผู้อื่นผู้ใด มิฉะนั้นต้องถือว่าเป็นการกระทำอันมิชอบ ถือเป็นละเมิดได้





สรุปละเมิด เนติบัณฑิต สมัยที่1/67 บรรยายครั้งที่ 2 | เจาะหลัก สกัดฎีกา 5 ดาว เตรียมสอบ 3 สนาม อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

จำนวนผู้ชม : 5975 ครั้ง
ลงวันที่ 01/09/2014 15:54:04





ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน