รวมฎีกาเนติบัณฑิตสมัยที่ 1/67 กฎหมายทรัพย์และที่ดิน
บรรยายโดย อาจารย์ กนก อินทรัมพรรย์
วันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
ข้อมูลชุดสรุปคำบรรยาย แบ่งปัน เผยแพร่ เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา โดยคุณ Kty ning
---------------------------------
ความหมายของคำว่าทรัพย์และทรัพย์สิน มาตรา 137 บัญญัติว่า ทรัพย์ หมายความว่า วัตถุมีรูปร่าง
มาตรา 138 บัญญัติว่า ทรัพย์สิน หมายความรวมทั้งทรัพย์และวัตถุไม่มีรูปร่าง ซึ่งอาจมีราคาและอาจถือเอาได้
จึงอาจกล่าวได้ว่า ทรัพย์ คือ วัตถุที่มีรูปร่างนั้น เป็นส่วนหนึ่งของทรัพย์สิน แต่มาตรา 138 บัญญัติต่อไปว่า ทรัพย์สินนั้นอาจมีราคาและอาจถือเอาได้ ฉะนั้นทรัพย์หรือทรัพย์สินนั้นจะต้องอาจมีราคาและอาจถือเอาได้
คำว่า ทรัพย์ และ ทรัพย์สิน นั้นมีความหมายไม่เหมือนกัน ทรัพย์สินมีความหมายกว้างกว่าทรัพย์ เพราะทรัพย์สินนอกจากทรัพย์แล้วยังหมายความรวมถึงวัตถุไม่มีรูปร่าง ซึ่งอาจมีราคาและอาจถือเอาได้ ฉะนั้นการใช้กฎหมายต้องระวังว่า เมื่อใดควรจะใช้คำว่าทรัพย์ เมื่อใดควรจะใช้คำว่าทรัพย์สิน
“การลักกระแสไฟฟ้าถือเป็นการลักทรัพย์หรือไม่”
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 877/2501
การลักกระแสไฟฟ้า ย่อมเป็นผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 หรือ 335 แล้วแต่กรณี (ประชุมใหญ่ครั้งที่8/2501)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5354/2539
จำเลยนำโทรศัพท์มือถือมาปรับจูนและก๊อปปี้คลื่นสัญญาณโทรศัพท์ของผู้เสียหายแล้วใช้รับส่งวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นเพียงการแย่งใช้คลื่นสัญญาณโทรศัพท์ของผู้เสียหายโดยไม่มีสิทธิ มิใช่เป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยทุจริต ไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ แม้จำเลยให้การรับสารภาพ ก็ต้องพิพากษายกฟ้อง
หมายเหตุ
(1) เป็นการแน่นอนที่โทรศัพท์มือถือของจำเลยก็ดี ของผู้เสียหายก็ดี ย่อมเป็นทรัพย์หรือทรัพย์สิน แต่สัญญาณโทรศัพท์ไม่ใช่ทรัพย์หรือทรัพย์สิน การนำโทรศัพท์มือถือมาปรับจูนและก๊อปปี้คลื่นสัญญาณโทรศัพท์แล้วใช้ทำการรับส่งวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหายหรือเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต จึงไม่ใช่เป็นการลักทรัพย์เพราะเป็นเพียงการรับส่งวิทยุคมนาคมโดยอาศัยคลื่นสัญญาณโทรศัพท์ของผู้เสียหายหรือเป็นการแย่งใช้คลื่นสัญญาณโทรศัพท์ของผู้เสียหายโดยไม่มีสิทธิอย่างศาลฎีกาว่า
(2) แม้ในทางอาญา จำเลยจะไม่มีความผิด แต่ในทางแพ่ง ก็ต้องถือว่าจำเลยกระทำต่อสิทธิของผู้เสียหายโดยไม่มีสิทธิ (sansdroit)จึงเป็น "โดยผิดกฎหมาย"(unlawfully) ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 420 และเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้เสียหาย คดีนี้โจทก์ฟ้องให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 และฐานลักทรัพย์ศาลฎีกาเห็นว่าไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์ ผู้เสียหายมิได้ฟ้องเป็นคดีแพ่งเรียกค่าเสียหายเข้ามาด้วย เป็นตัวอย่างคดีอีกเรื่องหนึ่งที่แสดงว่า แม้เป็นการล่วงละเมิดสิทธิผิดหน้าที่ต่อเอกชนทางแพ่ง แต่ในทางอาญานั้น จำเลยไม่มีความผิด
ไพจิตร ปุญญพันธ์
คำพิพากษาฎีกาที่ 1880/2542(ประชุมใหญ่)
โจทก์ พนักงานอัยการจังหวัดชัยภูมิ จำเลย นายบรรหาร ศรีภิรมย์
โจทก์ฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 8 ถึงวันที่ 15 ตุลาคม 2539 และระหว่าง วันที่ 16 ถึงวันที่ 24 ตุลาคม 2539 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยลักเอาสัญญาณโทรศัพท์จากตู้โทรศัพท์ สาธารณะ หมายเลข 821119 และหมายเลข 821145 ขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยผู้เสียหายไปคิดเป็นเงิน 861 บาท และ 1,822 บาท ตามลำดับ ขอให้ลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 , 335 , 91
จำเลยให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (10) วรรคสาม , 91 ขณะกระทำผิดจำเลยอายุ 18 ปี รู้ผิดชอบดีแล้วจึงไม่ลดมาตราส่วนโทษให้จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 , 91 เป็นความผิด 2 กระทงให้จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี เมื่อลดโทษให้จำเลยกึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่าจำเลยมีความผิด ฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 ไม่ผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (1) (10) วรรคสาม จำเลยฎีกาฝ่ายเดียว จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์ ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ ปัญหาข้อนี้จำเลยเพิ่งยกขึ้นอ้าง ในชั้นฎีกา แต่เมื่อเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงรับวินิจฉัยให้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วย มาตรา 225 ที่จำเลยฎีกาว่าจำเลย ไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์ เพราะเป็นเพียงการแย่งใช้คลื่นสัญญาณโทรศัพท์ โดยไม่มีสิทธิ ไม่ใช่เป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยทุจริตนั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า จำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องแล้วว่าจำเลยเอา สัญญาณโทรศัพท์จากตู้โทรศัพท์สาธารณะขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยไปใช้จริง คำว่า "โทรศัพท์" สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เล่มที่ 7 หน้าที่ 250 อธิบายว่า โทรศัพท์เป็นวิธีแปลงเสียงพูดให้เป็นกระแสไฟฟ้าแล้วส่งกระแส ไฟฟ้านั้นไปในสายลวดไปเข้าเครื่องรับปลายทางที่จะทำหน้าที่เปลี่ยนกระแสไฟฟ้าให้กลับเป็นเสียงพูดอีกครั้งหนึ่ง สัญญาโทรศัพท์จึงเป็นกระแสไฟฟ้า ที่แปลงมาจากเสียงพูดเคลื่อนที่ไปตามสายลวดตัวนำจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง การที่จำเลยลักเอาสัญญาณโทรศัพท์จากตู้โทรศัพท์สาธารณะซึ่งอยู่ในความ ครอบครองขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยไปใช้เพื่อประโยชน์ของจำเลยโดยทุจริต จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์เช่นเดียวกับการลักกระแสไฟฟ้าตามคำพิพากษาศาลฎีกา โดยมติที่ประชุมใหญ่ที่ 877/2501 ระหว่าง พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์ นายฮั่วเชียงหรือฮวดเชียง แซ่เตีย กับพวก จำเลยส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5354/2539 ระหว่างอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์นายแมน นุ่มละมูล จำเลย ที่จำเลยอ้างมาในฎีกานั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ เนื่องจากคดีดังกล่าวเป็นเรื่องจำเลย ปรับจูนและก๊อปปี้คลื่นสัญญาณโทรศัพท์มือถือแล้วใช้รับส่งวิทยุคมนาคม โดยอาศัยคลื่นสัญญาณโทรศัพท์ของผู้เสียหายที่ล่องลอยอยู่ในอากาศกรณี จึงแตกต่างกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ซึ่งเป็นเรื่องลักสัญญาณโทรศัพท์ที่อยู่ภายใน สายโทรศัพท์และอยู่ในความครอบครองขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์จึงชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น
ปัญหาต่อไปมีว่าสมควรรอการลงโทษให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่าจำเลย เป็นนักศึกษา อายุยังน้อย ประกอบกับได้บรรเทาผลร้ายโดยชดใช้เงินให้แก่ผู้เสียหายไปแล้วและเพิ่งกระทำความผิดครั้งนี้ เป็นครั้งแรก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษให้จำเลยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้นแต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำเห็นสมควร ลงโทษปรับด้วย"
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยกระทงละ 2,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับกระทงละ 1,000 บาท รวม 2 กระทง ปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษ ไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติภายในกำหนดเวลาที่รอการลงโทษทุก 3 เดือน ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 , 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ใช้ ดุลพินิจไม่รอการลงโทษให้จำเลยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำเห็นสมควรลงโทษ ปรับด้วย"
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยกระทงละ 2,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับกระทงละ 1,000 บาท รวม 2 กระทง ปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้ รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติภายในกำหนดเวลาที่รอการลงโทษทุก 3 เดือน ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 , 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
“ศพมนุษย์เป็นทรัพย์สินหรือไม่”
คำพิพากษาฎีกาที่ 1174/2508
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1646 นอกจากผู้ตายจะแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายในเรื่องทรัพย์สินแล้วยังแสดงเจตนาในการต่างๆ อันจะให้เกิดเป็นผลบังคับได้ตามกฎหมายเมื่อตนตายก็ได้ คำว่าการต่างๆตามที่กฎหมายบัญญัตินั้น ก็สุดแต่ผู้ตายจะได้แสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายในการต่างๆ ไว้ หากชอบด้วยกฎหมายแล้ว แม้จะไม่เกี่ยวกับทรัพย์สิน ก็มีผลบังคับได้ตามพินัยกรรมเมื่อตนตายแล้ว และการต่างๆนั้นมิใช่จะต้องมีกฎหมายระบุไว้ว่าเป็นการใดบ้าง ผู้ตายได้แสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายเกี่ยวกับศพของผู้ตายโดยอุทิศศพของผู้ตายให้แก่กรมมหาวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์โดยทำถูกต้องตามแบบพินัยกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1656 พินัยกรรมของผู้ตายนั้นย่อมสมบูรณ์
“ของที่อาจมีราคาและอาจถือเอาได้นั้น”
คำพิพากษาฎีกาที่ 1272/2473
ทรัพย์กรรมสิทธิ์ ความยึดถือ ละเมิด ปลาในโป๊ะลูกล่อยังไม่เป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของโป๊ะ วิธีพิจารณาอาชญา เมื่อยังไม่มีความผิดฐานลักแล้วความผิดฐานปล้นก็ไม่เกิดขึ้นได้
“ทรัพย์สินนั้นหมายความรวมถึงวัตถุหรือสิ่งที่ไม่มีรูปร่างด้วย ซึ่งโดยปกติก็ได้แก่สิ่งต่างๆ สิ่งนั้นจะถือเป็นทรัพย์สินก็จะต้องอาจมีราคาและอาจถือเอาได้ ข้อสำคัญก็คือสิทธิเหล่านี้จะต้องมีกฎหมายรับรอง”
“ประเภทของทรัพย์สิน อสังหาริมทรัพย์ และสังหาริมทรัพย์ ข้อแตกต่างระหว่าง อสังหาริมทรัพย์ กับสังหาริมทรัพย์ สรุปได้ 6 ประการ คือ
1. อสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะที่ดินนั้นจะต้องมีเจ้าของกรรมสิทธิ์เสมอ แต่สังหาริมทรัพย์ไม่จำเป็นที่จะต้องมีเจ้าของกรรมสิทธิ์เสมอไปสังหาริมทรัพย์นั้นอาจจะเป็นทรัพย์ที่มีเจ้าของหรือไม่มีเจ้าของก็ได้ จะเห็นได้จากบทบัญญัติในมาตรา 1319 และมาตรา 1318
มาตรา 1319 บัญญัติว่า ถ้าเจ้าของสังหาริมทรัพย์เลิกการครอบครองด้วยเจตนาสละกรรมสิทธิ์ คาดว่าสังหาริมทรัพย์นั้นไม่มีเจ้าของ
มาตรา 1318 บัญญัติว่า บุคคลอาจได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์แห่งสังหาริมทรัพย์อันไม่มีเจ้าของ โดยการเข้าถือเอา เว้นแต่การเข้าถือเอานั้นต้องห้ามตามกฎหมายหรือฝ่าฝืนสิทธิของบุคคลอื่นที่จะเข้าถือเอาสังหาริมทรัพย์นั้น
ข้อยกเว้นสำหรับกรณีที่เข้าถือเอาสังหาริมทรัพย์ไม่มีเจ้าของและไม่ได้กรรมสิทธิ์ เช่น ตามมาตรา 1304 อนุ 3ในเรื่องของสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทของทรัพย์สินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ เช่น อาวุธ หรือเรือรบต่างๆ จะอ้างอายุความใช้ต่อสู้กับรัฐไม่ได้
2. ทรัพยสิทธิบางอย่างโดยสภาพมีได้แต่เฉพาะในอสังหาริมทรัพย์ท่านั้น เช่น สิทธิอาศัย ต้องเป็นการอาศัยอยู่ในโรงเรือนของผู้อื่น ซึ่งเป็นทรัพย์อันติดกับที่ดินมีลักษณะเป็นการถาวร จำกัดเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นโรงเรือนเท่านั้น นอกเหนือจากนั้น เช่น สิทธิเก็บกิน ภาระจำยอม สิทธิเหนือพื้นดิน เหล่านี้จะเกิดมีในอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้
3. การครอบครองปรปักษ์ หากเป็นอสังหาริมทรัพย์ต้องใช้เวลาติดต่อกัน 10 ปี จึงจะได้กรรมสิทธิ์ สำหรับสังหาริมทรัพย์ใช้เวลาเพียง 5 ปี ก็ได้กรรมสิทธิ์
4. เรื่องแบบของนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ กฎหมายบัญญัติว่าจะต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายตามมาตรา 456 การให้ตามมาตรา 521 เป็นต้น ส่วนสังหาริมทรัพย์โดยปกติไม่ได้กำหนดแบบไว้ เช่นการซื้อขายรถยนต์ที่ต้องไปจดทะเบียนนั้นไม่ใช่แบบ แต่เป็นเรื่องการควบคุมการใช้รถยนต์ แต่ก็มีข้อยกเว้นสำหรับสังหาริมทรัพย์บางอย่าง ได้แก่ สัตว์พาหนะ เช่น ช้าง ม้า โค กระบือ ล่อ ลา และยังมีเรือ และแพ ซึ่งเรือต้องมีระวางขับน้ำตั้งแต่ 5 ตัน ขึ้นไป ส่วนแพนั้นก็หมายความถึงแพที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัย ไม่ใช่ซุงที่มัดเพื่อประโยชน์ในการล่อซุง สังหาริมทรัพย์ประเภทพิเศษเหล่านี้การทำนิติกรรมซื้อขายแลกเปลี่ยนหรือให้ ก็ต้องทำตามแบบคือทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
5. เรื่องแดนกรรมสิทธิ์ มาตรา 1335 กำหนดว่าแดนกรรมสิทธิ์นั้นกินทั้งเหนือพื้นดินและใต้พื้นดิน จะเห็นได้ว่าแดนกรรมสิทธิ์มีได้เฉพาะในอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่ดิน เจ้าของที่ดินมีสิทธิที่จะปลูกสิ่งก่อสร้างแบบใดๆก็ได้ แต่ถ้าเป็นสังหาริมทรัพย์ไม่มีแดนกรรมสิทธิ์
6. สิทธิที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์กับในสังหาริมทรัพย์สำหรับคนต่างด้าวไม่เหมือนกัน
ความหมายของอสังหาริมทรัพย์ และสังหาริมทรัพย์ มาตรา 139 และมาตรา 140 ต้องระวังว่าในกรณีของสังหาริมทรัพย์กฎหมายใช้คำว่าสิทธิเท่านั้น แต่อสังหาริมทรัพย์ในมาตรา 139 ใช้คำว่าทรัพยสิทธิ ฉะนั้น ทรัพยสิทธิ กับ สิทธิ นั้นไม่เหมือนกัน อสังหาริมทรัพย์จำกัดเฉพาะทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับที่ดิน หรือทรัพย์อันติดอยู่กับที่ดิน หรือประกอบสิทธิอันเกี่ยวกับทรัพย์สินนั้น
|