หัวข้อ : สรุปคำบรรยายเนติบัณฑิต สมัย 1/67 วิชาซื้อขาย เช่าทรัพย์ เช่าซื้อ
หมวดหมู่ : สกัดหลัก กฎหมายแพ่ง ฎีกาเด่น 5ดาว (เตรียมสอบ 3 สนาม)







รวมคำพิพากษาศาลฎีกาเนติบัณฑิต สมัย 1/67 วิชาซื้อขาย เช่าทรัพย์ เช่าซื้อ
บรรยายโดย ศาสตราจารย์กิติคุณ ดร.วิษณุ เครืองาม 
วันที่ 29 พฤษภาคม 2557 

ข้อมูลชุดสรุปคำบรรยาย แบ่งปัน เผยแพร่ เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา โดยคุณ Kty ning
---------------------------------


ซื้อขายมาตรา 453 ซื้อขายมีองค์ประกอบดังต่อไปนี้
1. ซื้อขายเป็นสัญญาชนิดหนึ่ง
2. ซื้อขายเป็นสัญญาที่ผู้ขายมุ่งโอนกรรมสิทธิ์
3. ซื้อขายเป็นสัญญาที่ผู้ซื้อมุ่งจะใช้ราคา

“องค์ประกอบข้อที่ 1 ซื้อขายเป็นสัญญาชนิดหนึ่ง”

สัญญาซื้อขายจะต้องไม่มีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือ ศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือขัดต่อกฎหมาย หรือว่าพ้นวิสัย มิฉะนั้นสัญญาซื้อขายถือเป็นโมฆะ ขณะเดียวกันการทำสัญญาซื้อขายต้องดูเรื่องความสามารถของคู่สัญญาว่าเป็นผู้เยาว์หรือไม่ เป็นคนด้อยความสามารถหรือไม่ เป็นคนวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนหรือไม่ เพราะมีผลต่อความสมบูรณ์ของสัญญา สิ่งที่ตามมาคือเรื่องการแสดงเจตนา ต้องไม่เจตนาลวง ไม่ฉ้อฉล ไม่สำคัญผิด ไม่ถูกข่มขู่ มิฉะนั้นสัญญาซื้อขายจะตกเป็นโมฆียะ หรือเป็นโมฆะ แล้วแต่กรณี 

สัญญาซื้อขายเป็นสัญญาต่างตอบแทน หมายถึง สัญญาซึ่งคู่สัญญาต่างมุ่งประโยชน์ตอบแทนด้วยกันทั้งสองฝ่ายต่างมีหนี้ที่จะต้องชำระแก่กันคือ มุ่งโอนกรรมสิทธิ์และมุ่งชำระราคา ถ้าไม่มีการตอบแทนกันเช่นนี้ไม่ใช่สัญญาซื้อขาย เช่น มุ่งโอนกรรมสิทธิ์ตอบแทนกันเป็นแลกเปลี่ยน

คำพิพากษาฎีกาที่ 831/2483

พรบ ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อตัดหรือตำบลสะแกกรัง อำเภอน้ำซึม อุทัยธานี 2479 ปลอมแปลงสัญญาเกี่ยวกับราคาในการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ เจ้าหนี้ไม่ยอมรับชำระเงินตามสัญญา ลูกหนี้จะบอกเลิกสัญญาไม่ได้

คำพิพากษาฎีกาที่ 1696/2527 

หนังสือสัญญาใช้ชื่อว่า หนังสือสัญญาขายโดยมีเงื่อนไข คู่สัญญา ฝ่ายหนึ่งเรียกว่า''เจ้าของ'' อีกฝ่ายหนึ่งเรียกว่า''ผู้จะซื้อ'' มีข้อความว่าตกลงจะซื้อขายโทรทัศน์สีตามราคาที่กำหนด ชำระเงินในวันทำสัญญาจำนวนหนึ่ง ที่เหลือผ่อนชำระเป็นงวด และกำหนดเงื่อนไขไว้ว่า กรรมสิทธิ์ในโทรทัศน์สีจะตกแก่ผู้จะซื้อ เมื่อผู้จะซื้อปฏิบัติตามข้อสัญญาทั้งหมด รวมทั้งได้ชำระเงิน ครบถ้วนแล้ว มีลักษณะเป็น ทำนองเจ้าของเอาโทรทัศน์สี ออกให้เช่า และให้คำมั่นว่าจะให้โทรทัศน์สีตกเป็นสิทธิแก่ผู้จะซื้อ โดยเงื่อนไขที่ ผู้จะซื้อได้ชำระเงินเป็นจำนวนเท่านั้นเท่านี้คราว และมี ข้อสัญญาที่มีผลเท่ากับให้ผู้จะซื้อมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ด้วยการไม่ชำระราคาต่อไปโดยส่งมอบทรัพย์สินคืนแก่เจ้าของ กับ ให้ริบเงินที่ได้ใช้มาแล้วได้ด้วย อันเป็นวิธีการของสัญญาเช่าซื้อ ข้อสัญญาที่ว่าให้ผู้จะซื้อชำระเงินเป็นจำนวนเท่านั้นเท่านี้คราว ครบถ้วนแล้ว จึงให้กรรมสิทธิ์ตกเป็น ของผู้จะซื้อมิใช่เป็นเพียงเงื่อนไข การโอนกรรมสิทธิ์เท่านั้น สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาเช่าซื้อ สัญญาเช่าซื้อที่มิได้ปิดอากรแสตมป์จะใช้เป็นหลักฐานฟ้อง คดีมิได้

คำพิพากษาฎีกาที่ 3670/2528

ทำสัญญาซื้อขายที่ดินจดทะเบียนไว้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว โจทก์จำเลยทำสัญญาต่อกันอีกฉบับหนึ่งว่า โจทก์มีสิทธิซื้อที่ดิน คืนได้ภายใน 10 ปีดังนี้ สัญญาที่ทำต่อกัน ไม่ใช่สัญญาขายฝาก หรือนิติกรรมอำพรางแต่ข้อกำหนดที่ให้ โจทก์มีสิทธิซื้อที่ดินคืนจาก จำเลยได้ภายใน 10 ปีเป็นคำมั่นในการซื้อขายทรัพย์สินตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา456วรรคสองจึงมีผลผูกพัน คู่กรณีใช้บังคับกัน ได้

2. ซื้อขายเป็นสัญญาที่ผู้ขายมุ่งโอนกรรมสิทธิ์ คำพิพากษาฎีกาที่ 203/2539 นอกจากนี้สัญญาซื้อขายความสำคัญอยู่ตรงคำว่า มุ่งที่จะโอนกรรมสิทธิ์คือ มุ่งปรารถนาจะโอนกรรมสิทธิ์ไม่ได้แปลว่าโอนจริงๆ เพราะบางทีมันโอนไม่ได้แต่ถึงโอนไม่ได้ก็คือซื้อขาย คำพิพากษาฎีกาที่ 651/2510 ส่วนกรณีที่ผู้ขายแสดงเจตนาออกไปว่าจะขายและมุ่งจะโอนกรรมสิทธิ์ ทั้งที่ในใจไม่คิดจะขาย และไม่คิดจะโอนกรรมสิทธิ์ให้ แต่ฝ่ายผู้ซื้อตกลงซื้อโดยเข้าใจว่าผู้ขายจะขายและมุ่งจะโอนกรรมสิทธิ์ โดยไม่รู้ถึงเจตนาที่ซ่อนอยู่ในใจของผู้ขาย เช่นนี้ต้องถือว่าผู้ขายมุ่งจะโอนกรรมสิทธิ์แล้ว 

คำพิพากษาฎีกาที่ 203/2539 

แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์เป็นผู้ซื้อเวลาออกอากาศของสถานีวิทยุกระจายเสียงและจำเลยเป็นลูกค้าของโจทก์โดยจำเลยตกลงซื้อเวลาออกอากาศที่สถานีวิทยุกระจายเสียงดังกล่าวก็ตามแต่การตกลงเช่นนั้นไม่ใช่สัญญาซื้อขายทรัพย์เพราะไม่ได้มีการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินคงเป็นเพียงสัญญาที่ตกลงให้บริการการออกอากาศกระจายเสียงในสถานีวิทยุกระจายเสียงตามกำหนดเวลาที่ตกลงกันเท่านั้นกรณีจึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา456วรรคสองและวรรคสามแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์การที่โจทก์ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับผิดมาแสดงไม่มีการวางประจำหรือไม่ได้ชำระหนี้บางส่วนไม่เป็นเหตุทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง


คำพิพากษาฎีกาที่ 651/2510
หนังสือสัญญาระบุว่าเป็นหนังสือสัญญาซื้อขาย ข้อความในสัญญามีความว่าคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงกันทำสัญญาซื้อขายทรัพย์สินกัน ผู้ขายตกลงขายที่ดินบ้านพร้อมด้วยเรือนและครัวให้แก่ผู้ซื้อ ผู้ขายได้รับเงินจากผู้ซื้อครบถ้วนในวันทำสัญญาและจะส่งมอบทรัพย์สินที่ซื้อขายให้แก่ผู้ซื้อในภายหลัง ดังนี้ สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาซื้อขายเด็ดขาด เมื่อไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 456 และ115 ผู้ซื้อไม่มีสิทธิฟ้องบังคับผู้ขายให้ส่งมอบทรัพย์สินที่ซื้อขายได้ ส่วนหน้าที่ของผู้ขายซึ่งจะต้องส่งมอบทรัพย์สินที่ขายให้แก่ผู้ซื้อตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 461 นั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก

3. สัญญาซื้อขายเป็นสัญญาที่ผู้ซื้อมุ่งจะใช้ราคา คือ ผู้ซื้อจะต้องมุ่งที่ชำระราคา แม้ในความเป็นจริงผู้ซื้อจะผิดนัดไม่ชำระราคา สัญญานี้ก็เป็นสัญญาซื้อขายแล้ว แต่ต้องไปฟ้องบังคับชำระหนี้ สัญญาซื้อขายนั้นไม่จำเป็นที่ผู้ซื้อต้องชำระราคาแล้วหรือต้องชำระราคาในทันที เมื่อมุ่งจะชำระราคาก็เป็นสัญญาซื้อขาย แต่ถ้าตกลงกันตั้งแต่ต้นว่าจะไม่ชำระราคากัน จะไม่จ่ายเงินกัน แม้อีกฝ่ายจะโอนกรรมสิทธิ์ให้อย่างนี้ก็ไม่เป็นสัญญาซื้อขาย

คำพิพากษาฎีกาที่ 1834/2554

“นอกจากนี้สัญญาบางสัญญาคล้ายคลึงกันกับสัญญาซื้อขาย เช่น กรณีซื้อตั๋วดูหนังไม่ใช่สัญญาซื้อขาย เป็นสัญญาจ้างให้ฉายหนัง เป็นสัญญาให้บริการ ก็ไปว่ากันในเรื่องของการบริการ สัญญาซื้อขายใกล้เคียงมากกับสัญญาจ้างทำของ” เช่น

คำพิพากษาฎีกาที่ 258/2530
ข้อแตกต่างระหว่างการซื้อขายและการรับจ้างทำของนั้นหาได้อยู่ที่เจตนาและกิริยาที่ประพฤติต่อกันแต่ประการเดียวไม่ แต่ความสำคัญอยู่ที่จะต้องพิจารณาว่าสัมภาระกับงานที่รับทำจนสำเร็จนั้นสิ่งไหนสำคัญกว่ากัน ถ้าการงานที่รับทำสำเร็จสำคัญกว่าสัมภาระก็เป็นการรับจ้างทำของ แต่ถ้าไม่สำคัญกว่าก็เป็นการซื้อขาย
การผลิตอิฐทนไฟไม่ว่าจะเป็นการผลิตตามแบบมาตรฐานหรือผลิตตามคำสั่งเป็นการเฉพาะรายของโจทก์นั้น วัตถุดิบหรือสัมภาระที่ใช้ในการทำอิฐทนไฟได้แก่ บล๊อกไซด์ ชามอส อลูมิน่า ดินทนไฟ นำมาผสมกันเติมด้วยสารเคมี แล้วนำไปอัดเป็นรูปแบบต่าง ๆ จากนั้นจึงนำไปเผาไฟ อิฐทนไฟที่ผลิตได้หาได้มีความสำคัญไปกว่าสัมภาระหรือวัตถุดิบที่นำมาใช้ในการผลิตไม่ การผลิตอิฐทนไฟตามคำสั่งเฉพาะรายของลูกค้าจึงหาใช่เป็นการรับจ้างทำของไม่ แต่เป็นการผลิตและจำหน่ายอิฐทนไฟเช่นเดียวกับอิฐทนไฟแบบมาตรฐาน รายรับที่ได้จากการผลิต และจำหน่ายอิฐทนไฟ ตามคำสั่งของลูกค้าเป็นการเฉพาะรายจึงต้องเสียภาษีการค้าในประเภทการค้า 1 การขายของ ชนิด 1 (ก) ตามบัญชีอัตราภาษีการค้าในอัตราร้อยละ 7 เช่นเดียวกับการผลิตและจำหน่ายอิฐทนไฟแบบมาตรฐาน จะนำมาแยกเสียภาษีการค้าในประเภทการค้า 4 การรับจ้างทำของ ชนิด 1 (ฉ) ในอัตราร้อยละ 2 หาได้ไม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2169/2534
การซื้อขายสินค้านั้นผู้ขายไม่จำเป็นต้องทำสินค้าสำเร็จไว้ล่วงหน้าเสมอไปต้องคำนึงถึงคุณลักษณะพิเศษของสินค้าที่จะขายด้วยโจทก์ทั้งสองประกอบธุรกิจคอนกรีตผสมเสร็จไม่อาจผสมคอนกรีตไว้ก่อนได้ เพราะหากไม่มีผู้ใดซื้อภายใน 1 ชั่วโมง คอนกรีตผสมเสร็จที่ทำไว้จะแข็งตัวไม่อาจนำไปใช้งานได้ สินค้าชนิดนี้จำเป็นต้องขายตามคำสั่งของลูกค้าแต่ละรายไปนอกจากนี้ทั้งลูกค้าของโจทก์ที่ 1 กับโจทก์ที่ 1และโจทก์ที่ 2 กับโจทก์ที่ 1 ต่างมีเจตนาจะมุ่งให้มีการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์เพื่อตอบแทนการใช้ราคา มิได้หวังผลสำเร็จในการงานเป็นสาระสำคัญ งานที่โจทก์ทั้งสองรับทำจนสำเร็จมิได้สำคัญไปกว่าสัมภาระหรือส่วนผสมที่นำมาใช้ในการผลิตคอนกรีตผสมเสร็จโจทก์ทั้งสองประกอบธุรกิจเป็นการทั่วไปเป็นปกติธุระมิใช่เป็นการครั้งคราวแม้ลูกค้าจะเป็นผู้กำหนดอัตราส่วนหรือสูตรในการผสมคอนกรีตผสมเสร็จตามที่ลูกค้าต้องการหรือมีการกำหนดรวมค่าขนส่งและกำหนดอัตราค่าจอดรถคอยการเทคอนกรีตลงไว้ด้วย ก็เป็นการกำหนดรายละเอียดไว้เป็นเงื่อนไขในการรับซื้อ เข้าลักษณะเป็นสัญญาซื้อขาย หาใช่สัญญาจ้างทำของไม่โจทก์ทั้งสองจึงมิใช่ผู้ประกอบการค้าที่มีหน้าที่เสียภาษีการค้าท้ายหมวด 4 ลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร

สำหรับนิติกรรมในการซื้อขายนั้น สามารถแบ่งออกได้เป็นหลายประเภทดังนี้
1. สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด
2. สัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข
3. สัญญาซื้อขายมีเงื่อนเวลา
4. สัญญาจะซื้อขาย
5. คำมั่นจะซื้อขาย

1. สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด หลายคนนึกว่าหมายถึงสัญญาซื้อขายที่มีการโอนกรรมสิทธิ์กันเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว ตอบว่าไม่ใช่ สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดไม่ได้แปลว่าเป็นสัญญาที่มีการโอนกรรมสิทธิ์กันเสร็จเด็ดขาดแล้ว ความหมายมีเพียงว่าคู่สัญญาได้ตกลงกันเสร็จสิ้นถ้อยกระทงความแล้ว คู่สัญญาตกลงกันว่าไม่ต้องมีการทำอะไรเพิ่มเติมต่อไปอีก คือไม่มีสิ่งใดที่ต้องไปทำตามแบบของกฎหมายต่อไปอีก หากจะเหลือต้องทำภายหลังก็เพียงเรื่องการชำระหนี้เท่านั้น

คำพิพากษาฎีกาที่ 9603/2553 ประชุมใหญ่ 
โจทก์ร่วมซื้อรถยนต์ตู้กับจำเลยในราคา 310,000 บาท สัญญาระบุว่าจำเลยตกลงรับชำระราคารถยนต์จำนวน 200,000 บาท ในวันที่ 27 ตุลาคม 2540 ส่วนจำนวนที่เหลือจะชำระให้จำเลยในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2540 สัญญาซื้อขายดังกล่าวไม่มีเงื่อนไขเกี่ยวกับการโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ตู้ ดังนั้น จึงเป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด กรรมสิทธิ์ในรถยนต์ตู้ย่อมโอนให้แก่โจทก์ร่วมตั้งแต่ขณะเมื่อได้ทำสัญญาซื้อขายกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 453, 458 แม้จำเลยยังมิได้ส่งมอบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์และโอนชื่อในทะเบียนให้แก่โจทก์ร่วมก็ตาม จำเลยจึงไม่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ตู้
จำเลยขับรถยนต์ตู้ไปจากที่จอดรถ เป็นการเอารถยนต์ตู้ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วมไปโดยไม่มีอำนาจ แม้จำเลยจะอ้างว่าสืบเนื่องมาจากโจทก์ร่วมไม่ยอมชำระหนี้ที่ค้าง แต่ก็เป็นการใช้อำนาจบังคับให้ชำระหนี้โดยมิชอบด้วยกฎหมาย และโจทก์ร่วมค้างชำระราคารถยนต์แก่จำเลยเพียงประมาณ 20,000 บาท แต่จำเลยจะให้โจทก์ร่วมชำระเงินแก่จำเลยถึง 100,000 บาท ดังนั้น การที่จำเลยเอารถยนต์ตู้ไปจากโจทก์ร่วมเพื่อเรียกร้องให้โจทก์ร่วมชำระหนี้ จึงเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเอง เป็นการเอาทรัพย์ของโจทก์ร่วมไปโดยทุจริตมีความผิดฐานลักทรัพย์(ม.334)

2. สัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข มาตรา 459 คำว่าเงื่อนไขเป็นไปตามาตรา 182 เมื่อใดก็ตามที่คู่สัญญาตกลงกันเสร็จสิ้นแล้ว ไม่มีสิ่งใดต้องไปทำตามแบบของกฎหมายต่อไปอีก แต่คู่สัญญาตกลงให้กรรมสิทธิ์ยังไม่โอนจนกว่าจะครบกำหนดตามเงื่อนไขถึงจะโอนกรรมสิทธิ์ สัญญาซื้อขายนั้นเรียกว่า สัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข สัญญาซื้อขายมีเงื่อนไขนั้นเงื่อนไขต้องผูกกับการโอนกรรมสิทธิ์เมื่อใดเท่านั้น

3. สัญญาซื้อขายมีเงื่อนเวลา ปรากฏอยู่ในมาตรา 459 เช่นเดียวกับสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข เมื่อใดก็ตามที่คู่สัญญาตกลงกันเสร็จสิ้นแล้วไม่มีสิ่งใดต้องไปทำตามแบบของกฎหมายต่อไปอีก แต่คู่สัญญาตกลงให้กรรมสิทธิ์ยังไม่โอนจนกว่าจะถึงกำหนดตามเงื่อนเวลาถึงจะโอนกรรมสิทธิ์ สัญญานั้นเรียกว่าสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข สัญญาซื้อขายมีเงื่อนเวลานั้นเงื่อนเวลาต้องผูกกับการโอนกรรมสิทธิ์เมื่อใดเท่านั้น สัญญาซื้อขายมีเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลานั้น
1. สัญญาเกิดก่อน
2. กรรมสิทธิ์ยังไม่โอน
3. รอเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลากรรมสิทธิ์จึงจะโอน เช่น นาย ก. เห็นรถยนต์ของนาย ข. ก็ชอบใจ จึงมาขอซื้อ นาย ข. บอกยินดีขาย ต่อเมื่อ ข. ย้ายไปอยู่ต่างจังหวัด ถ้าตราบใดที่ ข. ยังไม่ย้ายก็ยังไม่ขาย สัญญานี้ไม่เป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข เพราะไม่ใช่สัญญาซื้อขายมีเงื่อนไขและไม่ใช่สัญญาซื้อขายมีเงื่อนเวลาใดๆ เพราะการจะเป็นสัญญาซื้อขายมีเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลานั้นต้องผูกกับเรื่องเดียวเท่านั้นคือเรื่องการโอนกรรมสิทธิ์เมื่อใด แต่กรณีตามดังกล่าว เงื่อนไขเป็นเพียงเงื่อนไขที่ผูกกับการเกิดสัญญาเท่านั้น จึงไม่ใช่สัญญามีเงื่อนไขหรือสัญญามีเงื่อนเวลา





สรุปคำบรรยายเนติบัณฑิต สมัย 1/67 วิชาซื้อขาย เช่าทรัพย์ เช่าซื้อ | เจาะหลัก สกัดฎีกา 5 ดาว เตรียมสอบ 3 สนาม อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

จำนวนผู้ชม : 4775 ครั้ง
ลงวันที่ 01/09/2014 15:58:47





ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน