หัวข้อ : สรุปฎีกาคำบรรยายเนติบัณฑิต สมัยที่ 1/67 กฎหมายอาญามาตรา 59-106 ครั้งที่ 2
หมวดหมู่ : สกัดหลักกฎหมายอาญา ฎีกาเด่น 5ดาว (เตรียมสอบ 3 สนาม)







สรุปฎีกาคำบรรยายเนติบัณฑิต สมัยที่ 1/67 กฎหมายอาญามาตรา 59-106 ครั้งที่ 2
บรรยายโดย ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์ 
วันที่ 6 มิถุนายน 2557

 ข้อมูลชุดสรุปคำบรรยาย แบ่งปัน เผยแพร่ เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา โดยคุณ Kty ning
---------------------------------



“ โครงสร้างข้อที่ 1 การกระทำครบองค์ประกอบที่กฎหมายบัญญัติ แยกออกได้เป็นข้อๆดังต่อไปนี้ คือ”

1.ต้องมีการกระทำ
2.การกระทำนั้นครบองค์ประกอบภายนอกของความผิดในเรื่องนั้นๆ
3.การกระทำครบองค์ประกอบภายใน
4.ผลของการกระทำสัมพันธ์กับการกระทำ 

“หัวข้อแรก คือเรื่องการกระทำ การกระทำมีความหมายอย่างไร การกระทำหมายถึงการเคลื่อนไหวร่างกายหรือการไม่เคลื่อนไหวร่างกาย โดยรู้สำนึก กล่าวคือ อยู่ภายใต้บังคับของจิตใจ”

จากความหมายดังกล่าวนี้เอง การเคลื่อนไหวหรือไม่เคลื่อนไหวร่างกายของเด็กทารก ไร้เดียงสา คนวิกลจริตหรือคนเมาสุราจนถึงขนาดไม่รู้สภาพ หรือสาระสำคัญในการกระทำของตน ไม่ถือว่ามีการกระทำ ฎีกาที่ 8743/2544 เช่นกรณีของเด็กทารกไร้เดียงสาที่กำเศษไม้ไว้ในมือแล้วพลิกตัวไปข้างๆ เศษไม้ไปถูกลูกในตาของเด็กอีกคนหนึ่งตาบอด เด็กทารกคนนี้ไม่ต้องรับผิดในทางอาญาโดยไม่ต้อง ไปอ้างมาตรา 73 เพราะมาตรา 73 เด็กอายุไม่เกิน 10ปี จะต้องมีการกระทำเสียก่อน เมื่อไม่มีการกระทำ จุดตัดของความรับผิด อยู่ที่มาตรา 59 ไม่ใช่มาตรา 73 คนละเมอ คนเป็นลมบ้าหมู คนที่ร่างกายกระตุกโดยไม่รู้ตัว คนที่ถูกผลักถูกชน ถูกจับมือให้กระทำในขณะเผลอ ผู้ที่ถูกสะกดจิต ผู้ที่ร่างกายเคลื่อนไหวโดยแรงธรรมชาติ เช่นแรงลมพายุ ต้องถือว่าไม่มีการกระทำ 
มีข้อสังเกตบางประการ 

เกี่ยวกับเรื่องของกระทำ คือต้องพิจารณาดูให้ดีว่าเป็นการกระทำของใคร เป็นการกระทำของผู้เสียหายหรือของจำเลย ถ้าเป็นการกระทำของผู้เสียหาย จำเลยก็ไม่ต้องรับผิด เช่นแดงต้องการฆ่าตัวตาย แดงขอให้ดำช่วยซื้อยาพิษให้และขอให้ช่วยผสมยาพิษใส่ลงถ้วยส่งให้แดงดื่ม ดำก็ทำตาม จากนั้นแดงหยิบยาพิษมาดื่มเอง แดงตาย เช่นนี้ต้องถือว่าการฆ่าเป็นการกระทำของแดงเอง ดำไม่ได้ฆ่าแดง ดำจึงไม่มีความผิดฐานฆ่าแดง ถ้าจะผิดก็ผิดตามมาตรา 293 เท่านั้น 
แต่หากมีข้อเท็จจริงเปลี่ยนไปว่า ดำเอายาพิษกรอกปากให้แดง ต้องถือว่าดำฆ่าแดง เพราะดำเอายาพิษกรอกปากแดง ไม่ใช่เพียงแต่ส่งถ้วยยาพิษให้แดงกินยาพิษเองเท่านั้น 
การส่งปืนให้ผู้อื่นฆ่าตัวตาย หากผู้ที่รับปืนลั่นไกปืนยิงตนเองตาย ผู้ส่งปืนก็ไม่ได้ทำการฆ่า แต่อาจจะผิด มาตรา 293 
แต่ถ้าถึงขนาดช่วยจับปากกระบอกปืน ถือว่าเป็นการเกินเลยการช่วยผู้อื่น ในการฆ่าตัวตาย แต่ถึงขั้นเป็นการฆ่าผู้อื่น 
ตัวอย่าง แดงต้องการฆ่าตัวตายจึงขอให้ดำช่วยจับปากกระบอกปืนให้แก่แดง โดยแดงจะลั่นไกปืนยิงตัวเอง ดำทำตาม แดงลั่นไกปืนยิงตนเองแต่กระสุนกับไปถูกขาว ขาวตาย ความรับผิดของแดงต่อขาว ถ้ามีเจตนาเล็งเห็นผล แดงก็ผิดตามมาตรา 289(4) ได้ ถ้าไม่เล็งเห็นผลก็อาจจะผิดฐานทำให้คนตายโดยประมาท ตามมาตรา291 แต่การกระทำของแดงนั้นไม่ถือเป็นการกระทำโดยพลาด เพราะการกระทำโดยพลาด แดงต้องมีเจตนากระทำต่อบุคคลหนึ่ง แต่กรณีนี้ แดงลั่นไกปืนยิงตัวเอง ทำตัวเอง ผลไปเกิดแก่ขาวจึงไม่ใช่การกระทำโดยพลาดตามมาตรา60
ความรับผิดชอบของดำต่อแดง การช่วยจับปากกระบอกปืน ถือเป็นการเกินเลยการช่วยเหลือให้ผู้อื่นฆ่าตัวตาย แต่ถึงขั้นเป็นการฆ่าผู้อื่น เพราะฉะนั้นดำจึงผิดฐานพยายามฆ่าแดงตามมาตรา 289(4)ประกอบ80 เมื่อถือว่าดำกระทำการฆ่าแดงโดยมีเจตนาฆ่า ดังนั้นความรับผิดของดำต่อขาว จึงเป็นการกระทำโดยพลาดตามมาตรา60 เพราะถือว่าดำมีเจตนากระทำต่อบุคคลหนึ่งคือแดง แต่ผลเกิดแก่อีกคนหนึ่งคือขาว ดำจึงมีเจตนาฆ่าขาวโดยพลาดตามมาตรา 289(4) ประกอบมาตรา60 
ข้อสังเกตว่า 
หากผู้ที่ส่งถ้วยยาพิษให้หรือผู้ที่ส่งปืนให้ มีหน้าที่ป้องกันไม่ให้ผลนั้นเกิดขึ้น ก็อาจถือว่าเป็นการฆ่าได้ ดูตัวอย่างดังต่อไปนี้ แดงเป็นบุตรผู้เยาว์อยู่ในความดูแลของดำ แดงต้องการฆ่าตัวตาย ดำซึ่งเป็นบิดา ส่งถ้วยยาพิษให้แดง แดงหยิบมาดื่ม เช่นนี้ต้องถือว่าเป็นการฆ่า โดยการงดเว้น ตามมาตรา59ว.ท้าย เพราะดำเป็นบิดาและมีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดู ทั้งมีหน้าที่ที่จะต้องป้องกันผู้เยาว์ ไม่ให้ฆ่าตัวตายต่อหน้าตนเอง เพราะฉะนั้นถ้าดำมีเจตนาฆ่า ต้องถือว่าเป็นการฆ่าผู้อื่น แต่หากไม่มีเจตนาฆ่าก็อาจเป็นเรื่องประมาท มีข้อสังเกตว่าการช่วยให้ผู้อื่นฆ่าตัวตายนั้น ผู้ตายต้องรู้ว่าสิ่งนั้นจะทำให้ตนเองถึงแก่ความตาย เช่นรู้ว่าเป็นยาพิษแต่ยังกินเข้าไป ถ้าไม่รู้ เช่น แดงหลอกดำว่ายาพิษคือยาบำรุงกำลัง ดำหลงเชื่อกินเข้าไป เช่นนี้ แดงต้องรับผิดฐานฆ่าดำตาย จะถือว่าดำฆ่าตนเองไม่ได้ เพราะดำไม่รู้ว่าเป็นยาพิษ

การกระทำนอกจากการเคลื่อนไหวร่างกายแล้ว การกระทำยังหมายความรวมถึง การไม่เคลื่อนไหวร่างกายด้วย แยกออกได้เป็น2ประเภทคือ 1.การกระทำโดยงดเว้น 2.การกระทำโดยละเว้น 
การกระทำโดยงดเว้น เป็นการกระทำโดยไม่เคลื่อนไหวร่างกายอย่างหนึ่ง มาตรา59ว.ท้าย บัญญัติว่า การกระทำให้หมายความรวมถึง การให้เกิดผลอันหนึ่งอันใดขึ้นโดยงดเว้นการกระทำที่ต้องกระทำเพื่อป้องกันผลนั้นด้วย ให้เปรียบเทียบ ตัวอย่างต่อไปนี้ นายแดงจ้างนายขาวไปฆ่านายดำ โดยให้ฆ่าด้วยวิธีใดๆก็ได้ นายขาวตกลง ในระหว่างที่นายขาวหาโอกาสฆ่านายดำอยู่นั้น วันหนึ่งนายขาวได้เดินผ่านสระน้ำแห่งหนึ่ง นายขาวได้เห็นนายดำ ลงเล่นน้ำในสระน้ำและกำลังจะจมน้ำและนายดำได้ร้องให้คนช่วย นายขาวสามารถลงไปช่วยนายดำได้ แต่นายขาวกับยืนนิ่งเฉยริมสระน้ำ เพราะต้องการให้นายดำตายอยู่แล้ว ต่อมานายดำได้จมน้ำตาย นายขาวมีความผิด ตามมาตรา 374 ฐานไม่ช่วยผู้ตกอยู่ในภยันตรายเท่านั้น แต่ไม่ผิดฐานฆ่าคนตาย ตามมาตรา289(4) เพราะแม้จะมีเจตนาฆ่าแต่ก็ไม่มีการกระทำอันเป็นการฆ่า เนื่องจากการยื่นเฉยๆ ไม่ช่วยนายดำมิใช่การฆ่าโดยการงดเว้น ตามมาตรา 59 ว.ท้าย เพราะไม่มีหน้าที่โดยเฉพาะเพื่อป้องกันผลคือความตายของนายดำ ส่วนนายแดงเป็นผู้ใช้ ตามมาตรา84 แต่รับโทษเพียง1ใน3ของโทษ ตามมาตรา289(4) โดยถือว่าความผิดที่ใช้ยังมิได้กระทำลง มาตรา 59 ว.ท้าย กล่าวโดยสรุปก็คือ จะเป็นการกระทำโดยงดเว้น ตามมาตรา59ว.ท้าย มีหลัก 3 ประการ ดังต่อไปนี้ 

--------------
แบ่งปันข้อมูล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ 3 สนาม ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม
--------------
1.เป็นการไม่กระทำ กล่าวคือ ไม่เคลื่อนไหวร่างกายโดยรู้สำนึ
2.ทั้งๆที่ผู้กระทำมีหน้าที่ต้องกระทำและ 3.หน้าที่ต้องกระทำตามข้อ2 นั้นเป็นหน้าที่โดยเฉพาะซึ่งต้องกระทำเพื่อป้องกันไม่ให้ผลนั้นเกิดขึ้น หลักเกณฑ์ที่สำคัญของการกระทำโดยงดเว้นคือ ผู้กระทำมีหน้าที่กระทำและหน้าที่นั้นต้องเป็นหน้าที่เฉพาะ หน้าที่ต้องกระทำเพื่อป้องกันผล 
1.หน้าที่ตามที่กฎหมาย บัญญัติ หมายความว่า มีกฎหมาย บัญญัติ หน้าที่ของผู้กระทำโดยตรงเช่น ป.พ.พ 1563 บัญญัติว่า บุตรจำต้องอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา ป.พ.พ 1564 บิดามารดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์ ป.พ.พ 1461 สามีภริยาต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกัน เพราะฉะนั้นมีข้อเท็จจริงในเวลาสอบว่า สามีปล่อยให้ภริยาฆ่าตัวตายไปต่อหน้าทั้งๆที่สามารถจะห้ามปรามได้ ต้องถือว่าสามีฆ่าภริยา 
สังเกตว่า กฎหมายกำหนดหน้าที่ ให้บิดามารดาต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ซึ่งรวมถึง ป้องกันมิให้บุตรผู้เยาว์ ได้รับอันตรายซึ่งอาจจะเกิดจากอันตรายจากการกระทำของบุตรผู้เยาว์เองหรือ เกิดจากอันตรายของบุคคลที่3ที่กระทำต่อบุตรก็ได้ 
ข้อสังเกต ป.พ.พ 1567(2) บัญญัติให้ บิดามารดามีอำนาจลงโทษ บุตรตามสมควร เพื่อว่ากล่าวสั่งสอน ฉะนั้นบุตรผู้เยาว์ได้กระทำอันตราย ต่อบุคคลที่3 อาจจะต้องถือว่าบิดามารดานั้นได้กระทำงดเว้นต่อบุคคลที่3ด้วยคือ งดเว้นการที่จะต้องกระทำเพื่อป้องกันผล





สรุปฎีกาคำบรรยายเนติบัณฑิต สมัยที่ 1/67 กฎหมายอาญามาตรา 59-106 ครั้งที่ 2 | เจาะหลัก สกัดฎีกา 5 ดาว เตรียมสอบ 3 สนาม อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

จำนวนผู้ชม : 6700 ครั้ง
ลงวันที่ 01/09/2014 16:28:54





ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน