หัวข้อ : สรุปเนติ 1/67 กฎหมายอาญามาตรา 288-366 ครั้งที่ 1
หมวดหมู่ : สกัดหลัก กฎหมายแพ่ง ฎีกาเด่น 5ดาว (เตรียมสอบ 3 สนาม)







สรุปเนติ 1/67  กฎหมายอาญามาตรา 288-366 ครั้งที่ 1

 บรรยายโดยศาสตราจารย์พิเศษหม่อมหลวงไกรฤกษ์ เกษมสันต์
บรรยาย วันที่ 28 พฤษภาคา 2557

ข้อมูลชุดสรุปคำบรรยาย แบ่งปัน เผยแพร่ เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา โดยคุณ Kty ning
---------------------------------

 


คำพิพากษาฎีกาที่ 2255/2522จำเลยขับรถปิดเส้นทางไม่ยอมให้ผู้ตายซึ่งขับรถตามหลังมาแซงขึ้นหน้า เมื่อรถโดยสารประจำทางแล่นสวนทางมา จำเลยก็แกล้งเบรคให้รถหยุดในทันที การกระทำเช่นนี้จำเลยย่อมเล็งเห็นได้ว่าผู้ตายต้องหักรถหลบไปทางขวาและชนกับรถโดยสารนั้น ซึ่งจำเลยย่องเล็งเห็นผลของการกระทำของจำเลยได้ว่าจะมีผู้ได้รับอันตรายบาดเจ็บและตายเกิดขึ้นจากเหตุที่รถชนกันนั้น ฉะนั้นเมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายด้วยผลแห่งการกระทำของจำเลยดังกล่าว จงได้ชื่อว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตาย

คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๐๙๓/๒๕๔๔ การที่จำเลยรื้อเอาไม้กั้นห้อง บานประตูและเครื่องปรับอากาศสองเครื่องไปจากตึกแถวของโจทก์ เป็นความผิดฐานลักทรัพย์

ฎีกานี้ศาลไม่ได้วินิจฉัย ว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ แต่เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4804/2533 วินิจฉัยว่า การลักทรัพย์โดยขุดดินนำไปขายถือเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ด้วย และข้อสอบเนติฯสมัยที่ 55 ข้อที่ 6 การลักทรัพย์โดยรื้อฝาบ้านไปขาย ทำให้บ้านเกิดรอยแตกร้าวถือเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์อีกบทหนึ่งด้วย

คำพิพากษาฎีกาที่ 4804/2533 จำเลยที่ 1 เข้าไปขุดเอาหน้าดินในที่ดินพิพาทของโจทก์ร่วมไปย่อมมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 มาตรา 358 และมาตรา 362 เป็นการกระทำกรรมเดียว ผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามมาตรา 334 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด.

คำพิพากษาฎีกาที่ 1937/2522 ยิง 4-5 นัด เจตนาฆ่า ก. กระสุนถูกก.ตายถูกส. อันตรายสาหัส เป็นความผิดตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 288 กับมาตรา 288,80 อีกบทหนึ่งคำพิพากษาต้องอ้างความผิดทั้ง 2 บท ให้ลงโทษตาม มาตรา 288 บทหนัก

***การอ่านตัวบทต้องอ่านให้แตก จดจำสาระสำคัญให้ได้ เช่น ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตาม ป.อ.มาตรา 358 แม้กระทำต่อทรัพย์ที่ตนเองเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย ก็เป็นความผิด แต่การวางเพลิงเผาทรัพย์ที่ตนเองเป็นเจ้าของอยู่ด้วยไม่เป็นความผิดตาม ป.อ.มาตรา 217 เพราะความผิดฐานวางเพลิงต้องกระทำต่อทรัพย์ “ของผู้อื่น”เท่านั้น

***ความผิดเกี่ยวทรัพย์มีข้อสังเกต เช่น ความผิดฐานลักทรัพย์ตาม มาตรา 334 ยักยอกทรัพย์ตามมาตรา 352 ใช้คำว่า “ทรัพย์” เช่นเดียวกัน แต่เมื่อพิจารณามาตรา 334 โดยละเอียดแล้วคำว่า”ทรัพย์”หมายถึงสังหาริมทรัพย์เท่านั้นไม่รวมถึงอสังหาริมทรัพย์ด้วย เพราะความผิดฐานลักทรัพย์ต้องประกอบด้วยองค์ประกอบภายนอกคือการเอาไป การเอาไปคือทำให้ทรัพย์เคลื่อนที่ ดังนั้นทรัพย์ที่จะเคลื่อนที่ได้ มีเฉพาะสังหาริมทรัพย์เท่านั้น ส่วนความผิดฐานยักยอกนั้น แม้จะใช้คำว่า”ทรัพย์”เหมือนกัน แต่ทรัพย์ที่ถูกยักยอกมีได้ทั้งสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ เพราะการเบียดบังนั้น ไม่จำต้องทำให้ทรัพย์เคลื่อนที่
ความผิดฐานฉ้อโกงตามมาตรา 341 ใช้คำว่า”ทรัพย์สิน” ดังนั้นสิทธิต่างๆจึงอาจถูกฉ้อโกงได้ ส่วนความผิดฐานกรรโชกทรัพย์ ตาม มาตรา 337 นั้น บัญญัติว่าผู้ใดข่มขืนใจผู้อื่นให้ยอมให้หรือยอมจะให้ตนหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน จึงมีความหมายกว้างกว่าสามมาตราก่อน 
ส่วนมาตรา 315 ความผิดฐานเป็นคนกลางเรียกค่าไถ่ จะเห็นได้ว่า ประโยชน์อย่างใดที่มิควรได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน จะเป็นประโยชน์ใดๆก็ได้ ( ม.1(13)และ 289 (7) ใช้คำว่า ประโยชน์)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 236/2491 
ตามสภาพของพืชผลต้องติดอยู่กับต้นหรือปลูกปักอยู่ในดินการทำให้ผลไม้หลุดออกจากต้น เช่นสอยมะม่วงหรือตัดขนุนให้หล่นลงมา หรือขุดถอนมันหรือต้นหอมให้หลุดพ้นขึ้นจากดินโดยยังไม่ทันเอาไปด้วยนั้นยังเรียกไม่ได้ว่าเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปดังที่ท่านบัญญัติไว้ใน กฎหมายลักษณะอาญา มาตรา288
คนร้ายถอนต้นหอมของผู้อื่นขึ้นมาทิ้งเกลื่อนอยู่บนร่องสวน ยังไม่ทันจะเอาไปพอดีเจ้าทรัพย์มาพบเสียก่อนดังนี้ เป็นผิดฐานพยายามลักทรัพย์เท่านั้น
--------------
แบ่งปันข้อมูล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ 3 สนาม ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม
--------------
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1682/2500
จำเลยลักทรัพย์โดยวิธีล้วงกระเป๋า จำเลยแกะกระดุมเปิดฝากระเป๋ากางเกงเอาธนบัตรออกมานอกกระเป๋า แล้วพอดีเจ้าทรัพย์รู้ตัวใช้มือตบกระเป๋าบังเอิญไปถูกมือจำเลยซึ่งกำลังกุมธนบัตรอยู่ ธนบัตรร่วงหล่นจากมือจำเลยลงไปที่เท้าเจ้าทรัพย์ ดังนี้เป็นความผิดฐานลักทรัพย์สำเร็จแล้วไม่ใช่เป็นความผิดฐานพยายาม

***ลักปลาซึ่งอยู่ในบ่อโดยใช้แหทอดปลาติดอยู่ในแห ซึ่งยังจมอยู่ในบ่อเป็นพยายาม***

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3227/2543
แม้คืนวันเกิดเหตุจะเป็นคืนข้างแรมเดือนมืด แต่โจทก์ร่วมก็รู้จักกับจำเลยมาตั้งแต่ยังเด็ก อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน ประกอบกับจำเลยมีลักษณะพิเศษคือศีรษะมีผมขาวและรูปร่างล่ำไม่สูงขณะเกิดเหตุโจทก์ร่วมยืนยันว่าจำเลยยืนอยู่ที่มุมบ่อเลี้ยงปลาห่างจากโจทก์ร่วมเพียง 8 เมตร และไฟฉายที่ใช้ส่องไปยังจำเลยกับพวกเป็นไฟฉายขนาดถ่านไฟฉาย 3 ก้อน และถ่านที่ใช้ยังใหม่ โจทก์ร่วมสามารถเห็นจำเลยได้อย่างชัดเจนจากแสงไฟฉายที่ส่องกราดไปยังจำเลย นอกจากนี้คำเบิกความของโจทก์ร่วมก็ยังสอดคล้องกับคำเบิกความของพยานโจทก์และโจทก์ร่วม ซึ่งแม้ส่วนใหญ่จะเกี่ยวพันเป็นญาติใกล้ชิดกับโจทก์ร่วมก็ตามแต่ทั้งโจทก์ร่วมและพยานโจทก์คนอื่น ๆ ต่างก็รู้จักคุ้นเคยกับจำเลยมาก่อน และต่างก็ยืนยันว่าไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน เชื่อว่าพยานดังกล่าวได้เบิกความไปตามความเป็นจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ร่วมกับพวกลักปลาในบ่อเลี้ยงปลาของโจทก์ร่วมและใช้อาวุธปืนยิงโจทก์ร่วมจริง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าโจทก์ร่วม และร่วมกันพยายามชิงทรัพย์เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมรับอันตรายสาหัสโดยมีและใช้อาวุธปืน
ก่อนที่จะได้ยินเสียงทอดแหในบ่อเลี้ยงปลา โจทก์ร่วมซุ่มอยู่ที่โคนต้นขนุนมุมบ่อ เมื่อได้ยินเสียงทอดแหในบ่อเลี้ยงปลานั้นโจทก์ร่วมก็ยิงปืนขึ้นฟ้า 1 นัด เมื่อคนร้ายเพิ่งจะทอดแหในบ่อเลี้ยงปลาของโจทก์ร่วมเพียงครั้งเดียว และนอกจากปลาจำนวน 6 ตัว ซึ่งติดอยู่ในแหของคนร้ายที่จมอยู่ในบ่อเลี้ยงปลาแล้วจำเลยกับพวกยังไม่ได้ปลาอื่น ๆ ไปจากบ่อเลี้ยงปลาของโจทก์ร่วม การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันพยายามชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสโดยมีและใช้อาวุธปืน มิใช่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2147/2527
จำเลยใช้เหล็กปลายแหลมจี้ขู่บังคับให้ผู้เสียหายถอดสร้อยคอให้ ผู้เสียหายกำลังจะถอด มีผู้เข้าช่วยจำเลยจึงกระชากพระเครื่องซึ่งกลัดเข็มกลัดไว้ที่เสื้อ พระเครื่องตกลงที่พื้นรถ ยังไม่ได้เอาไป และยังมิได้เข้ายึดถือครอบครองพระเครื่องนั้นเลย ความผิดฐานชิงทรัพย์ยังไม่สำเร็จเป็นเพียงพยายามชิงทรัพย์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 273/2507
จำเลยมีเจตนาลักสร้อยคอซึ่งบุตรของผู้เสียหายสวมอยู่พอใช้ตะไกรตัดสร้อยนั้นขาดตกลงยังพื้นดิน ยังมิได้ยึดถือเอาสร้อยนั้นไปก็มีคนบอกให้ผู้เสียหายรู้ตัวและเก็บเอาสร้อยไว้เสียก่อนจะถือว่าจำเลยเอาสร้อยนั้นไป (ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334) ยังไม่ได้ จำเลยย่อมมีความผิดฐานพยายามลักทรัพย์เท่านั้น

***การประทุษร้ายพวกเดียวกันเองอยู่ในความหมายนี้หรือไม่***

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5768/2544
การใช้กำลังประทุษร้ายอันจะเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคแรก นั้น ต้องเป็นการประทุษร้ายต่อบุคคลอื่น มิใช่กระทำต่อคนร้าย ผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกัน ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 ถีบหลังจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคนร้ายร่วมกระทำความผิดด้วยกันล้มลงแม้จะเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายจำเลยที่ 1 ในขณะจำเลยที่ 1 เดินตามผู้เสียหาย จึงไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคแรก
จำเลยที่ 2 นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ได้ชี้มือไปทางผู้เสียหายและวิ่งตามไป แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มีอาวุธใดติดตัวมาด้วยหรือแสดงอากรหรือวาจาข่มขู่ผู้เสียหาย จึงไม่พอฟังว่าจำเลยที่ 2 ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหาย จึงไม่เป็นความผิดฐานชิงทรัพย์และทำให้การกระทำของจำเลยทั้งสามขาดองค์ประกอบความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามฟ้อง จำเลยทั้งสามคงมีความผิดฐานร่วมลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การพาทรัพย์นั้นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(7) วรรคหนึ่งประกอบมาตรา 336 ทวิ
--------------
แบ่งปันข้อมูล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ 3 สนาม ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม
--------------
• แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้กระทำไม่มีความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการวินิจฉัยเรื่องการประทุษร้ายในความผิดฐานชิงทรัพย์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2785/2554 จำเลยเอารถจักรยานยนต์ไปจาก ส.โดยทุจริต แม้เป็นการเอาไปจากการครอบครองของ ส.ที่ลักทรัพย์มาจากผู้เสียหายอีกต่อหนึ่ง จำเลยก็มีความผิดฐานลักทรัพย์





สรุปเนติ 1/67 กฎหมายอาญามาตรา 288-366 ครั้งที่ 1 | เจาะหลัก สกัดฎีกา 5 ดาว เตรียมสอบ 3 สนาม อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

จำนวนผู้ชม : 3710 ครั้ง
ลงวันที่ 01/09/2014 16:44:16





ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน