สรุปเนติ 1/67 กฎหมายอาญา มาตรา 59 - 106 ครั้งที่ 1
บรรยายโดย อาจารย์เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์
วันที่ 30 พฤษภาคม 2557
ข้อมูลชุดสรุปคำบรรยาย แบ่งปัน เผยแพร่ เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา โดยคุณ Kty ning
---------------------------------
คำพิพากษาฎีกาที่ 5729/2556
จำเลยที่ 1พยายามข่มขืนกระทำชำเราผู้ตายโดยใช้กำลังประทุษร้ายผู้ตายจนหมดสติแล้วนำไปทิ้งที่อ่างเก็บน้ำ โดยเข้าใจว่าผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว จึงถือว่าจำเลยที่ 1มีเจตนาฆ่าผู้ตายหาได้ไม่ เพราะจำเลยที่1ไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดอันจะถือว่าจำเลยที่ 1ประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลไม่ได้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 59 วรรคสาม การกระทำของจำเลยที่ 1จึงไม่เป็นความผิดฐานเจตนาฆ่าผู้ตายตามมาตรา 288แต่เป็นการกระทำผิดโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายตามมาตรา 291
***ข้อสังเกต**
ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรา 276 วรรคหนึ่ง ประกอบ 80และ มาตรา 288 ศาลอุทธรณ์แก้ว่าจำเลยไม่ผิด 288 แต่ผิดมาตรา 291 ศาลฎีกาพิพากษายืน
เหตุผลที่จำเลยที่ 1 ไม่ผิดมาตรา 288 ศาลฎีกาได้อธิบายไว้อย่างชัดเจน ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาฆ่าผู้ตายหรือไม่ ป.อ.มาตรา 59 วรรคสอง บัญญัติไว้ว่า “ การกระทำโดยเจตนา ได้แก่การกระทำโดยรู้สำนึกในการกระทำ ขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น” และ มาตรา 59 วรรคสาม “ถ้าผู้กระทำมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด จะถือว่าผู้กระทำประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นมิได้ ดังนั้นจะถือว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาฆ่าได้นั้น จำเลยที่ 1 ต้องรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบภายนอกของความผิด คือต้องรู้ว่าเป็นการฆ่าผู้อื่นด้วย หากจำเลยที่ 1 เข้าใจว่าผู้ตายถึงแก่ความตาย (เป็นศพ) ไปแล้ว ก็ไม่ถือว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาฆ่า
ข้อสังเกต
การที่จำเลยผิดมาตรา 291 เพราะความ “ไม่รู้” ของจำเลยเกิดจากความประมาท ถ้าใช้ความระมัดระวังให้มากกว่านี้ ก็จะรู้ว่าผู้ที่ถูกข่มขืนยังไม่ตาย แต่รีบร้อน “เพื่อปกปิดความผิด”หรือเพื่อทำลายพยานหลักฐานมิให้ผู้ใดมาพบการกระทำผิด จำเลยจึงมีความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามมาตรา 291 ประกอบ 59 วรรคสี่ (ดูมาตรา 62 วรรคสอง)
ประเด็นคือจำเลยควรจะผิดมาตรา 290 ฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายด้วยหรือไม่ เพราะแม้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตาม มาตรา 288 แต่ศาลมีอำนาจลงโทษตามมาตรา 290 ตามที่พิจารณาได้ความได้ทั้งนี้ตาม วิ.อาญามาตรา 192 วรรคหก นอกเหนือจากมาตรา 291
ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยคือความตายของหญิงสัมพันธ์กับการกระทำของจำเลยที่ 1 ในตอนแรกหรือไม่ “หลักมีอยู่ว่า”การที่จำเลยที่ 1 นำหญิงไปถ่วงน้ำ ซึ่งถือเป็นเหตุแทรกแซงนั้น วิญญูชนคาดหมายได้หรือไม่ เห็นว่า จำเลยกระทำไปเพื่อปกปิดความผิด ต้องถือว่าเป็นสิ่งที่คาดหมายได้ เหตุผลเพราะการที่คนบางคนกระทำความผิดแล้วทำสิ่งใดขึ้นใหม่เพื่อปกปิดความผิดของตน พฤติการณ์ดังกล่าวถือเป็นสิ่งที่ “คาดหมายได้”
ข้อสังเกต
เคยมีฎีกาที่ 1395/2518 วินิจฉัยว่า จำเลยผิดมาตรา 290
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1395/2518
จำเลยตี ถ.มีแผลเล็กน้อย.แต่ ถ.สลบจำเลยเข้าใจว่า ถ. ตาย จึงเอาผ้าขาวม้าของ ถ.ผูกคอ ถ.แขวนกับต้นไม้เป็นเหตุให้ ถ. ตาย จำเลยมีความผิดตามมาตรา 290
ที่เป็นเช่นนี้เพราะเหตุที่ข้อเท็จจริงในฎีกาที่ 5729/2556 นั้นไม่มีประเด็นให้ศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 1ผิดมาตรา 290 หรือไม่ ซึ่งต่างจากฎีกาที่ 1395/2518 แต่อย่างไรก็ตามต้องถือว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ เป็นความผิดตามมาตรา 290 ด้วย นอกเหนือจากมาตรา 291 เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท
--------------
แบ่งปันข้อมูล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ 3 สนาม ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม
--------------
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 32/2536
ความผิดฐานกระทำอนาจาร โจทก์ไม่ได้ตัวผู้เสียหายมาเบิกความจึงไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นว่าจำเลยได้กระทำอนาจารผู้เสียหายพยานโจทก์ปากอื่นเพียงเห็นจำเลยกับผู้เสียหายยืนอยู่ใกล้ประตูเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจไปถึงที่เกิดเหตุพร้อมสามีผู้เสียหายเห็นผู้เสียหายเปิดประตูด้านหน้าออกมาพร้อมกับจำเลย ขณะนั้นผู้เสียหายนุ่งผ้ากระโจมอก นอกจากนี้ มีดคัทเตอร์ ที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยใช้เป็นอาวุธขู่บังคับผู้เสียหายให้ถอดเสื้อผ้าก็ไม่พบพยานหลักฐานโจทก์เพียงบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ให้การว่าผู้เสียหายถูกจำเลยใช้มีดคัทเตอร์ บังคับให้ถอดเสื้อผ้าและใช้ผ้ามัดปากมัดมือผู้เสียหายไขว้หลังให้นอนคว่ำหน้าบนเตียงนอนจึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังลงโทษจำเลยฐานอนาจารได้ จำเลยรู้จักกับผู้เสียหาย และจำเลยเข้าไปในอาคารที่เกิดเหตุโดยผู้เสียหายยินยอม จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานบุกรุก เมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า ใบมีดโกน ของกลางเป็นทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33(1) ศาลย่อมไม่มีอำนาจริบ.
***ข้อสังเกต***
การกระทำของจำเลยไม่ผิดบุกกรุก เพราะ “ขาดองค์ประกอบภายนอก” เนื่องจากการ “เข้าไป” ในเคหสถานของจำเลย เป็นการเข้าไปโดยที่ผู้เสียหายยินยอมนั้นเอง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 411/2508
จำเลยกู้เงินโจทก์ ถึงกำหนดชำระ จำเลยไม่ชำระ กลับขายเรือนของจำเลยให้แก่นายเปลื้องแต่การขายโจทก์เป็นผู้ติดต่อบอกขายและรับชำระหนี้เป็นข้าวเปลือกแทนเงินดังนี้ จะถือว่า จำเลยได้โอนเรือนไปให้แก่ผู้อื่นเพื่อมิให้เจ้าหนี้ของตนได้รับชำระหนี้ตามมาตรา 350 ไม่ได้
***ข้อสังเกต***
การกระทำของจำเลยไม่ผิดโกงเจ้าหนี้ เพราะ “ขาดองค์ประกอบภายนอก” เนื่องจากการ “โอนไปในความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ “ต้องเป็นการโอนไปให้แก่บุคคลอื่น โดยเจ้าหนี้ไม่ยินยอมนั้นเอง”
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1376/2522
มารดาจำเลยซึ่งเป็นผู้ครอบครองบานประตูของกลาง ได้อนุญาตให้จำเลยนำบานประตูดังกล่าว ไปติดตั้งที่บ้านหลังใหม่ของจำเลย แม้บานประตูดังกล่าวจะเป็นของผู้เสียหาย แต่เมื่อจำเลยเอาไปโดยความยินยอมอนุญาตของมารดา ซึ่งเป็นผู้ครอบครองทรัพย์ จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการเอาทรัพย์ไปจากการครอบครองของผู้อื่น อันเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานลักทรัพย์ การกระทำของ จำเลย จึงไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามฟ้อง
***ข้อสังเกต***
การกระทำของจำเลยไม่ผิดลักทรัพย์ เพราะ “ขาดองค์ประกอบภายนอก” กล่าวคือไม่เป็นการ “เอาไป”เพราะคำว่า “เอาไป” ต้องพาทรัพย์เคลื่อนที่ไปโดยเจ้าของหรือผู้ครอบครองไม่อนุญาต
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7841/2552
ป.พ.พ. มาตรา 16 บัญญัติว่า การนับอายุของบุคคลให้เริ่มนับแต่วันเกิด ผู้เสียหายที่ 1 เกิดเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2532 จึงต้องนับอายุแต่วันเกิดคือนับแต่วันที่ 5 มีนาคม 2532 เป็นหนึ่งวันเต็ม ผู้เสียหายที่ 1 จึงมีอายุ 15 ปีบริบูรณ์ เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2547 ตามนัยแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 193/5 คดีได้ความว่า เหตุเกิดวันที่ 5 มีนาคม 2547 เวลาประมาณ 2 นาฬิกา ดังนั้นขณะเกิดเหตุผู้เสียหายที่ 1 จึงมีอายุเกินกว่า 15 ปีบริบูรณ์แล้ว กรณีจึงไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 277 และ 317
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1403/2508
การยอมความในความผิดอันยอมความได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 35 วรรคสอง และ39(2) นั้น เป็นการกระทำภายหลังที่ความผิดได้เกิดขึ้นแล้ว มิใช่การที่จะกระทำกันไว้ล่วงหน้าก่อนการกระทำความผิด ข้อตกลงล่วงหน้าก่อนมีการกระทำความผิดจะถือเป็นการยอมความตามบทกฎหมายดังกล่าวไม่ได้
บุคคลจะตกลงกันไว้ก่อนว่าจะไม่ฟ้องคดีอาญา ถ้าหากจะมีการกระทำความผิดเกิดขึ้นต่อไปข้างหน้านั้น ข้อตกลงนั้นหามีผลก่อให้เกิดหนี้ที่จะผูกพันคู่กรณีให้จำต้องงดเว้นไม่ฟ้องคดีอาญาเช่นว่านั้นแต่ประการใดไม่ เพราะอำนาจฟ้องคดีอาญาจะมีอยู่หรือไม่นั้น มิได้อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายลักษณะหนี้ในทางแพ่ง หากอยู่ภายในบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาอีกส่วนหนึ่ง
ข้อตกลงว่าจะไม่ฟ้องคดีอาญานั้น อาจถือเป็นความยินยอมให้กระทำการที่ตามปกติต้องด้วยบทบัญญัติว่าเป็นความผิดได้มีหลักทั่วไปเป็นเหตุยกเว้นความผิดอาญาตามนัยฎีกาที่616/2482 และ 787/2483 ว่า ความยินยอมอันบริสุทธิ์ของผู้เสียหายให้ผู้ใดกระทำการที่กฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิดนั้น ถ้าความยินยอมนั้นไม่ขัดต่อความสำนึกในศีลธรรมอันดีและมีอยู่จนถึงขณะกระทำการอันกฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิดนั้นแล้ว ความยินยอมนั้นเป็นข้อยกเว้นมิให้การกระทำนั้นเป็นความผิดขึ้นได้
ข้อตกลงระหว่างโจทก์จำเลย แม้ไม่ผูกพันโจทก์ให้ยินยอมอยู่เช่นนั้นตลอดไป แต่โจทก์ก็ได้ยินยอมให้จำเลยออกเช็คโดยจะไม่ฟ้องเป็นความผิดอาญา เป็นความยินยอมที่มีอยู่จนถึงขณะที่จำเลยออกเช็ค โดยรู้ว่าไม่มีเงินในธนาคาร อันเป็นการกระทำโดยเจตนาที่เป็นองค์ความผิดประการหนึ่งซึ่งจำเลยได้กระทำลงตามความยินยอมของโจทก์ ความผิดกรณีนี้เป็นความผิดอันยอมความได้ ถือได้ว่าความยินยอมของผู้เสียหายในการกระทำฐานนี้ไม่ขัดต่อความสำนึกในศีลธรรม การกระทำที่โจทก์ฟ้องจึงไม่เป็นความผิดในทางอาญา
--------------
แบ่งปันข้อมูล เพื่อประโยชน์สำหรับการศึกษา เตรียมสอบ 3 สนาม ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม
--------------
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 429 - 430/2505
ผู้เสียหายเป็นภิกษุ บังคับจะเอามีดจากจำเลยซึ่งเป็นศิษย์ เนื่องจากจำเลยเป็นคนโมโหร้ายมีมีดไว้กลัวจะมีเรื่อง จำเลยแสดงกิริยาขัดขืนจะต่อสู้ ผู้เสียหายจึงใช้ไม้ฟาดไปทีหนึ่งจำเลยยกแขนขึ้นรับปัดไม้กระเด็นไปจำเลยโถมเข้าหาผู้เสียหายล้มลงกอดปล้ำกันกลิ้งไปมาจำเลยใช้มีดที่ถืออยู่แทงผู้เสียหายเช่นนี้ ไม่เป็นการป้องกันสิทธิของตนตามมาตรา 68 เพราะเมื่อจำเลยปัดไม้กระเด็นไป อันตรายจากไม้นั้นก็สิ้นไปแล้วและการที่ผู้เสียหายใช้ไม้ฟาดจำเลยไปทีหนึ่ง ก็เป็นการใช้อำนาจของอาจารย์ภายในขอบเขตอันสมควร ไม่ใช่เป็นการข่มเหงจำเลยด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมแม้จำเลยจะบันดาลโทสะขึ้นเพราะเหตุนี้ก็เป็นการลุแก่โทสะโดยมิบังควรจะปรับว่าเป็นการบันดาลโทสะตามมาตรา 72 ไม่ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1/2512
แม้ห้องพิพาทจะเป็นอสังหาริมทรัพย์ของจำเลย แต่เมื่อโจทก์ยังครอบครองอสังหาริมทรัพย์นั้นและยังโต้แย้งสิทธิตามสัญญาเช่าอยู่ถ้าจำเลยเข้าไปกระทำการใดๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองของโจทก์โดยปกติสุข จำเลยก็มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 ได้
การที่จำเลยใช้ไม้กระดานตีขวางทับประตูห้องที่โจทก์ครอบครองในขณะที่โจทก์ไม่อยู่และปิดห้องไว้ ทำให้โจทก์เข้าอยู่ในห้องไม่ได้เป็นการล่วงล้ำเข้าไปในอำนาจการครอบครองของโจทก์ถือได้ว่าเข้าไปกระทำการรบกวนการครอบครองของโจทก์โดยปกติสุขตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 แล้ว
***หมายเหตุ**
คำพิพากษาฎีกานี้ท่านอาจารย์จิตติ ติงศภัทย์ ไม่เห็นด้วยเนื่องจากไม่มีการเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3025/2541
โจทก์เป็นผู้เช่าตึกแถวที่เกิดเหตุจากเจ้าของเดิมเมื่อครบกำหนดแล้วโจทก์ไม่ออกไปจากตึกแถวและไม่ชำระค่าเช่า แก่เจ้าของเดิม บุตรสาวโจทก์ได้ทำบันทึกข้อตกลงยอมชำระ ค่าเช่าที่ค้างชำระนั้น และจะชำระค่าเช่าเป็นรายเดือนต่อ ๆ ไป ถ้าผิดข้อตกลงยอมให้เจ้าของเดิมเข้าครอบครองตึกแถว ที่เกิดเหตุได้ ซึ่งไม่ปรากฏว่าโจทก์คัดค้านโต้แย้งข้อตกลงนี้ ข้อตกลงดังกล่าวจึงผูกพันโจทก์โดยมิพักต้องคำนึงว่ามี หนังสือมอบอำนาจจากโจทก์ให้บุตรสาวโจทก์ทำบันทึกข้อตกลงนั้น หรือไม่ และข้อตกลงนี้ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรม อันดีของประชาชนจึงใช้บังคับได้ ต่อมาบุตรสาวโจทก์และโจทก์ ผิดข้อตกลง จำเลยทั้งสองยังให้โอกาสแก่ฝ่ายโจทก์ ขอเวลาขนย้ายทรัพย์สินโดยไม่ติดใจเรียกร้องเอาค่าเช่าที่ค้างชำระแต่อย่างใด แต่โจทก์และครอบครัวก็มิได้ขนย้ายออกไป การที่ จำเลยทั้งสองเปิดกุญแจตึกแถวที่เกิดเหตุ หลังจากนั้นจึงใช้ กุญแจของจำเลยปิดตึกแถวที่เกิดเหตุไว้ย่อมเป็นอำนาจของ จำเลยทั้งสองที่จะกระทำได้และถือว่าจำเลยทั้งสองได้ใช้สิทธิ เข้ายึดถือครอบครองตึกแถวที่เกิดเหตุแล้วโดยชอบตามที่ได้ ตกลงกันไว้ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงหาเป็นความผิดฐาน ทำให้เสียทรัพย์หรือฐานบุกรุกไม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 699/2502
จำเลยเป็นพนักงานป่าไม้ บอกให้รถยนต์ซึ่งบรรทุกไม้ผิดกฎหมายหยุด รถไม่หยุด จำเลยจึงยิงยางที่ล้อรถเพื่อให้รถหยุดจะได้จับคนและไม้ผิดกฎหมายตามอำนาจโดยใช้วิธีเท่าที่เหมาะแก่พฤติการณ์แห่งเรื่องในการจับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 83 แล้ว การกระทำของจำเลยไม่เป็นผิดฐานทำให้เสียทรัพย์
|