ที่ดินซึ่งติดคลองสาธารณะหรือแม่น้ำและไม่มีทางออกทางอื่นอีกนอกจากแม่น้ำลำคลอง จะอ้างว่าเป็นทางจำเป็นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 ได้หรือไม่
ศึกษาวิเคราะห์จากฎีกาที่ 15419/2555
ป.พ.พ. มาตรา 1349 ทางจำเป็น
ประเด็นขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาโดยจำเลยเป็นผู้ฎีกาว่า ที่ดินโจทก์ด้านทิศเหนือจดแม่น้ำท่าจีนแม้ปัจจุบันแม่น้ำท่าจีนไม่ได้ใช้เป็นทางสัญจรทางน้ำ เนื่องจากไม่มีเรือข้ามฟากโดยสาร โดยกิจการเรือข้ามฟากได้ยกเลิกไปตั้งแต่มีการสร้างสะพานพ่อคุณโขนเมื่อมี 2540 คงมีแต่การขนส่งทางน้ำก็ต้องถือว่าแม่น้ำท่าจีนยังสามารถใช้เป็นเส้นทางสัญจรได้อยู่ ทั้งโจทก์ย่อมสามารถจัดหาเรือเป็นยานพาหนะเข้าออกที่ดินโจทก์โดยใช้แม่น้ำท่าจีนได้ กรณีจึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1349 วรรคสองนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า แม้ที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศเหนือจะติดกับแม่น้ำท่าจีนแต่ข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติก็ได้ความว่าปัจจุบันแม่น้ำท่าจีนบริเวณที่ดินของโจทก์ไม่ได้ใช้เป็นทางสัญจร เนื่องจากกิจการเรือข้ามฟากโดยสารได้เลิกไปแล้วตั้งแต่ปี 2540 เพราะมีการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำท่าจีน ประชาชนจึงหันไปใช้สะพานเป็นเส้นทางสัญจรไปมาแทน โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินซึ่งอยู่ด้านในจึงเปลี่ยนมาใช้ทางพาพาทซึ่งมีความกว้าง 1 เมตร ตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองออกสู่ทางสาธารณะ ที่จำเลยอ้างมาในฎีกาว่า โจทก์สามารถจัดหาเรือและใช้เรือเป็นยานพาหนะเข้าออกที่ดินของโจทก์โดยใช้แม่น้ำท่าจีนได้โดยสะดวกนั้น ศาลฎีกาเห็นว่าการขอทางจำเป็นกฎหมายมิได้กำหนดให้เป็นภาระแก่โจทก์ถึงเพียงนั้น เมื่อสภาพเดิมเปลี่ยนแปลงไปไม่มีเรือข้ามฟากให้โจทก์ใช้สัญจรไปมาอีกต่อไป การที่จะให้โจทก์ใช้แม่น้ำท่าจีนเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะย่อมเป็นเรื่องยากลำบากแก่โจทก์เกินกว่าที่จะควรคาดคิด ข้ออ้างของจำเลยจึงไม่อาจรับฟังดังนี้ กรณีที่ดินของโจทก์จึงต้องตามบทบัญญัตแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1349 วรรคสอง คือ ที่ดินโจทก์มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้แต่ต้องข้ามสระ บึง ทะเลหรือสภาพยากลำบากทำนองเดียวกัน โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเพื่อขอให้เปิดทางจำเป็นผ่านที่ดินของจำเลยแปลงดังกล่าวเข้าสู่ทางสาธารณะได้
หมายเหตุ
1. ป.พ.พ. มาตรา 1349 วางหลักว่า
1.1 ที่ดินแปลงใดมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้ เจ้าของที่ดินแปลงนั้นจะผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้
1.2 ที่ดินแปลงใดมีทางออกได้ แต่ต้องข้ามสระ บึง หรือทะเล หรือมีที่ชันระดับที่ดินกับทางสาธารณะสูงกว่ากันมากเจ้าของที่ดินจะผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ได้
2. ผู้มีสิทธิใช้ทางจำเป็นคือเจ้าของที่ดินที่ถูกล้อมอยู่
3. ทางจำเป็นเกิดขึ้นโดยอำนาจของกฎหมาย
4. ผู้รับโอนที่ดินซึ่งถูกล้อมอยู่ย่อมมีสิทธิใช้ทางจำเป็นเช่นเดียวกับเจ้าของที่ดินเดิม
5. การขอทางจำเป็นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 กฎหมายมิได้กำหนดว่าผู้ที่เป็นเจ้าของที่ดินที่ถูกล้อมจะต้องได้ที่ดินมาโดยสุจริต ดังนั้นแม้จะได้ที่ดินมาโดยรู้ว่าเป็นที่ดินที่มีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่ก็มีสิทธิฟ้องขอให้เปิดทางจำเป็น
6. กรณีที่ดินที่ติดแม่น้ำหรือคลองสาธารณะจะอ้างทางจำเป็นได้หรือไม่นั้นศาลฎีกาวางแนวทางไว้ดังนี้
คำพิพากษาฎีกาที่ 1313/2493
ป.พ.พ. มาตรา 1304, 1349
ตามธรรมดาถือว่า คลองเป็นทางสาธารณะ เพราะเป็นทางอาศัยสัญจรไปมาในทางน้ำ
ที่ดินอันมีเขตติดคลอง ซึ่งเป็นทางสาธารณะแล้ว เจ้าของที่ดินจะอ้างว่าไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 ย่อมฟังไม่ได้ที่ดินในลักษณะเช่นที่กล่าวนี้ เจ้าของจะเรียกร้องขอทางจำเป็นจากเจ้าของที่ดินติดต่อไม่ได้
คำพิพากษาฎีกาที่ 2229/2542
ป.พ.พ. มาตรา 525, 1298, 1299, 1349, 1350, 1387, 1401, 1600
แม้ ท. เจ้าของที่ดินเดิมยินยอมให้ทางพิพาทเป็นทางภารจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ อันเป็นกรณี ที่โจทก์ได้ภารจำยอมโดยทางนิติกรรมก็ตาม แต่เมื่อ ยังมิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การได้มาย่อม ไม่บริบูรณ์ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคหนึ่งและคงใช้บังคับได้ในฐานะบุคคลสิทธิเฉพาะโจทก์กับท.ซึ่งเป็นคู่สัญญาเท่านั้น แต่ไม่มีผลผูกพันบุคคลภายนอกด้วยเมื่อ ท. ยกที่ดินแปลงดังกล่าวให้จำเลยถือว่าจำเลยเป็นบุคคลภายนอก ทั้งในเรื่องให้ หาได้มีบทบัญญัติให้ผู้รับต้องรับหน้าที่และความรับผิดต่าง ๆ ของผู้ให้ไปด้วยอย่างกรณีทายาทรับมรดกไม่ ความยินยอมดังกล่าวจึงไม่มี ผลผูกพันให้จำเลยต้องจดทะเบียนภารจำยอมหรือเปิดทางพิพาท แก่โจทก์ การที่กรมชลประทานให้ราษฎรรื้อสะพานข้ามคลองสาธารณะ เมื่อมีการขุดลอกคลองเนื่องจากสะพานดังกล่าว กีดขวางการขุดลอกคลอง หาใช่กรมชลประทานห้ามราษฎร ใช้เป็นทางสัญจรทางน้ำไม่ คลองนั้นจึงยังเป็นทางสาธารณะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349,1350 และการที่ราษฎรมิได้ใช้คลองนั้นเป็นทางสัญจรทางน้ำ เนื่องจากไม่สะดวกเท่าการสัญจรทางบก ก็หาได้ทำให้ คลองนั้นสิ้นสภาพการเป็นทางสาธารณะไปไม่ ที่ดินของโจทก์อยู่ติดคลองซึ่งเป็นทางสาธารณะ อยู่แล้ว โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยเปิดทางพิพาทเป็นทางจำเป็นได้อีก
คำพิพากษาฎีกาที่ 1768/2548
ป.พ.พ. มาตรา 1349
คลองมหาชัยมีเขื่อนโครงการแก้มลิงกั้นอยู่บริเวณปากคลองแต่มีชาวบ้านบางคนใช้เรือส่วนตัวสัญจรไปมา ส่วนเขื่อนจะปิดกั้นเฉพาะกรณีเพื่อป้องกันน้ำทะเลหนุน มิได้ปิดตลอดเวลา คลองมหาชัยจึงเป็นทางสาธารณะตามความหมายของ ป.พ.พ. มาตรา 1349 การที่ประชาชนส่วนใหญ่มิได้ใช้เป็นทางสัญจรทางน้ำ เนื่องจากไม่สะดวกเท่ากับการสัญจรทางบกหาได้ทำให้สิ้นสภาพการเป็นทางสาธารณะไปไม่ เมื่อที่ดินของโจทก์อยู่ติดคลองมหาชัยซึ่งเป็นทางสาธารณะอยู่แล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยเปิดทางจำเป็น
7. ต่อมาศาลฎีกาวางแนวทางเพิ่มเติมว่า หากที่ดินติดแม่น้ำที่ยังใช้สัญจรไปมาได้ แต่ราษฎรไม่ได้ใช้เป็นทางสัญจรแล้ว ไม่มีเรือโดยสาร ถือเป็นกรณีมีทางออกสู่ทางสาธารณะได้ แต่ต้องข้ามสระ บึง ทะเลหรือสภาพยากลำบากในทำนองเดียวกัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 วรรคสอง มีสิทธิขอเปิดทางจำเป็นเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะได้ ซึ่งฎีกา 15419/2555 นี้ ก็ใช้เหตุผลตามแนวทางนี้ ให้ศึกษาเพิ่มเติมจากฎีกาต่อไปนี้
คำพิพากษาฎีกาที่ 7322/2550
ป.พ.พ. มาตรา 1349 วรรคสอง, 1350
แม้ที่ดินโฉนดเลขที่ 11301 ของโจทก์ทางด้านทิศตะวันออกจะติดแม่น้ำบางปะกง แต่ก็ได้ความว่า ปัจจุบันแม่น้ำบางปะกงไม่ได้ใช้เป็นทางสัญจร คงมีแต่เรือหาปลา ไม่มีเรือโดยสาร โดยกิจการเรือโดยสารได้เลิกมาหลายสิบปีแล้ว เมื่อโจทก์ซื้อที่ดินแปลงดังกล่าวแล้วก็ได้ใช้เส้นทางพิพาทออกสู่ทางสาธารณะ ซึ่งเส้นทางพิพาทมีความกว้างประมาณ 3 เมตร ดังนี้ กรณีที่ดินโจทก์จึงต้องตามบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 1349 วรรคสอง คือ ที่ดินโจทก์มีทางออกสู่ทางสาธารณะได้แต่ต้องข้ามสระ บึง ทะเล หรือสภาพยากลำบากในทำนองเดียวกัน โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเพื่อขอเปิดทางจำเป็นผ่านที่ดินจำเลยทั้งสามออกสู่ทางสาธารณะได้
เมื่อที่ดินโฉนดเลขที่ 11301 ที่โจทก์ถือกรรมสิทธิ์อยู่แบ่งแยกออกมาจากโฉนดที่ดินเลขที่ 1638 ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเหตุให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 11301 ไม่มีทางบนบกออกสู่ทางสาธารณะได้โจทก์ก็ย่อมมีสิทธิใช้ทางพิพาทออกสู่ทางสาธารณะได้เช่นกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1350
สิทธิในทางจำเป็นย่อมเกิดขึ้นโดยอำนาจของกฎหมายตามสภาพความเป็นจริงของที่ดินในปัจจุบัน ข้ออ้างของฝ่ายจำเลยทั้งสามที่ว่าโจทก์สมัครใจซื้อที่ดินซึ่งไม่มีทางออกสู่ถนนสาธารณะทำให้ซื้อในราคาถูกกว่าปกติ ส่อเจตนาว่าจะไม่ใช้ทางพิพาทเป็นทางออกสู่ทางสาธารณะนั้น มิได้ทำให้สิทธิในทางจำเป็นของโจทก์ระงับสิ้นไปแต่อย่างใด
คำพิพากษาฎีกาที่ 5792/2551
ป.พ.พ. มาตรา 1349 วรรคหนึ่ง, 1349 วรรคสอง
ป.พ.พ. มาตรา 1349 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ที่ดินแปลงใดมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้ไซร้ ท่านว่าเจ้าของที่ดินแปลงนั้นจะผ่านที่ดินซึ่งล้อมอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้” ทางสาธารณะมิได้จำกัดเฉพาะทางบกเท่านั้นทางน้ำเช่นแม่น้ำนครชัยศรี ซึ่งเป็นที่ดินของรัฐก็เป็นทางสาธารณะ แม้การสัญจรทางแม่น้ำนครชัยศรีจะไม่สะดวกไม่สอดคล้องกับความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมืองเท่าการสัญจรทางบกดังที่โจทก์ทั้งสองอ้าง ก็หาทำให้แม่น้ำนครชัยศรีสิ้นสภาพการเป็นทางสาธารณะไปไม่ ทั้งที่ดินของโจทก์ทั้งสองตลอดแนวด้านทิศตะวันออกติดแม่น้ำนครชัยศรี โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าการเข้าออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งสองสู่แม่น้ำนครชัยศรี ต้องข้ามสระ บึง หรือมีที่ชันอันมีระดับที่ดินกับแม่น้ำนครชัยศรีซึ่งเป็นทางสาธารณะสูงกว่ากันมาก อันจะถือเป็นเหตุอนุโลมเสมือนว่าที่ดินของโจทก์ทั้งสองไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 วรรคสอง
|