หัวข้อ : จริงหรือเท็จ คำพิพากษาฏีกา ๗๖๗๖/๒๕๔๙
หมวดหมู่ : สกัดหลักกฎหมายอาญา ฎีกาเด่น 5ดาว (เตรียมสอบ 3 สนาม)





คำพิพากษาฎีกา

“จริงหรือเท็จ”



ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจรวมสองนายและ จสต.. ส. เบิกความยืนยันว่า เมื่อผู้เสียหายทั้งสองเปิดสัญญาณกระบอกไฟส่งสัญญาณให้จำเลยหยุดรถ จำเลยชะลอความเร็วของรถลงแล้วเร่งความเร็วพุ่งชนผู้เสียหายทั้งสอง โดยขณะเร่งความเร็วพุ่งเข้าชนนั้นอยู่ห่างผู้เสียหายทั้งสอง ๕ เมตร ถือได้ว่าเป็นระยะกระชั้นชิด การเร่งความเร็วเพื่อพุ่งเข้าชนเป็นไปโดยกระทันหัน ไม่น่าเชื่อว่าผู้เสียหายทั้งสองจะทันระวังและกระโดดหลบได้ทัน ดดยเฉพาะผู้เสียหายที่ ๑ไม่น่าจะกระโดดหนีได้เลย เพราะผู้เสียหายที่ ๑ ยืนอยู่ติดกับรถกระบะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจอดอยู่ ไม่มีพื้นที่เหลือพอที่จะกระโดดหนีไปได้ และรถยนต์ของจำเลยย่อมพุ่งเข้าชนหรือเฉี่ยวรถยนต์กระบะด้วย ไม่น่าจะหักหลบรถกระบะไปได้ ทั้งขณะเกิดเหตุจำเลยมีของผิดกฎหมายซญุกซ่อนในรถ ตามพฤติการณ์และการกระทำดังกล่าวเชื่อว่าจำเลยมีเพียงเจตนาจะหลบหนีให้พ้นการตรวจค้นจับกุม หาได้มีเจตนาฆ่าแต่อย่างใดไม่ คำพิพากษาฏีกา ๗๖๗๖/๒๕๔๙

ข้อสังเกต

 ๑. มีปัญหาที่ต้องพิจารณาว่าการที่จำเลยขับรถไม่ยอมให้ตรวจค้นจับกุมมีเจตนาฆ่าเจ้าพนักงานหรือเพียงเพื่อให้พ้นการจับกุม พฤติการณ์ที่จำเลยลดความเร็วของรถลงเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วกลับเร่งความเร็วของรถ จนต้องทำให้ผู้เสียหายกระโดดหลบนั้น เห็นว่า การตั้งด่านตรวจค้นเจ้าหน้าที่ตำรวจมักเอากรวยมาวางขวางถนนเพื่อบีบให้ช่องทางเดินรถเหลือ๑ ถึง ๒ ช่องทาง ซึ่งรถที่วิ่งมาใกล้ต่างลดความเร็วของรถลงนอกจากเอากรวยมาวางขวางแล้วบางทีก็ใช้รถจอดขวางถนนเพื่อบีบให้เส้นทางเดินรถแคบรถเพื่อบังคับให้รถวิ่งช้าลง ทั้งรถที่วิ่งก่อนหน้ารถของจำเลยย่อมลดความเร็วของรถลงเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจให้รถผ่านไปได้จึงค่อยเร่งความเร็วของรถ เมื่อรถคันหน้ารถจำเลยต้องลดความเร็วของรถลง รถจำเลยก็ต้องลดความเร็วของรถตามไปในตัวเพื่อไม่ให้เกิดการเฉี่ยวชนรถคันหน้า เมื่อรถคันหน้าจำเลยได้รับสัญญาณให้ขับไปได้ในขณะออกตัวตอนแรกรถย่อมยังไม่ได้รอบเครื่องและมีกำลังมากที่จะวิ่งไปได้ไกล การที่จำเลยเร่งความเร็วของรถก็คงไม่สามารถเร่งเครื่องได้เร็วเช่นกันเพราะเมื่อรถได้ลดความเร็วของรถลงรอบเครื่องยนต์รถย่อมตกการที่จะเร่งเครื่องให้รถวิ่งออกไปโดยเร็วย่อมไม่สามารถที่จะกระทำได้ทันทีซึ่งต้องใช้เวลาพอควร และหากเร่งความเร็วออกไปทันทีอาจชนรถคันหน้าที่เพิ่งออกตัวไปก็ได้ ดังนั้นในตอนเร่งความเร็วของรถรถไม่น่ามีความเร็วมากพอที่จะทำให้เฉี่ยวชนแล้วถึงแก่ความตายได้ทั้งระยะห่างเพียง ๕ เมตร รถน่าที่จะมีเวลาไม่พอที่จะทำให้รอบเครื่องสูงขึ้นทันเพื่อทำคว่ามเร็วของรถได้ การที่ผู้เสียหายที่ ๑ ซึ่งยืนอยู่ติดกับรถกะบะของเจ้าหน้าที่ตำรวจจอดอยู่และอยู่ห่างรถผู้ต้องหาเพียง ๕ เมตรซึ่งถือมีระยะไม่ไกล ผู้เสียหายที่ ๑ ไม่น่าที่จะมีพื้นที่พอที่จะกระโดดหลบได้ หากกระโดดก็น่าจะชนกับรถกระบะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจอดอยู่ ซึ่งก็คือไม่มีพื้นที่จะกระโดดหลบได้ เพราะหากกระโดดไปอีกทางย่อมถูกรถที่จำเลยขับเฉี่ยวชนจึงน่าที่จะกระโดดมาที่รถที่เจ้าหน้าที่จอดอยู่มากกว่า ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้ที่จะสามารถกระโดดหลบข้ามรถที่จอดอยู่ได้ และหากผู้เสียหายที่ยืนติดรถกระโดดหลบไปได้รถที่จำเลยขับน่าจะต้องเฉี่ยวชนรถกระบะที่จอดอยู่ ไม่น่าจะหักหลบรถกระบะที่จอดอยู่ได้ น่าเชื่อว่าการเร่งความเร็วของรถก็เพื่อจะหลบหนีการจับกุมมากกว่าเพราะในรถของจำเลยมีของผิดกฏหมายซ่อนอยู่ ไม่น่าเจตนาใช้รถพุ่งเข้าชนเจ้าหน้าที่ตำรวจถือไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาพยายามฆ่าเจ้าพนักงานที่กระทำการตามหน้าที่ การที่จำเลยมีของผิดกฏหมายอยู่ในรถเป็นความผิดตามกฏหมายแล้ว จำเลยไม่น่าที่จะกระทำความผิดอื่นเพิ่มขึ้นอีก

๒. บางทีก็แจ้งข้อหาเต็มไปหมดใครกระทบสิทธิ์ไม่ได้ พอมาถึงอัยการอัยการสั่งไม่ฟ้องเกือบทุกข้อหาสมัยที่ผมรับราชการที่จังหวัดหนึ่งมีการแข่งรถ เจ้าหน้าที่กระโดดไปขวางเพื่อทำการจับกุม เกือบถูกรถที่แข่งชน ก็มาแจ้งข้อหาว่าพยายามฆ่าเจ้าพนักงานที่ปฏิบัติการตามหน้าที่ และบอกให้จอดรถข้างทาง รถก็ชะลอความเร็วของรถแล้วก็ขับหนีไม่ให้จับก็ไปแจ้งข้อหาเขาอีกว่า ต่อสู้ขัดขวางการจับกุม เอาไปซึ่งทรัพย์อันเจ้าพนักงานได้ยึด มาถึงอัยการ ผมสั่งไม่ฟ้องทุกข้อหาเว้นข้อหาแข่งรถข้อหาเดียว การที่กระโดดลงไปขวางรถจะถือว่าคนขับมีเจตนาฆ่าหรือทำร้ายเจ้าพนักงานไม่ได้เป็นเรื่องการเสี่ยงภัยของเจ้าพนักงานเองในการจับกุม โดยผู้ต้องหาไม่มีเจตนาฆ่าหรือทำร้าย การที่ไม่ยอมให้จับกุมโดยไม่ยอมจอดรถข้างทาง ไม่ใช่การต่อสู้หรือขัดขวางการจับกุม การที่สั่งให้จอดรถข้างทางถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานได้ยึดหรืออายัดทรัพย์ในตัวรถนั้น การที่ผู้ต้องหาขับรถไปถือไม่ได้ว่าเป็นการเอาไปซึ่งทรัพย์อันเจ้าพนักงานยึดอายัดไว้ไป แจ้งมาหลายข้อหาอัยการฟ้องแค่ข้อหาเดียว นี้แสดงให้เห็นถึงการใช้อำนาจเกินเลยของเจ้าหน้าที่บางคน ก็อย่างที่บอกว่าจับกุม สอบสวน สั่งฟ้อง อยู่ในตัวคนเดียวมันไม่มีการถ่วงดุลและคานอำนาจกัน เขาถึงสร้างระบบอัยการมาคานอำนาจการจับกุม การสอบสวน การสั่งฟ้องของตำรวจ การที่มาแก้กฏหมายว่าเวลาอัยการไม่ฟ้องต้องส่งเรื่องให้ตำรวจแทนที่จะส่งเรื่องให้ผู้ว่าฯด้วยข้ออ้างว่าผู้ว่าฯอ่อนกฏหมายกว่านั้นเอาอะไรมาวัด แล้วผมถามว่าอัยการกับตำรวจใครใช้กฎหมายมากกว่ากันใครชำนาญกฏหมายมากกว่ากัน หากบอกว่าอัยการเชี่ยวชาญกฏหมายมากกว่าแล้วจะให้คนที่ใช้กฏหมายน้อยกว่ามาตรวจสอบการสั่งไม่ฟ้องของคนที่ใช้กฏหมายมากกว่าได้อย่างไง? จับกุมสอบสวนสั่งฟ้อง และตรวจการสั่งไม่ฟ้องของอัยการอยู่ในคนๆเดียวประชาชนจะเป็นอย่างไร? ใจจริงอยากให้ตำรวจมีอำนาจจับกุมเท่านั้น ฝ่ายปกครองหรือกรมสอบสวนคดีพิเศษมีอำนาจสอบสวน อัยการมีอำนาจฟ้อง เป็นการตรวจสอบและคานอำนาจซึ่งกันและกัน ตำรวจมีอำนาจจับอย่างเดียวก็ถูกฝ่ายปกครองหรือกรมสอบสวนคดีพิเศษตรวจสอบการจับกุมด้วยการสอบสวนของฝ่ายปกครองหรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ อัยการก็ตรวจสอบการจับกุมของตำรวจและตรวจสอบการสอบสวนของฝ่ายปกครองและกรมสอบสวนคดีพิเศษ และศาลก็ตรวจสอบการสั่งฟ้องของอัยการ ใจจริงอยากให้เมืองไทยใช้ระบบนี้เสียด้วยซ้ำ แต่คงเป็นไปไม่ได้ ใครก็อยากได้อำนาจและเมื่อมีแล้วก็อยากได้เพิ่ม

ที่มาอ้างอิงจาก อ.จิระประวัติ เเบบประเสริ





จริงหรือเท็จ คำพิพากษาฏีกา ๗๖๗๖/๒๕๔๙ | เจาะหลัก สกัดฎีกา 5 ดาว เตรียมสอบ 3 สนาม อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

จำนวนผู้ชม : 2179 ครั้ง
ลงวันที่ 03/09/2014 00:49:19





ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน