ข้อแตกต่างระหว่างลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย กับ ฉ้อโกง
ลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย กับ ฉ้อโกง จุดเริ่มต้นเหมือนกันคือ มีการหลอก จุดแตกต่างคือหลอกแล้วได้อะไร ถ้าได้กรรมสิทธิ์ หรือการครอบครอบ(โอนกรรมสิทธิ์ หรือโอนการครอบครอง) เป็นฉ้อโกง ถ้าได้เพียงการยึดถือ เป็นลักทรัพย์
การลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย คือการลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 334 แต่เป็นคำที่ใช้เพื่อแยกให้เห็นความแตกต่างระหว่างลักทรัพย์และฉ้อโกงในกรณีที่ผู้กระทำได้ทรัพย์นั้นมาโดยการ “หลอกลวง”
การหลอกลวงในเรื่องฉ้อโกงนั้น ต้องเป็นการหลอกเอากรรมสิทธิ์ (เช่น หลอกซื้อของโดยไม่ตั้งจำชำระราคา) ทั้งนี้เพราะตัวประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ใช้คำว่า “...ได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวง...” ซึ่งศาตราจารย์จิตติ ติงศภัทริย์ ได้บันทึกไว้ท้ายฎีกาที่ 2581/2529 ว่า “ได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวง” คือ ได้กรรมสิทธิ์ ไป ด้วยเหตุนี้ การหลอกเอากรรมสิทธิ์ จึงผิดฐานฉ้อโกง
การหลอกเอาการครอบครอง จึงเป็นฉ้อโกงไม่ได้ เพราะมิใช่การหลอกเอากรรมสิทธิ์ (เช่น หลอกขอยืมม้าไปขีทั้งๆ ที่ตั้งใจจะเอาม้าไปขาย กล่าวคือ ไม่ใช่หลอกซื้อม้าโดยไม่ตั้งใจจะชำระราคา) เมื่อไม่เป็นฉ้อโกง จึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ การหลอกให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองส่งมอบทรัพย์ให้ก็ต้องถือว่าเจ้าของหรือผู้ครอบครองนั้นมิได้ส่งมอบทรัพย์ให้โดยความยินยอม (ไม่ต่างไปจากการส่งมอบทรัพย์ให้เพราะถูกข่มขู่นั่นเอง) กรณีเช่นนี้ก็เป็นการแย่งการครอบครองในรูปแบบหนึ่ง แต่เป็นการกระทำโดยการหลอกให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองตายใจส่งมอบทรัพย์ให้โดยดี การลักทรัพย์ประเภทนี้จึงใช้ถ้อยคำว่า “ลักทรัพย์โดยใช้อุบาย” หรือในตำรากฎหมายอังกฤษและสหรัฐอเมริกาใช้คำว่า “Larceny by trick” คดีที่ศาลอังกฤษวินิจฉัยไว้ซึ่งอาจถือว่าว่าเป็นที่มาของคำว่า “Larceny by trick” คือ คดี Rex v. Pear,168 Eng.Rep. 208 (1779) ซึ่งเป็นการหลอกเอาการครอบครอง (possession) มิใช่หลอกเอากรรมสิทธิ์ (title) ข้อเท็จจริงคือ จำเลยต้องการขโมยม้าของผู้เสียหาย จึงหลอกขอเช่าม้าโดยบอกว่าจะไปยังสถานที่หนึ่ง ทั้งๆ ที่ตั้งใจจะไปยังอีกสถานที่หนึ่งโดยตั้งใจจะเอาม้าไปขายและเอาเงินที่ได้จากการขายม้าเป็นของตนเอง เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อและส่งมอบม้าให้ จำเลยได้ขี่ม้าไปยังอีกเมืองหนึ่งและขายม้านั้นไป ศาลอังกฤษลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์ (larceny) โดยไม่ลงโทษฐานฉ้อโกง (false pretenses) ทั้งๆ ที่ขณะนั้นในอังกฤษมีกฎหมายลายลักษณ์อักษร (statute) ในเรื่องฉ้อโกงแล้ว โดยบัญญัติขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1757 ซึ่งเป็นระยะเวลากว่า 20 ปี ก่อนศาลจะตัดสินคดี Rex v. Pear ในปี ค.ศ. 1779
ตำรากฎหมายอาญาของสหรัฐอเมริกา ถือหลักอย่างเดียวกันว่า การหลอกเอาการครอบครอง (possession) มิใช่หลอกเอากรรมสิทธิ์ (title) หากผู้หลอกประสงค์จะเอาทรัพย์นั้นไปโดยทุจริต ผู้หลอกผิดฐานลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย (Larceny by trick) โดยมีการยกตัวอย่างว่าการหลอกเอาการครอบครอง เช่น หลอกขอยืม (borrowing) หลอกขอเช่าทรัพย์ (hiring) ซึ่งเป็นการลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย ส่วนการหลอกเอากรรมสิทธิ์ เช่น หลอกซื้อของ (buying property) ซึ่งเป็นการฉ้อโกง (false pretenses)
คำพิพากษาที่วินิจฉัยระหว่างลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย กับ ฉ้อโกง
1. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 394/2553 การกระทำที่จะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ จะต้องเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยพลการโดยทุจริต มิใช่ได้ทรัพย์ไปเพราะผู้อื่นยินยอมมอบให้เนื่องจากถูกหลอกลวง เมื่อจำเลยจัดทำใบเบิกเงินทดรองจ่ายอ้างว่ามีค่าใช้จ่ายไม่ตรงตามความเป็นจริง จึงมิใช่เอาเงินของโจทก์ร่วมไปโดยพลการโดยทุจริตอันจะเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ หากแต่เป็นการหลอกลวงพนักงานและกรรมการของโจทก์ร่วมด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จในใบเบิกเงินทดรองจ่ายว่าต้องนำเงินไปชำระค่าใช้จ่ายดังกล่าว การอนุมัติให้จำเลยเบิกเงินไปเกิดจากการที่พนักงานและกรรมการของโจทก์ร่วมหลงเชื่อข้อความในเอกสาร จึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกง
2. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 394/2553 จำเลยมีเจตนาทุจริตที่จะเอาสุราต่างประเทศของผู้เสียหายไปตั้งแต่ต้น การที่จำเลยเอาสุราต่างประเทศใส่ในลังน้ำปลาแล้วนำไปชำระเงินกับพนักงานแคชเชียร์ของผู้เสียหายเท่ากับราคาน้ำปลา เป็นเพียงกลอุบายของจำเลยเพื่อเอาสุราต่างประเทศของผู้เสียหายไปโดยทุจริตเท่านั้น โดยพนักงานแคชเชียร์ซึ่งเป็นตัวแทนของผู้เสียหายมิได้มีเจตนาส่งมอบการครอบครองสุราต่างประเทศให้แก่จำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ หาใช่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงไม่
3. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4345/2545 จำเลยเป็นลูกจ้างธนาคารโจทก์ร่วมในตำแหน่งผู้ช่วยหัวหน้าส่วน มีหน้าที่ควบคุมดูแลงานด้านกู้เงินระยะสั้นโดยการออกตั๋วสัญญาใช้เงินรวมทั้งเอกสารที่เกี่ยวข้อง ได้อาศัยโอกาสในหน้าที่ของจำเลยทำเอกสารใบถอนเงินของโจทก์ร่วมระบุโอนเงินเข้าบัญชีลูกค้าอันเป็นเท็จ และโอนเงินของโจทก์ร่วมเข้าบัญชีของ ส. พวกของจำเลย หลังจากนั้นก็ร่วมกับพวกเบิกถอนเงินดังกล่าวไปเป็นประโยชน์ของตนกับพวก ซึ่งการที่เจ้าหน้าที่ของโจทก์ร่วมยอมให้มีการโอนเงินไปตามเอกสารใบถอนเงินที่จำเลยทำขึ้นนั้น มิได้ขึ้นอยู่กับข้อความในเอกสารว่าเป็นจริงหรือเท็จ แต่เป็นการโอนเงินไปเพราะเอกสารใบถอนเงินที่จำเลยได้รับมอบอำนาจให้กระทำมีรายการครบถ้วนและมีลายมือชื่อกับรหัสประจำตัวของจำเลยซึ่งหากจำเลยไม่กระทำด้วยวิธีการดังกล่าว ย่อมไม่อาจเอาเงินออกไปจากบัญชีของโจทก์ร่วมได้ ดังนั้น การที่อนุมัติให้โอนเงินออกไปจากบัญชีของโจทก์ร่วมจึงมิได้เกิดจากการที่จำเลยหลอกลวงด้วยการแสดงข้อความในเอกสารอันเป็นเท็จและโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินของโจทก์ร่วม แต่เป็นกรณีที่จำเลยทำเอกสารใบถอนเงินโดยมีข้อความอันเป็นเท็จแล้วเสนอไปตามขั้นตอนเพื่อให้มีการอนุมัติโอนเงินตามเอกสารนั้น อันเป็นเพียงวิธีการที่จะทำให้จำเลยเอาเงินของโจทก์ร่วมออกไปจากบัญชีของโจทก์ร่วมโดยทุจริตได้ การกระทำของจำเลยจึงมิใช่ความผิดฐานฉ้อโกง แต่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง
4. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 85/2542 จำเลยทั้งสองร่วมกันเอาทรัพย์หลายรายการใส่ในกล่องกระดาษใส่พัดลม และนำผ่านเครื่องเก็บเงินของผู้เสียหาย และชำระราคาสินค้าเท่ากับราคาค่าพัดลม 3 เครื่อง ซึ่งมีราคา น้อยกว่าราคาสินค้าในกล่องกระดาษเป็นการลักทรัพย์โดยใช้ กลอุบาย แสดงว่าจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันคบคิด แสวงหาวิธีการ หลอกลวงตบตาผู้เสียหายไว้ก่อน ลักษณะและพฤติการณ์แห่งความผิด จึงถือได้ว่าร้ายแรง จำเลยทั้งสองเป็นผู้ใหญ่ และจำเลยที่ 2 มีครอบครัวและบุตรแล้ว ถือได้ว่ามีความรู้สึกผิดชอบชั่วดี พอสมควรกลับมากระทำผิดจึงไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสอง
5. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2581/2529 จำเลยทั้งสองขี่รถจักรยานยนต์ซ้อนกันเข้าไปเติมน้ำมันเบนซินที่บ้านผู้เสียหายจำนวน5ลิตรเมื่อเติมน้ำมันเสร็จภริยาผู้เสียหายทวงเงินค่าน้ำมันจำเลยที่2ถือลูกกลมๆอยู่ในมือซึ่งฟังไม่ได้ว่าเป็นลูกระเบิดพูดว่าไม่มีเงินมีไอ้นี่เอาไหมภริยาผู้เสียหายเข้าใจว่าเป็นลูกระเบิดจำเลยทั้งสองขี่รถจักรยานยนต์ออกไปการกระทำของจำเลยทั้งสองมีเจตนาหลอกลวงผู้เสียหายเพียงเพื่อจะเติมน้ำมันรถจักรยานยนต์โดยไม่ชำระราคาเท่านั้นการที่จำเลยที่2ถือลูกกลมๆอยู่ในมือและพูดเช่นนั้นเป็นวิธีการที่จะใช้แสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้นจึงเป็นความผิดฐานฉ้อโกงหาใช่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์หรือปล้นทรัพย์ไม่.
6. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 611/2530 จำเลยขับรถยนต์เข้าไปสั่งให้เติมน้ำมันรถยนต์ที่ปั๊มน้ำมันของผู้เสียหาย เมื่อคนเติมน้ำมันเติมน้ำมันเกือบจะเต็มถังจำเลยพูดว่าไม่มีเงินเดี๋ยวจะเอามาให้ คนเติมน้ำมันบอกว่าต้องไปบอกผู้เสียหายก่อน แต่จำเลยได้ขับรถออกไปทันที ขณะเติมน้ำมันจำเลยไม่ได้ดับเครื่องยนต์รถและฝาปิดถังน้ำมันก็ไม่มีโดยใช้ผ้าอุดไว้แทนแสดงให้เห็นว่าจำเลยได้วางแผนการไว้เพื่อจะไม่ชำระเงินค่าน้ำมันเมื่อได้น้ำมันมาแล้ว โดยจะรีบหนีไปอันเป็นอุบายอย่างหนึ่งในการที่จะทำให้ลักทรัพย์สำเร็จ พฤิตการณ์แสดงว่าจำเลยมีเจตนาทุจริตมาตั้งแต่ต้นที่จะลักเอาน้ำมันของผู้เสียหาย
7. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3245/2545 จำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวกมีเจตนาทุจริตที่จะเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปตั้งแต่เบื้องต้น ส่วนการหลอกลวงว่าจะรับซื้อที่ดินจำนวนมากก็ดี หรือการหลอกลวงว่าจะพาไปซื้อรถยนต์ราคาถูกก็ดี ล้วนเป็นการสร้างกลอุบายเพื่อให้บรรลุผลเอาเงินสดของผู้เสียหายไปโดยทุจริตอันเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ หาใช่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงไม่
8. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2624/2530จำเลยกับพวกนำรถยนต์บรรทุกสิบล้อไปขอรับจ้างบรรทุกถั่วเขียวของผู้เสียหายเพื่อส่งให้แก่ลูกค้าของผู้เสียหาย แล้วเอาถั่วเขียวดังกล่าวไปเป็นประโยชน์ของตนกับพวก ดังนี้ เป็นการใช้อุบายหลอกลวงผู้เสียหายเพื่อความสะดวกแก่การลักทรัพย์โดยมีเจตนาทุจริตมาแต่แรกจึงมีความผิดฐานลักทรัพย์.
9. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 321/2510 เงินที่ได้จากการขายข้าวซึ่งโจทก์ร่วมและบิดาทำร่วมกันเมื่อได้ความว่ายังไม่ได้แบ่งเงินรายนี้ระหว่างคนทั้งสองจึงต้องถือว่าทั้งบิดาและโจทก์ร่วมเป็นเจ้าของเงินรายนี้ร่วมกันอยู่ดังนี้ จึงต้องถือว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหาย ย่อมมีสิทธิที่จะร้องทุกข์ได้ตามกฎหมาย คดีนี้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยได้เรียกเอาเงินและทองมาใส่ถุงย่ามเพื่อเป็นสิริมงคลในการที่จำเลยจะทำพิธีขึ้นบ้านใหม่ของโจทก์ร่วมโจทก์ร่วมจึงได้ห่อธนบัตรจำนวนเงิน 2,006 บาท กับเอาสร้อยคอทองคำทองหนักหนึ่งบาทหนึ่งเส้นบรรจุใส่ในกล่องพลาสติกส่งให้จำเลยจำเลยเอาห่อเงินและกล่องบรรจุสายสร้อยดังกล่าวใส่ลงไปในถุงย่ามแล้วลงเรือนไป มีนายประสิทธิและโจทก์ร่วมเดินตามหลังระหว่างเดินกันไปทางบ้านใหม่ของโจทก์ร่วมเพื่อจะทำพิธี จำเลยล้วงเอาห่อธนบัตรนั้นไปเสีย จึงเห็นได้ว่าเป็นการลักทรัพย์เพราะโจทก์ร่วมเจ้าของทรัพย์ยังมิได้สละการครอบครองให้จำเลยเขาเพียงแต่ให้จำเลยยึดถือไว้เป็นการชั่วคราว ดังนี้ การที่จำเลยเอาห่อธนบัตรนั้นไป ย่อมมีความผิดฐานลักทรัพย์
10. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3150/2522 การที่ผู้เสียหายเอาเงินออกมาเพื่อร่วมทำธนบัตรปลอมด้วยความเชื่อตามที่จำเลยกับพวกหลอกลวง โดยผู้เสียหายยังครอบครองยึดถือธนบัตรเหล่านั้นอยู่ แล้วจำเลยกับพวกได้ใช้อุบายเอาธนบัตรเหล่านั้นของผู้เสียหายไป โดยผู้เสียหายมิได้ส่งมอบให้นั้นเป็นการกระทำผิดฐานลักทรัพย์
11.คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 259 - 260/2488 จำเลยใช้อุบายหลอกลวงให้เจ้าทุกข์มอบทรัพย์ให้แล้วจำเลยพาทรัพย์หนีไปในขณะที่เจ้าทุกข์ไม่ได้ควบคุมยึดถือ และไม่อาจติดตามได้ดังนี้ ถือได้ว่าเจ้าทุกข์ได้สละการครอบครองแล้ว จำเลยต้องมีผิดฐานฉ้อโกงไม่ใช่ลักทรัพย์
12. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2698/2554 การที่จำเลยซึ่งเป็นพนักงานขายสินค้าของผู้เสียหายอ้างว่า ร้าน ร. สั่งซื้อสินค้าและต้องการด่วน จำเลยขอรับสินค้าไปส่งเองทั้งที่ความจริงร้าน ร. ไม่ได้สั่งซื้อ จำเลยไม่ได้นำสินค้าดังกล่าวไปส่งให้และไม่ปรากฏว่าจำเลยไปขายสินค้าดังกล่าวให้แก่ใคร สินค้าดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้เสียหาย เมื่อจำเลยประสงค์ต่อผลเอาสินค้าดังกล่าวของผู้เสียหายไปตั้งแต่แรกแสดงว่าเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่นอันเป็นการแย่งกรรมสิทธิ์ทรัพย์ของผู้เสียหาย ซึ่งผู้เสียหายไม่ได้อนุญาตให้จำเลยกระทำการดังกล่าวได้ แล้วจำเลยพาทรัพย์เคลื่อนที่ไปจึงเป็นการกระทำโดยเจตนาทุจริตเพื่อให้ได้ทรัพย์ของผู้เสียหายดังกล่าวไป การกระทำของจำเลยจึงครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์คดีนี้ จำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้าง
ที่มาข้อมูล กฎหมายอาญา ภาคความผิดเล่ม ๓ ดร.เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์ พิมพ์ครั้งที่ ๑ หน้า ๑๐-๑๑
ที่มาฏีา Deka 2007
|