หัวข้อ : ป.วิ.พ. มาตรา 229 วิธีการอุทธรณ์ ฎีกาที่ 6073/2556
หมวดหมู่ : สกัดหลักกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง ฎีกาเด่น 5ดาว ที่น่าสนใจ







 

ทบทวนหลักกฏหมายกับอาจารย์ประยุทธ

ศึกษาวิเคราะห์จากฎีกาที่ 6073/2556
ป.วิ.พ. มาตรา 229 วิธีการอุทธรณ์

 

 


ข้อเท็จจริง
1. โจทก์ยื่นฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามและบริวารรื้อถอนสิ่งกีดขวางและเปิดทางพิพาทซึ่งเป็นทางภาระจำยอมให้โจทก์กับพวกผ่านเข้าออกสู่ทางสาธารณะได้ ให้จำเลยทั้งสามซ่อมแซมทางพิพาทให้มีสภาพดังเดิมเพื่อให้โจกท์กับพวกผ่านเข้าออกสู่ทางสาธารณะได้ หากจำเลยทั้งสามเพิกเฉยให้โจทก์กับพวกดำเนินการโดยจำเลยทั้งสามออกค่าใช้จ่าย และให้จำเลยทั้งสามจดทะเบียนภาระจำยอมทางพิพาทแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา


1.1 คำฟ้องลักษณะนี้จะต้องนำไปยื่นที่ศาลใด ตามหลักที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 4(1) และมาตรา 4 ทวิ การจะนำคำฟ้องไปยื่นที่ศาลใดให้พิจารณาเรียงตามลำดับดังนี้ ศาลแรกได้แก่ ศาลซึ่งภูมิลำเนาของจำเลยตั้งอยู่ในเขตศาล ศาลที่สอง ที่โจทก์สามารถนำคำฟ้องไปยื่นได้อีก ได้แก่ ศาลซึ่งมูลคดีเกิดขึ้น และศาลที่สาม ที่โจทก์สามารถนำคำฟ้องไปยื่นได้ คือ ศาลซึ่งอสังหาริมทรัพย์ซึ่งพิพาทกันตั้งอยู่ในเขตศาล ในการวินิจฉัยทุกครั้งต้องเรียงลำดับการตอบเช่นนี้เสมอและให้แสดงเหตุผลต่อไปว่าโจทก์สามารถเลือกที่จะยื่นฟ้องศาลใดก็ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 5


1.2 สำหรับคดีนี้ เมื่อพิจารณาคำฟ้องแล้วจะเป็นเรื่องภาระจำยอม ท่านซึ่งกำลังศึกษา ป.วิ.พ. กับอาจารย์ในห้องเรียนในประเด็นนี้ต้องทำความเข้าใจของความหมายของคำว่า อสังหาริมทรัพย์ ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 4 ทวิ โดยให้ศึกษาความหมายคำว่าอสังหาริมทรัพย์นี้จาก ป.พ.พ. มาตรา 139 ซึ่งคดีนี้มีข้อพิพาทกันเกี่ยวกับภาระจำยอม จึงเป็นคดีเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์เพราะภาระจำยอมเป็นอสังหาริมทรัพย์ประเภททรัพยสิทธิ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 139 โจทก์จึงมีสิทธินำคำฟ้องคดีนี้ไปยื่นที่ศาลซึ่งที่ดินตั้งอยู่ในเขตได้และนอกจากนี้ โจทก์ยังสามารถเลือกยื่นฟ้องจำเลยยังศาลที่ซึ่งจำเลยมีภูมิลำเนาตั้งอยู่ในเขตศาลนั้นได้ด้วย


1.3 ลักษณะคำฟ้องคดีนี้ เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ โจทก์ไม่สามารถไปยื่นฟ้องต่อศาลแขวงได้ จะต้องนำไปยื่นที่ศาลแพ่งหรือศาลจังหวัดเท่านั้น ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม และต้องเสียค่าขึ้นศาล 200 บาทตามตารางท้าย ป.วิ.พ.


1.4 เมื่อคดีนี้เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์จะส่งผลถึงกรณีศาลมีคำพิพากษาแล้วคู่ความมีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาได้เสมอ ไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 และ 248


2. ในทางปฏิบัติเมื่อโจทก์ยื่นฟ้องที่ศาลแล้ว และศาลได้ตรวจคำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 แล้ว ศาลจะมีคำสั่งในคำฟ้องมีสาระสำคัญเหมือนกันทุกศาลทั่วประเทศทำนองว่า “รับฟ้อง หมายส่งสำเนาให้จำเลย ให้โจทก์นำส่งภายใน 5 วัน ส่งไม่ได้ให้โจทก์แถลงภายใน 7 วันนับแต่ส่งไม่ได้ มิฉะนั้นถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง”


2.1 เมื่อทราบล่วงหน้าว่าศาลจะสั่งคำฟ้องอย่างใดแล้ว โจทก์จึงต้องเตรียมเงินอีกจำนวนหนึ่งนอกเหนือจากค่าขึ้นศาล ซึ่งทางปฏิบัติเรียกเงินจำนวนนี้ว่า ค่านำหมาย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 70 วรรคสอง หากโจทก์เพิกเฉยศาลจะถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174 ได้


2.2 เมื่อมีการส่งหมายและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยแล้วโดยชอบ จำเลยก็ต้องยื่นคำให้การภายใน 15 วัน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 หากไม่ยื่นคำให้การภายในเวลาดังกล่าว ตาม ป.วิ.พ. จะถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

3. คดีนี้จำเลยได้ยื่นคำให้การขอให้ศาลยกฟ้องและเมื่อสืบพยานโจทก์และจำเลยแล้วศาลพิพากษาให้ฝ่ายจำเลยจดทะเบียนให้ที่ดินของจำเลยตกอยู่ในภาระจำยอมตามคำฟ้องของโจทก์ และให้ฝ่ายจำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์และกำหนดค่าทนายความให้โจทก์ 20,000 บาท


3.1 คดีนี้ เมื่อศาลตัดสินแล้วปรากฏว่า ฝ่ายจำเลยยื่นอุทธรณ์ซึ่งหลักการยื่นอุทธรณ์ในคดีแพ่งนั้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 วางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า 
(1) ต้องยื่นอุทธรณ์ภายใน 1 เดือน
(2) ต้องนำเงินมายื่นต่อศาลประกอบไปด้วย เงินค่าขึ้นศาล เงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนโจทก์ และเงินค่านำหมายชั้นอุทธรณ์


3.2 คดีนี้ ปรากฏว่าจำเลยยื่นอุทธรณ์ แต่จำเลยนำเงินมายื่นต่อศาลเพียง 2 จำนวน คือ เงินค่าขึ้นศาลและเงินค่านำหมาย


4. เมื่อฝ่ายจำเลยยื่นอุทธรณ์และศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของจำเลยและส่งให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณา ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกอุทธรณ์ของฝ่ายจำเลย


5. ฝ่ายจำเลยยื่นฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ซึ่งการยื่นฎีกานั้นต้องนำเดินการตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 229 เช่นเดียวกับการยื่นอุทธรณ์


6. ศาลฎีกาพิจารณาฎีกาของฝ่ายจำเลยแล้ว วินิจฉัยว่า “มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามชอบหรือไม่ เห็นว่า ป.วิ.พ. มาตรา 229 บัญญัติว่า การอุทธรณ์นั้นให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อศาลชั้นต้นซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่งภายในกำหนด 1 เดือน นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น และผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง ตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ด้วยนั้น......... จะเห็นได้ว่า ตามบทบัญญัติ ป.วิ.พ. มาตรา 229 กำหนดให้เป็นหน้าที่ของผู้อุทธรณ์ที่จะต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ จำเลยทั้งสามผู้อุทธรณ์จึงมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามโดยเคร่งครัด หาใช่เป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสามปฏิบัติเสียก่อนไม่ เมื่อจำเลยทั้งสามมิได้นำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แทนโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมอุทธรณ์ อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 229 ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ชอบที่จะมีคำสั่งให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามได้ทันที โดยไม่จำต้องมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสามนำเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวมาวางศาลเสียก่อน กรณีมิใช่เรื่องการมิได้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลโดยถูกต้องครบถ้วนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 ที่ศาลจะต้องสั่งให้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้องครบถ้วนเสียก่อนที่จะสั่งไม่รับคำคู่ความที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้ยกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสามมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังไม่ขึ้น ศาลฎีกาจึงพิพากษายืน


หมายเหตุ
เงินที่ต้องนำมายื่นต่อศาลชั้นอุทธรณ์ทั้ง 3 จำนวน ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น มีหลักกฎหมายที่ต้องทราบเพิ่มเติมดังนี้
1. เงินค่าขึ้นศาล หากไม่นำมาชำระหรือชำระไม่ถูกต้อง ศาลจะสั่งให้นำมาชำระให้ถูกต้องเสียก่อนเสมอ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 วรรคสอง หากไม่นำมาชำระตามคำสั่งศาล ศาลจะมีคำสั่งได้เพียงไม่รับคำฟ้อง
2. เงินค่านำหมาย หากไม่นำมายื่นศาลก็จะสั่งทิ้งฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 174
3. ส่วนเงินค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 หากไม่นำมายื่นพร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์ศาลมีอำนาจสั่งไม่รับอุทธรณ์ได้เลยทันที

 





ป.วิ.พ. มาตรา 229 วิธีการอุทธรณ์ ฎีกาที่ 6073/2556 | เจาะหลัก สกัดฎีกา 5 ดาว เตรียมสอบ 3 สนาม อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

จำนวนผู้ชม : 4548 ครั้ง
ลงวันที่ 01/11/2014 20:12:32





ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน