หัวข้อ : คำพิพากษาฎีกาที่ 1488/2529 ป.วิ.พ. มาตรา 1 (5), 18, 179, 180, 228 (3) - เนติฯ ภาค 2สมัย 67 ครั้งที่ 1 อ.อุดม
หมวดหมู่ : สกัดหลักกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง ฎีกาเด่น 5ดาว ที่น่าสนใจ







คำพิพากษาฎีกาที่ 1488/2529     

  
 
 

ป.วิ.พ. มาตรา 1 (5), 18, 179, 180, 228 (3)

 
 

คำร้องขอแก้ไขฟ้อง คำร้องขอแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้งเป็นการตั้งประเด็นระหว่างคู่ความ จึงเป็นคำคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (5) เมื่อคู่ความยื่นคำร้องเข้ามาและศาลมีคำสั่งให้ยกคำร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 คำสั่งนี้จึงมีผลเป็นการสั่งไม่รับคำคู่ความตามมาตรา 18 ซึ่งทำให้ประเด็นที่โจทก์ตั้งขึ้นโดยคำร้องแก้ไขคำฟ้องและคำร้องแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้งเสร็จไป โจทก์อุทธรณ์คำสั่งนั้นได้ตามมาตรา 228 (3) คำสั่งของศาลที่สั่งยกคำร้องจึงไม่ใช่คำสั่งระหว่างพิจารณา

 

คำร้องขอแก้ไขคำฟ้องและคำร้องขอแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้ง ซึ่งโจทก์ได้ยื่นภายหลังจากที่ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ ในประเด็นที่ศาลชั้นต้นได้กำหนดไว้โดยศาลฎีกาไม่ได้กำหนดประเด็นและไม่ได้กำหนดหน้าที่นำสืบให้ศาลชั้นต้นดำเนินการตามคำสั่งศาลฎีกา ศาลชั้นต้นดำเนินการตามคำสั่งศาลฎีกา ก็ชอบที่จะปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เมื่อศาลชั้นต้นยังไม่ได้ทำการชี้สองสถานหรือทำการสืบพยาน โจทก์ก็ชอบที่จะขอแก้ไขคำฟ้องและขอแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้งได้ กรณีไม่ใช่ล่วงเลยการชี้สองสถานและวันสืบพยานจนศาลชั้นต้นเสร็จสิ้นการพิจารณาไปแล้ว เพราะคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ถูกคำพิพากษาศาลฎีกายกเสียแล้ว

 

การขอแก้ไขคำฟ้อง โจทก์ย่อมจะขอแก้ไขได้แม้เป็นการเพิ่มเติม ข้อเท็จจริงหรือสละข้อเท็จจริงเพื่อให้ข้อหาที่ตั้งไว้เดิมบริบูรณ์  แต่ยังคงให้จำเลยรับผิดตามเดิม ส่วนการขอแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้งแม้จะเป็นการยกข้อต่อสู้ขึ้นใหม่ย่อมกระทำได้ตาม  ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179 (2)(3)

 
 

________________________________

 
 

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินตามตั๋วและเงินสองฉบับ พร้อมด้วยดอกเบี้ย ค่าชักส่วนลดและค่าเสียหายตั้งแต่เดือนมิถุนายน ๒๕๒๒ จนกว่า จะชำระเสร็จแก่โจทก์

 

จำเลยให้การและฟ้องแย้งกับแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์เป็นผู้ทรงเช็คโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีอำนาจฟ้อง ตั๋วแลกเงินทั้งสองฉบับไม่มีข้อกำหนดให้เรียกดอกเบี้ย ไม่มีการเรียกค่าชักส่วนลดกัน โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยและค่าชักส่วนลด ค่าเสียหายไม่มีระบุในตั๋วแลกเงินโจทก์เรียกค่าเสียหายไม่ได้ ขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้โจทก์ใช้เงินแก่จำเลยตามฟ้องแย้งพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะใช้เงินเสร็จ หากโจทก์มีสิทธิฟ้องตามตั๋วแลกเงินฉบับตามฟ้อง ก็ขอหักกลบลบหนี้ระหว่างโจทก์จำเลยตามฟ้องและฟ้องแย้ง

 

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งและแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์เป็นผู้ทรงตั๋วแลกเงินทั้งสองฉบับโดยได้รับโอนมาจากบริษัทโพรซิดา จำกัด โจทก์ไม่มีความรับผิดร่วมกับบริษัทโพรซิดา จำกัด และไม่ได้เป็นตัวแทนของบริษัทโพรซิดา จำกัด จำเลยไม่มีสิทธิเรียกให้บริษัทโพรซิดา จำกัด ชำระเงินและไม่มีสิทธิยึดหน่วงเงินจำนวนใด ทั้งไม่มีสิทธิหักกลบลบหนี้กับบริษัทโพรซิดา จำกัดหรือกับโจทก์ ฟ้องแย้งขาดอายุความและเป็นฟ้องเคลือบคลุม ขอให้ยกฟ้องแย้ง

 

ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลยแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามตั๋วแลกเงินทั้งสองฉบับพร้อมดอกเบี้ยและให้จำเลยชำระค่าชักส่วนลดร้อยละเศษหนึ่งส่วนหกของต้นเงินตามตั๋วแลกเงินทั้งสองฉบับแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย

 

จำเลยอุทธรณ์

 

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่

 

โจทก์ฎีกา

 

ศาลฎีกาพิพากษายืน

 

ก่อนสืบพยานโจทก์ซึ่งศาลชั้นต้นสั่งให้นำสืบก่อนโจทก์ยื่นคำร้องลงวันที่  ธันวาคม ๒๕๒๕ ขอแก้ไขคำฟ้อง และยื่นคำร้องลงวันที่  ตุลาคม ๒๕๒๕ และวันที่  ธันวาคม ๒๕๒๕ ขอแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เห็นว่าอาจทำให้ประเด็นที่กำหนดไว้ คู่ความก็อาจนำสืบให้ได้ข้อเท็จจริงตามที่อ้างได้ อยู่แล้วจึงไม่อนุญาตและยกคำร้องของโจทก์

 

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่สั่งไม่รับคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องและคำร้องขอแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้ง

 

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องและคำร้องขอแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้งแล้วดำเนินการต่อไป

 

จำเลยฎีกาขอให้ยกคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องและคำร้องขอแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้งของโจทก์

 

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในปัญหาที่จำเลยฎีกาว่า คำร้องขอแก้ไขฟ้อง คำร้องขอแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้ง ตัวคำร้องไม่ใช่คำคู่ความ ไม่ใช่คำร้องที่ยื่นต่อศาลเพื่อตั้งประเด็นระหว่างคู่ความ แต่เป็นเพียงคำร้องขอแก้ไขคำคู่ความ ดังนั้นที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องดังกล่าว จึงไม่ใช่เป็นคำสั่งไม่รับคำคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๘ แต่เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา โจทก์จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งที่ว่านี้ได้  ศาลฎีกาเห็นว่าคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องก็ดี คำร้องขอแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้งก็ดีเป็นการตั้งประเด็นระหว่างคู่ความจึงเป็นคำคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา  (๕) เมื่อคู่ความยื่นคำร้องเข้ามารและศาลมีคำสั่งให้ยกคำร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๘๐ คำสั่งนี้จึงมีผลเป็นการสั่งไม่รับคำคู่ความตามมาตรา ๑๘ ซึ่งทำให้ประเด็นที่โจทก์ตั้งขึ้นโดยคำร้องแก้ไขคำฟ้องและคำร้องแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้งเสร็จไป โจทก์อุทธรณ์คำสั่งนั้นได้ตามมาตรา ๒๒๘ (๓) ดังนั้น  คำสั่งของศาลที่สั่งยกคำร้องจึงไม่ใช่คำสั่งระหว่างพิจารณาดังที่จำเลยฎีกา

 

ในปัญหาที่จำเลยฎีกาว่า คำร้องขอแก้ไขคำฟ้องและคำร้องขอแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้งโจทก์ได้ยื่นภายหลังจากที่ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ในประเด็นที่ศาลชั้นต้นได้กำหนดไว้แล้วจึงเป็นการล่วงเลยกำหนดวันชี้สองสถานและวันสืบพยานจนคดีเสร็จสิ้นการพิจารณาไปจากศาลชั้นต้นแล้ว  การแก้ไขคำคู่ความรวมทั้งแก้ไขเอกสารท้ายคำคู่ความย่อมอาจทำให้ประเด็นที่ศาลฎีกาสั่งให้ดำเนินคดีเปลี่ยนแปลงไปและประเด็นที่กำหนดไว้ คู่ความก็อาจนำสืบพยานหลักฐานให้ได้ข้อเท็จจริงตามที่อ้างได้อยู่แล้ว  ศาลฎีกาเห็นว่าศาลฎีกาไม่ได้กำหนดประเด็นและไม่ได้กำหนดหน้าที่นำสืบให้ศาลชั้นต้นดำเนินการตามคำสั่งศาลฎีกา การจะอนุญาตให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องและแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้งจึงไม่เป็นเหตุให้ประเด็นที่ศาลฎีกาสั่งเปลี่ยนแปลงไป แต่เป็นเรื่องที่ศาลฎีกาเห็นว่ายังมีข้อโต้แย้งอยู่หลายประการซึ่งจะต้องฟังข้อเท็จจริงก่อน  จึงให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาคดีเสียใหม่ ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นดำเนินการตามคำสั่งศาลฎีกา ก็ชอบที่จะปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งต่อไป และ เมื่อศาลชั้นต้นยังไม่ได้ทำการชี้สองสถานหรือทำการสืบพยาน โจทก์ก็ชอบที่จะขอแก้ไขคำฟ้องและขอแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้งได้ กรณีไม่ใช่ล่วงเลยการชี้สองสถานและวันสืบพยานจนศาลชั้นต้นเสร็จสิ้นการพิจารณาไปแล้ว  ดังที่จำเลยฎีกา เพราะคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ถูกคำพิพากษาศาลฎีกายกเสียแล้ว คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงไม่เกิดผลดังที่จำเลยฎีกา

 

ในปัญหาที่จำเลยฎีกาว่า ตามคำฟ้องเดิมของโจทก์ โจทก์ฟ้องตั๋วแลกเงินทั้งสองฉบับในฐานะจัดการแทนธนาคารนครหลวงไทย จำกัด ซึ่งจำเลยก็ได้ให้การต่อสู้ไว้แล้วว่า โจทก์รับโอนตั๋วมาโดยขาดสายและจำเลยมีข้อต่อสู้กับบริษัท โพรซิดา จำกัด ซึ่งเป็นตัวการของธนาคารนครหลวงไทย จำกัด ฉะนั้นข้อที่ว่าโจทก์เป็นตัวแทนเพื่อเรียกเก็บเงินของผู้ใดจึงเป็นประเด็นสำคัญ เพราะจำเลยได้ต่อสู้ว่า โจทก์เป็นตัวแทนเพื่อเรียกเก็บเงินของบริษัท โพรซิดา จำกัด ซึ่งจำเลยมีข้อต่อสู้กับบริษัทดังกล่าว ดังนั้นการที่โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องจึงเป็นการแก้มากต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและทำให้จำเลยเสียเปรียบ การขอแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้งโดยตัดคำว่าบริษัทโพรซิดา จำกัด ออก เป็นการแก้ในหลักการที่จำเลยฟ้องแย้งและขอหักกลบลบหนี้ในฐานะที่โจทก์เป็นตัวแทนของบริษัทโพรซิดา จำกัด ทำให้จำเลยไม่สามารถที่จะฟ้องแย้งและขอหักกลบลบหนี้ได้ ทำให้จำเลยเสียเปรียบเป็นการแก้ไขที่มีผลให้เกิดประเด็นแห่งคดีใหม่ เป็นการเปลี่ยนแปลงประเด็นแห่งคดีศาลฎีกาเห็นว่า การขอแก้ไขคำฟ้อง โจทก์ย่อมจะขอแก้ไขได้แม้เป็นการเพิ่มเติมข้อเท็จจริง หรือสละข้อเท็จจริงเพื่อให้ข้อหาที่ตั้งไว้เดิมบริบูรณ์ แต่ยังคงให้จำเลยรับผิดตามเดิม  ส่วนการขอแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้งแม้จะเป็นการยกข้อต่อสู้ขึ้นใหม่ย่อมกระทำได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๙ (๒)และ(๓) ตามลำดับ ปรากฏว่าคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์ ลงวันที่  ธันวาคม ๒๕๒๕ โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องรวม  ประการ ประการแรกโจทก์ขอเพิ่มเติมข้อความในฟ้องข้อ  วรรคแรกจากข้อความที่ว่า ปรากฏตามภาพถ่ายตั๋วแลกเงินพร้อมด้วยคำแปลเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข  โดยเพิ่มเติมข้อความที่เป็นความหมายของคำว่า  "โดมิซิลิเอซิออง" (Domiciliation) รวมทั้งรายละเอียดของตั๋วแลกเงินซึ่งเอกสารท้ายฟ้องหมาย  ของโจทก์ก็มีคำดังกล่าวอยู่แล้ว เพียงแต่เดิมโจทก์ให้ความหมายของคำดังกล่าวในความหมายที่แคบกว่า ส่วนประกอบที่  โจทก์ขอแก้ไขคำแปลเอกสารท้ายฟ้องของโจทก์ก็ทำนองเดียวกัน เป็นเรื่องความหมายของคำเดียวกันนี้เช่นกัน ส่วนที่โจทก์ขอแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้งของโจทก์ฉบับลงวันที่  ตุลาคม ๒๕๒๕ ก็ปรากฏว่า โจทก์ขอแก้ไขข้อความที่ว่า โจทก์เป็นผู้ตรงตั๋วแลกเงินโดยได้รับโอนมาจากบริษัทโพรซิดา จำกัด เป็นว่าธนาคารนครหลวงไทย จำกัด สลักหลังให้โจทก์ โจทก์จึงมีฐานะเป็นผู้ทรงในฐานะจัดการแทนธนาคารนครหลวงไทย จำกัดเท่านั้น ข้อความที่ขอแก้ไขจึงตรงกับคำฟ้องของโจทก์นั่นเอง ส่วนคำร้องขอแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้ง ลงวันที่  ธันวาคม ๒๕๒๕ ข้อความที่แก้ไขก็เป็นเรื่องเพิ่มเติมข้อความคำว่า "โดมิซิลิเอซิออง"  ่ซึ่งคำดังกล่าวปรากฏในเอกสารท้ายฟ้องหมาย  และคำว่า "จ่ายตามีคำสั่งธนาคารนครหลวงไทย กรุงเทพ" ซึ่งก็ปรากฏอยู่ในเอกสารท้ายฟ้องหมาย  เช่นเดียวกันและในคำร้องขอแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้งฉบับเดียวกันที่โจทก์ขอตัดคำว่า "บริษัทโพรซิดา จำกัด" ออก ก็คงได้ใจความตรงตามคำฟ้องเดิมของโจทก์เอง รวมทั้งคำว่า "โดมิซิลิเอซิออง"  การขอแก้ไขทั้งคำฟ้องและคำให้การแก้ฟ้องแย้งดังกล่าว จึงเป็นเพียงเพิ่มความสมบูรณ์ของความหมายของคำและเพื่อให้ตรงฟ้องเดิม จึงไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบแต่ประการใด อีกทั้งเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันคำฟ้องและคำให้การแก้ฟ้องแย้งนั่นเอง ไม่ทำให้ประเด็นแห่งคดีเปลี่ยนไปดังจำเลยฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอแก้ไขคำฟ้องและคำร้องขอแก้ไขคำให้การแก้ฟ้องแย้ง แล้วดำเนินต่อไปชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น

 

พิพากษายืน

 
 
 

(วิฑูรย์ ตั้งตรงจิตต์ - โสภณ รัตนากร - ไพรัช วงศ์วัฒนะ)





คำพิพากษาฎีกาที่ 1488/2529 ป.วิ.พ. มาตรา 1 (5), 18, 179, 180, 228 (3) - เนติฯ ภาค 2สมัย 67 ครั้งที่ 1 อ.อุดม | เจาะหลัก สกัดฎีกา 5 ดาว เตรียมสอบ 3 สนาม อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

จำนวนผู้ชม : 2320 ครั้ง
ลงวันที่ 30/11/2014 03:43:41





ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน