หัวข้อ : คำพิพากษาฎีกาที่ 1404/2520 วิ.แพ่ง ภาค 3 (ภาคค่ำ) สัปดาห์ที่ 2 เนติบัณฑิต ภาค 2 สมัยที่ 67
หมวดหมู่ : สกัดหลักกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่ง ฎีกาเด่น 5ดาว ที่น่าสนใจ







ฎีกาเด่น เตรียมสอบ วิชากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค 3 (ภาคค่ำ) เนติบัณฑิต ภาค 2 สมัยที่ 67
อ.นพพร โพธิรังสิยากร วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2557 สัปดาห์ที่ 2


คำพิพากษาฎีกาที่ 1404/2520        

 

ป.วิ.พ. มาตรา 145, 148, 223
  
 

จำเลยเคยยื่นคำร้องในคดีก่อนอ้างว่าที่พิพาทเป็นที่ดินในโฉนดของโจทก์  ซึ่งจำเลยได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปกปักษ์ขอให้แสดงกรรมสิทธิ์   โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านว่าจำเลยมิได้ครอบครองรุกล้ำเข้ามาในที่ดินโฉนดของโจทก์  ความจริงจำเลยเข้าไปอาศัยและทำนาโดยอาศัยสิทธิการเช่าของบุคคลอื่นที่เช่าที่ดินไปจากโจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษาถึงที่สุดว่าจำเลยมิได้ครอบครองรุกล้ำเข้าไปในเขตโฉนดของโจทก์  โดยต่างคนต่างครอบครองตามแนวเขตที่ดินของตนไม่ปรปักษ์กัน  ดังนี้ คำพิพากษาคดีก่อนจะชอบหรือไม่ก็ตาม  แต่เมื่อโจทก์มิได้อุทธรณ์จึงต้องผูกพันในคำพิพากษานั้นว่า  ที่พิพาทไม่ได้อยู่ในเขตโฉนดของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 การที่โจทก์กลับมาฟ้องจำเลยเป็นคดีหลังและนำสืบว่าที่พิพาทเป็นของโจทก์ขอให้ขับไล่จำเลยและเรียกค่าเสียหายจึงรับฟังไม่ได้
 
แม้ศาลจะพิพากษายกฟ้อง แต่เมื่อคำพิพากษาวินิจฉัยมีผลกระทบกระเทือนถึงสิทธิของจำเลย  จำเลยย่อมอุทธรณ์ได้
  

________________________________
 
 

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่พิพาท จำเลยขออาศัยปลูกกระท่อมและทำนาในที่ดินโจทก์ดังกล่าวทางด้านทิศเหนือ  ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องต่อศาลอ้างว่าที่ดินเป็นของจำเลยโดยครอบครองมาเกิน ๑๐ ปีแล้ว  ตามสำนวนคดีหมายเลขแดงที่ ๑๘๐/๒๕๑๐ ของศาลชั้นต้น  โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้าน  ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง  คดีถึงที่สุด โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยออกไป จำเลยเพิกถอน  ขอให้บังคับจำเลยรื้อกระท่อมออกไปและห้ามเกี่ยวข้องกับที่ดินดังกล่าว กับให้ใช้ค่าเสียหาย
 
จำเลยให้การว่า จำเลยมีที่ดินอยู่ด้านทิศเหนือ  และปลูกบ้านในที่ดินจำเลยซึ่งมีคันนาและต้นไม้เป็นแนวเขตโดยเปิดเผยเกินกว่า ๑๐ ปีแล้ว  คำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่โจทก์อ้างนั้นได้วินิจฉัยว่า ที่ดินของโจทก์และจำเลยต่างมีแนวเขตไม่รุกล้ำกัน  ดังนั้น ที่ดินที่โจทก์ฟ้องจึงไม่ได้อยู่ในเขตโฉนดของโจทก์
 
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ฟ้องโจทก์ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๘ พิพากษายกฟ้อง
 
โจทก์อุทธรณ์
 
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
 
โจทก์ฎีกา  ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าไม่เป็นฟ้องซ้ำ  คำพิพากษายกคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง  ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยและพิพากษาใหม่
 
ศาลชั้นต้นพิจารณาใหม่แล้วฟังว่า จำเลยเข้ามาทำนาและปลูกกระท่อมในที่ดินของโจทก์  พิพากษาให้จำเลยรื้อกระท่อมออกจากที่ดินโจทก์ ห้ามเข้าเกี่ยวข้องและให้ใช้ค่าเสียหาย
 
จำเลยอุทธรณ์
 
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
 
จำเลยฎีกา
 
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์จำเลยต่างโต้เถียงกรรมสิทธิ์กันในที่ดินพิพาท  ข้อเท็จจริงได้ความว่าที่ดินแปลงนี้โจทก์และจำเลยเคยเป็นความกันมาแล้ว  โดยจำเลยยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท  อ้างว่าได้ครอบครองรุกล้ำเข้าไปในที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๘๖๒ ของโจทก์  โดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของมากว่าสิบปี  โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านว่าจำเลยมิได้ครอบครองรุกล้ำเข้ามาในที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๘๖๒ ของโจทก์  ความจริงจำเลยเข้าไปอาศัยและทำนาโดยอาศัยสิทธิการเช่าของบุคคลอื่นที่เช่าที่ดินไปจากโจทก์  ศาลจังหวัดนครนายกพิพากษาคดีถึงที่สุดว่า จำเลย (โจทก์คดีก่อน)  มิได้ครอบครองรุกล้ำเข้าไปในเขตโฉนดเลขที่ ๑๘๖๒ ของโจทก์ (จำเลยคดีก่อน)  โดยต่างคนต่างครอบครองตามแนวเขตที่ดินของตนไม่ปรปักษ์กัน  ซึ่งจะชอบหรือไม่ประการใดก็ตามแต่  เมื่อโจทก์(จำเลยคดีก่อน)  มิได้อุทธรณ์คำพิพากษา  จึงต้องผูกพันในผลแห่งคำพิพากษานั้นว่า  ที่ดินพิพาทไม่ได้อยู่ในเขตโฉนดที่ดิน ๑๘๖๒ ของโจทก์  (จำเลยคดีก่อน) ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๕ เพราะแม้ศาลจะพิพากษายกฟ้อง แต่คำวินิจฉัยมีผลกระทบกระเทือนถึงสิทธิของโจทก์ (จำเลยคดีก่อน) โจทก์ (จำเลยคดีก่อน) ย่อมอุทธรณ์ได้  การที่โจทก์กลับมาฟ้องจำเลยและนำสืบว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ขอให้ขับไล่จำเลยและเรียกค่าเสียหายเป็นคดีนี้  จึงรับฟังไม่ได้
 
พิพากษากลับ  ให้ยกฟ้องโจทก์
 
 
 

(ถนอม ครูไพศาล - แถม ดุลยสุข - สุจริต เสถียรกาล)
 





คำพิพากษาฎีกาที่ 1404/2520 วิ.แพ่ง ภาค 3 (ภาคค่ำ) สัปดาห์ที่ 2 เนติบัณฑิต ภาค 2 สมัยที่ 67 | เจาะหลัก สกัดฎีกา 5 ดาว เตรียมสอบ 3 สนาม อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

จำนวนผู้ชม : 2140 ครั้ง
ลงวันที่ 05/12/2014 10:44:43





ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน