ประเภทคำฟ้อง
คำฟ้องอาจถูกเสนอต่อศาลในประเภทหรือรูปแบบต่าง ๆ ดังนี้
๑. คำฟ้องในคดีมีข้อพิพาท ตามมาตรา ๑๗๒ เมื่อโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิและหน้าที่ตามมาตรา ๕๕ และโจทก์ได้เสนอคดีของตนต่อศาล คำฟ้องประเภทนี้รวมถึงคำฟ้องคดีมโนสาเร่ด้วย
๒. คำร้องขอในคดีไม่มีข้อพิพาท ตามมาตรา ๑ เป็นกรณีที่ผู้ร้องขอมีความจำเป็นจะต้องใช้สิทธิทางศาลตามมาตรา ๕๕ ซึ่งเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทและอาจกลายเป็นคดีมีข้อพิพาทได้ในภายหลังตามมาตรา ๑๘๘ (๔)
คำฟ้องที่เสนอในภายหลัง
๓. คำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้อง ตามมาตรา ๑๗๙ และ ๑๘๐ เพราะเมื่อศาลอนุญาตแล้วก็นับว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องเดิม คำร้องนี้จึงต้องนำมาตรา ๑๗๒ วรรคสอง มาใช้บังคับด้วย
๔. ฟ้องแย้ง ตามมาตรา ๑๗๗ วรรคสาม เป็นกรณีที่จำเลยเสนอข้อหากลับ แก่โจทก์ในชั้นที่จำเลยให้การแก้คดี ฟ้องแย้งจึงต้องอยู่ในบังคับมาตรา ๑๗๗ วรรคสาม ด้วย
๕. คำร้องสอด ตามมาตรา ๕๗ (๑) เป็นคำฟ้องประเภทหนึ่งที่ต้องนำมาตรา ๑๗๒ วรรคสอง มาใช้บังคับ (คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๔๗/๒๕๓๐)
๖. คำขอให้พิจารณาใหม่ ตามมาตรา ๑๙๙ จัตวา และมาตรา ๒๐๗ ไม่ว่า จะเป็นคำขอของโจทก์หรือจำเลย ซึ่งมาตรา ๑ (๓) ถือเป็นคำฟ้อง (คำพิพากษาฎีกาที่ ๘๒๑/๒๕๑๑ (ป))
๗. คำฟ้องอุทธรณ์คำฟ้องฎีกา ตามมาตรา ๒๒๕ และมาตรา ๒๔๙ เป็นการ เสนอข้อหาในชั้นศาลอุทธรณ์ศาลฎีกา ซึ่งจะถูกจำกัดประเด็นไว้ในมาตรา ๒๒๕ และ มาตรา ๒๔๙ คือ
(๑) จะต้องกล่าวไว้โดยชัดแจ้งในอุทธรณ์หรือฎีกา
(๒) ต้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นหรือศาลอทธรณ์
(๓) ต้องเป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย
๘. คำร้องขัดทรัพย์ ตามมาตรา ๒๘๘ เป็นการเสนอข้อหาของบุคคลภายนอกในชั้นบังคับคดีแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ร้องขัดทรัพย์มีฐานะเป็นโจทก์ ส่วนเจ้าหนี้ ตามคำพิพากษาหรือโจทก์เดิมตกอยู่ในฐานะเสมือนจำเลย (คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๐๐/ ๒๕๐๔, ๙๕๙๔/๒๕๕๔)
๙. คำร้องขอรับชำระหนี้จำนองหรือบุริมสิทธิตามมาตรา ๒๘๙ ซึ่งกฎหมาย บัญญัติให้ทำเป็นคำร้องขอ ก็ถือเป็นคำฟ้องอย่างหนึ่ง
อ้างอิง : กฏหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค2(ศอ.สมชาย พงษธา) รวมคำบรยายเนติเล่มที่3 ภาค2/67
|