หัวข้อ : สรุปความผิดฐานลักทรัพย์
หมวดหมู่ : สกัดหลักกฎหมายอาญา ฎีกาเด่น 5ดาว (เตรียมสอบ 3 สนาม)







****ความผิดฐานลักทรัพย์*****


**องค์ประกอบภายนอก
-(๑) ทรัพย์นั้นต้องเป็นของผู้อื่น หรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย (กรรมสิทธิ์รวม)
-(๒) ผู้กระทำ “เอาไป” ซึ่งทรัพย์นั้น อันหมายความว่า
-(๒.๑) ทรัพย์นั้นต้องมีผู้อื่นครอบครองอยู่ในขณะนั้น 
-(๒.๒) ผู้กระทำเข้าครอบครองทรัพย์นั้น
-(๒.๓) การเข้าครอบครองทรัพย์นั้นตามข้อ ๒.๒ เป็นการแย่งการครอบครอง
-(๒.๔) ผู้กระทำพาทรัพย์นั้นเคลื่อนที่ไปในลักษณะที่เป็นการตัดกรรมสิทธิ์ของเจ้าของทรัพย์ตลอดไป ไม่ใช่แต่เพียงเอาไปชั่วคราว


**๑. ทรัพย์นั้นต้องเป็นของผู้อื่น หรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย (กรรมสิทธิ์รวม)
-สังหาริมทรัพย์อันไม่มีเจ้าของบุคคลอาจได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์โดยการ “เข้าถือเอา” ซึ่งหมายถึง “การเข้าถือเอาด้วยเจตนาจะเอามาเป็นของตน หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ “การเข้ายึดถือโดยเจตนาที่จะเอาเป็นเจ้าของ ต่างกับการ “ยึดถือ”ตาม ป.พ.พ.มาตรา ๑๓๖๗ ,๑๓๖๘ ซึ่งเป็นแต่เพียงการเข้าครอบครองทรัพย์สินไว้เพื่อตนเท่านั้น อาจจะมีเจตนาเอาเป็นเจ้าของก็ได้หรือไม่มีเจตนาเอาเป็นเจ้าของก็ได้


**๒. ผู้กรทำ “เอาไป” ซึ่งทรัพย์นั้น อันหมายความว่า
*๒.๑ ทรัพย์นั้นต้องมีผู้อื่นครอบครองอยู่ในขณะนั้น
ทรัพย์สินหาย คือ ทรัพย์ที่หลุดพ้นไปจากความยึดถือของผู้เป็นเจ้าของโดยมิได้ตั้งใจ ไม่ใช่เรื่องสละการครอบครอง
-หากของตกหายในลักษณะที่ผู้ครอบครองยังติดตามหาคืนได้อยู่ก็ยังไม่เป็นทรัพย์สินหาย
-การครอบครองมีความหมายอย่างเดียวกับสิทธิครอบครอง
-การ”ยึดถือ”ทรัพย์สินไม่จำเป็นต้องมีการจับต้องทรัพย์ด้วยมือของตนเองเสมอไป การหวงกันด้วยพฤติการณ์ที่บุคคลทั่วๆไปยอมรับรู้ (ยังเคารพสิทธิอยู่) ก็พอที่จะถือว่าเป็นการ “ยึดถือ” ได้
-การยึดถือเพื่อตนมิได้หมายความว่ายึดถือด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเสมอไป เช่น ผู้เช่าบ้านย่อมยึดถือบ้านนั้นเพื่อตน ผู้เช่าได้สิทธิครอบครอง
-ผู้ที่ครอบครองทรัพย์ อาจจะได้ทรัพย์มาอยู่ในความครองครองโดยการลักทรัพย์ ยักยอก หรือ ฉัอโกงก็ได้


*๒.๒ ผู้กระทำเข้าครอบครองทรัพย์นั้น
-การเข้าครอบครองทรัพย์ หมายความว่าจะต้องได้เข้ายึดถือทรัพย์นั้นโดยเจตนายึดถือเพื่อตนแล้ว 
-การเข้าครอบครองทรัพย์ หมายความว่าการเอาทรัพย์ซึ่งอยู่ในความครอบครองของผู้อื่นมาอยู่ในความครอบครองของผู้กระทำ
-การหยิบทรัพย์และโยนทิ้งแม่น้ำทันที ต้องถือว่าผู้กระทำมิได้ครอบครองทรัพย์นั้น และไม่มีการยึดถือโดยเจตนายึดถือเพื่อตนเลย การหยิบเคลื่อนที่ดังกล่าวเป็นการ “รบกวนการครอบครอง”เท่านั้น
-การพยายามลักทรัพย์ คือ (๑)ผู้กระทำกำลังจะเข้าครอบครองทรัพย์นั้นเช่นกำลังจะจับไก่ในสุ่มไก่หรือ (๒)ผู้กระทำแยกทรัพย์นั้นออกจากสิ่งที่ติดตรึงแล้ว หรือ(๓) ผู้กระทำได้เข้าครอบครองทรัพย์นั้นแล้วแต่ยังไม่ได้ทำให้ทรัพย์เคลื่อนที่เช่นจับไก่ในสุ่มแล้วแต่ไก่ยังไม่เคลื่อนที่


*๒.๓ การเข้าครอบครองทรัพย์นั้นตามข้อ ๒.๒ เป็นการแย่งการครอบครอง
การแย่งการครอบครองหมายความว่าผู้ครอบครองมิได้ยินยอมให้เอาทรัพย์นั้นไป


*๒.๔ ผู้กระทำพาทรัพย์นั้นเคลื่อนที่ไปในลักษณะที่เป็นการตัดกรรมสิทธิ์ของเจ้าของทรัพย์ตลอดไป ไม่ใช่แต่เพียงเอาไปชั่วคราว


**กรณีทรัพย์ซึ่งติดตรึงอยู่กับสิ่งอื่น การกระทำจะเป็นความผิดญาณลักทรัพย์(สำเร๊จ)ก็ต่อเมื่อ
-(๑) ผู้กระทำ “แยกทรัพย์” นั้นออกจากสิ่งที่ติดตึงตราแล้ว และ
-(๒) ทรัพย์นั้นต้องมีการ “เคลื่อนที่” หลังจากมีการแยกทรัพย์ตามข้อ (๑) แล้ว และ
-(๓) ผู้กระทำได้เข้ายึดถือครอบครองทรัพย์นั้นแล้ว
-การเอาไปเลยในเรื่องลักทรัพย์เป็นได้แต่เอาไปในลักษณะที่เป็นการตัดกรรมสิทธิ์ การตัดกรรมสิทธิ์ในลักษณะที่ตัดกรรมสิทธิ์คือในลักษณะที่จะทำให้กรรมสิทธิ์ของเจ้าของสูญสิ้นไปคือจะสูญ มิใช่สูญสิ้นไปทันทีที่ได้ลักหรือเอาทรัพย์ไป
-การพาทรัพย์เคลื่อนที่ จะต้องทำให้ทุกๆจุดของทรัพย์นั้นได้เคลื่อนจากที่ ที่แต่ละจุดของทรัพย์นั้นตั้งอยู่
-การลักทรัพย์เป็นการกระทำในลักษณะที่เป็นการตัดกรรมสิทธิ์ในทรัพย์โดยเด็ดขาดถึงแม้โดยนิตินัยกรรมสิทธิ์ยังอยู่กับเจ้าของทรัพย์ก็ตาม (เพราะเจ้าของมิได้ถูกครอบครองปรปักษ์)เมื่อกฎหมายลงโทษผู้กระทำในกรเอาทรัพย์ไปโดยเด็ดขาดในความผิดฐานลัดทรัพย์แล้วแม้ผู้กระทำจะมีการกระทำอื่นใดขึ้นมาอีกต่อทรัพย์นั้น ก็ไม่ทำให้ผู้กระทำความผิดฐานลักทรัพย์นั้นมีความผิดขึ้นมาใหม่ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือการลักทรัพย์เป็นการกระทำต่อทรัพย์นั้นอย่างรุนแรงที่สุดแล้ว เพราะถึงขนาดเป็นการตัดกรรมสิทธิ์ในทรัพย์โดยเด็ดขาด
-ฉ้อโกงหรือยักยอกทรัพย์แล้วต่อมาเอาทรัพย์นั้นไปทำลายก็ไม่ผิดฐานทำให้เสียทรัพย์อีก คือฉ้อโกง คือการหลอกเอากรรมสิทธิ์ ส่วนยักยอกก็เป็นการกระทำต่อกรรมสิทธิ์ ดังนั้นการทำลายทรัพย์ซึ่งเป็นการกระทำต่อกรรมสิทธิ์เช่นเดียวกันจึงไม่ทำให้ผู้กระทำมีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ขึ้นมาได้อีก
-การครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของผู้อื่นอันจะเป็นความผิดฐานยักยอกนั้นจะต้องไม่ใช่การครอบครองอันได้มาจากการกระทำความผิดฐานฉ้อโกง
-การเอาทรัพย์ไปใช้ชั่วคราวไม่เป็นลักทรัพย์เพราะมิใช่เป็นการ “เอาไป” ดังนั้นจึงถือว่า “ขาดองค์ประกอบภายนอก” ของความผิดฐานลักทรัพย์ แต่ศาลมักจะถือว่า “ขาดเจตนา”


*********************************************************************


**กรณีดังจะกล่าวต่อไปนี้ ผู้กระทำไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์เลย แม้ฐานพยายามลักทรัพย์ก็ไม่มีความผิด เช่น
-(๑)การกระทำไม่เป็นการพาทรัพย์เคลื่อนที่ไปในลักษณะที่เป็นการตัดกรรมสิทธิ์ เช่น เอาทรัพย์ไปใช้ชั่วคราว
-(๒)ผู้กระทำขาดเจตนาธรรมดา กล่าวคือ มิได้ประสงค์ต่อผล หรือมิได้เล็งเห็นผล ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 
(ก)ขาดเจตนาเพราะไม่รู้ว่าเป็นการแย่งการครอบครอง เช่น หยิบสายสร้อยผิดเส้นโดยเข้าว่าเส้นที่หยิบไปนั้นเจ้าของมอบให้
(ข)ขาดเจตนาเพราะไม่รู้ว่าเป็นการเอาไปซึ่งทรัพย์ของผู้อื่น เช่น หยิบร่มของผู้อื่นแต่เข้าใจว่าเป็นร่มของตน
-(๓)ผู้กระทำขาดเจตนาพิเศษ กล่าวคือ ขาดเจตนาทุจริต


*ในกรณีตามข้อ (๑) ข้อ (๒) ก ข และข้อ ๓ ข้างต้น ผู้กระทำที่ครอบครองทรัพย์นั้น อาจผิดฐานยักยอกได้ หากเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต รายละเอียดเรื่องการ “ยักยอก” จะได้กล่าวต่อไป


*********************************************************************


สาระสำคัญที่สุดของความผิดฐานลักทรัพย์ คือทำร้าย “กรรมสิทธิ์” และทำร้าย “การครอบครอง”

**ข้อแตกต่างที่สำคัญที่สุดของความผิดฐานยักยอกและลักทรัพย์คือความผิดฐานยักยอกบัญญัติขึ้นเพื่อมุ่งคุ้มครอง “กรรมสิทธิ์” แต่เพียงอย่างเดียว กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ จะเป็นความผิดฐานยักยอกจะต้องมีการกระทำอันเป็นการทำร้าย “กรรมสิทธิ์” ในทรัพย์ของผู้อื่น (ซึ่งรวมถึงกรรมสิทธิ์รวมด้วย) ไม่มีการทำร้าย “การครอบครอง” ของผู้อื่นด้วย เพราะผู้ยักยอกเป็นผู้ครอบครองทรัพย์นั้นอยู่แล้ว
-การหลอกให้โอน “กรรมสิทธิ์” เป็นฉ้อโกง ดังนั้นการหลอกเอาการครอบครองจะเป็นฉ้อโกงไม่ได้ จึงเป็นการลักทรัพย์ แต่ก็ถือเป็น “ลักทรัพย์โดยใช้อุบาย”


**ข้อสังเกต ผู้หลอกจะได้กรรมสิทธิ์ตามกฎหมายแพ่งหรือไม่ ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงเพราะในทางอาญาให้พิจารณาเฉพาะว่าเป็นการหลอกเอากรรมสิทธิ์หรือไม่เท่านั้น


**ความผิดฐานลักทรัพย์เป็นความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่มีมาตั้งแต่ดั้งเดิม ตามหลักกฎหมายคอมมอนลอว์ ความผิดฐานลักทรัพย์ หรือ larceny นั้น เป็นความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่เกิดขึ้นก่อนความผิดฐานอื่นๆ ส่วนความผิดฐานยักยอกและฉ้อโกงเป็นความผิดที่เกิดขึ้นภายหลังเพื่อเป็นการอุดช่องว่างในกรณีที่การกระทำบางอย่างไม่อาจถือว่าเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ได้ ดังนั้นความผิดฐานลักทรัพย์จึงเป็นความผิดหลักที่ใช้ลงโทษการเข้าครอบครองทรัพย์ของผู้อื่นโดยการแย่งการครอบครอง


**ข้อสังเกตว่า หลักที่สำคัญของความผิดฐานลักทรัพย์คือ การเข้าครอบครองทรัพย์ของผู้อื่นโดยการแย่งการครอบครอง ซึ่งการเอาทรัพย์ที่มีผู้ส่งมอบให้โดยสำคัญผิดเป็นของตนโดยทุจริต (เช่น กรณีพนักงานธนาคารส่งมอบเงินให้ลูกค้าเกินจำนวนที่ลูกค้าเบิกจากธนาคาร) นั้น อันที่จริงก็คือการเข้าครอบครองทรัพย์ของผู้อื่นโดยการแย่งการครอบครองรูปแบบหนึ่งนั่นเอง (เพราะทรัพย์ที่ส่งมอบให้โดยสำคัญจะถือว่าส่งมอบให้โดยความยินยอมในความหมายของความผิดฐานลักทรัพย์ไม่ได้) แต่เมื่อประมวลกฎหมายอาญาของไทยบัญญัติไว้ว่ากรณีเช่นนี้ผู้ที่เอาทรัพย์นั้นไว้โดยทุจริต เป็นความผิดฐานยักยอกตามมาตรา ๓๕๒ วรรคสอง ก็ถือว่าเป็นบทยกเว้นจากเรื่องลักทรัพย์ ส่วนการหลอกเอากรรมสิทธิ์ (เช่นหลอกซื้อของโดยไม่ตั้งใจจะชำระราคา) นั้น เมื่อประมวลกฎหมายอาญาบัญญัติไว้ว่าเป็นความผิดฐานฉ้อโกงตามมาตรา ๓๔๑ แล้ว ก็ต้องเป็นไปตามนั้น อย่างไรก็ตาม การหลอกเอาการครอบครอง (เช่น หลอกขอยืมทรัพย์ หรือหลอกขอเช่าทรัพย์) ก็คือการเข้าครอบครองทรัพย์โดยการแย่งการครอบครองอีกรูปแบบหนึ่ง แต่เมื่อไม่เป็นฉ้อโกงเพราะไม่ใช่การหลอกเอากรรมสิทธิ์ การหลอกดังกล่าวจึงต้องเป็นความผิดฐานลักทรัพย์อันเป็นความผิดพื้นฐานของการเข้าครอบครองทรัพย์ของผู้อื่นโดยการแย่งการครอบครอง ซึ่งเรียกกันว่า “ลักทรัพย์โดยใช้อุบาย” อันเป็นการลักทรัพย์วิธีหนึ่งนั่นเอง





สรุปความผิดฐานลักทรัพย์ | เจาะหลัก สกัดฎีกา 5 ดาว เตรียมสอบ 3 สนาม อัพเดท ที่ ลอว์สยาม ดอทคอม

จำนวนผู้ชม : 3865 ครั้ง
ลงวันที่ 11/01/2015 23:02:05





ข้อมูลบทความ ในหมวดหมู่เดียวกัน